Tuesday, August 7, 2012

STEP UP REVOLUTION (2012)



STEP UP REVOLUTION (Scott Spear, 2012)

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า Step Up Revolution เป็นหนัง 'สนุกมาก' กับฉากเต้นที่ดูอลังการ สวยงาม และน่าตื่นตาตื่นใจในทุกๆฉาก ซึ่งมีการออกแบบท่าทางมาอย่างดี ดูแล้วรู้สึกเพลินตามไปด้วยมากๆ ขณะเดียวกันก็อดคิดไม่ได้ว่า บางช่วงมันออกจะแลดูเหมือนมิวสิควิดีโอขนาดยาวมากไปหน่อย ทั้งนี้ก็เพราะความบางบางของพล็อตเรื่องที่ถูกผูกขึ้นมาเพียงหลวมๆ และคนทำหนังก็ไม่พยายามเข้าไปขยายประเด็นใดๆ ในเรื่องให้ใหญ่โตเกินความจำเป็น เข้าใจว่าถ้าขืนมัวแต่พูดโน่นพูดนี่ยืดยาว จะกลายเป็นเบียดบังเวลาความสุขที่คนดูพึงจะได้รับจากฉากเต้นของหนัง ก็อย่างที่รู้ๆกันนั่นแหละว่า Step Up Revolution เป็น 'หนังเต้น' แล้วจะให้มีสิ่งอื่นสำคัญและโดดเด่นเกินหน้าเกินตา 'การเต้น' ได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม มีบางช่วงที่ดูแล้ว อดแวบคิดถึงหนังเต้นอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาไม่ได้ คือเรื่อง Magic Mike แม้ว่าทั้งสองเรื่องจะมีฉากเต้นมา 'ขาย' คนดูเหมือนกัน แต่ลีลาท่าทางและเจตนารมณ์ในการเต้นของตัวละครในหนังทั้งสองเรื่อง กลับอยู่ห่างไกลกันชนิดสุดขอบโลก นั่นคือ Step Up Revolution นำการเต้นมาใช้เพื่อประกาศความมีตัวตนของคนที่ถูกมองข้ามในสังคม (ในหนังหมายถึงคนในชุมชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งถูกผู้มีฐานะสูงกว่า มองไม่เห็นหัว และปฏิบัติด้วยอย่างดูถูกดูแคลน) ขณะที่ Magic Mike คือการเต้นเปลื้องผ้าของชายหนุ่มที่ต้องการดูดเงินจากลูกค้าสาวๆที่มาเที่ยวในบาร์ให้ได้มากที่สุด

จุดหนึ่งที่ทำให้คิดโยงหนังทั้งสองเรื่องถึงกัน น่าจะมาจากเรื่องราวของตัวละครหลักใน Step Up Revolution คือ ฌอน (ไรอัน กุซแมน) หัวหน้าทีม flash mob ใต้ดินที่รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ก่อม็อบด้วยการเต้นขึ้นกลางที่สาธารณะ แล้วถ่ายคลิปนำไปอัพโหลดลงในเว็บไซต์ youtube ซึ่งถ้าคลิปของพวกเขามียอดคลิกของผู้เข้าชมเกินหนึ่งล้านวิว ก็จะได้รับเงินรางวัลก้อนใหญ่ไป

ว่าไปแล้ว ฌอนดูเป็นตัวละครอันมีส่วนผสมของตัวละครอีกสองตัวจาก Magic Mike คนแรกคือ อดัม (อเล็กซ์ เพ็ตติเฟอร์) เด็กหนุ่มหน้าใสที่ก้าวเข้าสู่วงการนักเต้นเปลื้องผ้าแบบตกกระไดพลอยโจน และทำให้พี่สาวถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก เมื่อเห็นน้องชายที่เคยเป็นนักเรียนทุนนักกีฬาต้องตกต่ำมาทำอาชีพอันไม่เป็นที่ยอมรับนับถือของคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งอาจจะมองได้ว่าฌอนก็ตกอยู่ในข่ายเดียวกัน คือเขาเองมักจะทำให้พี่สาวอึ้งอยู่บ่อยๆ ยามที่เขาปรากฏตัวเป็นข่าวทางทีวีในฐานะสมาชิกนักเต้นกลุ่ม THE MOB ซึ่งเป็นพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกตำรวจจับในข้อหาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในที่สาธารณา แม้ฌอนจะยืนยันกับพี่สาวว่าตนไม่มีทางโดนตำรวจจับ แต่ก็ใช่จะช่วยให้เธอสบายใจขึ้น เว้นเสียแต่เขาจะยอมไปสมัครงานที่ดูมีความมั่นคงกับชีวิต แทนการเป็นพนักงานเสิร์ฟต๊อกต๋อยในโรงแรมแห่งหนึ่งในไมอามี่

อีกคนหนึ่งคือ ไมค์ (แชนนิ่ง ทาทั่ม) ชายหนุ่มนักเต้นเปลื้องผ้าผู้เป็นดาวดวงเด่นของคลับ และเป็นเจ้าของฉายา 'เมจิค ไมค์' อันเนื่องมาจากลีลาการเต้นที่ดึงดูดเร้าใจผู้ชมเป็นอย่างมาก จนอาจกล่าวได้ว่าเขาประสบความสำเร็จล้นหลามในงานอาชีพ กระนั้น ไมค์กลับตระหนักอยู่เสมอว่างานที่เขาทำทุกวันนี้ เป็นอาชีพที่ปราศจากความยั่นยืนถาวร เขาจึงพยายามดิ้นรนขวนขวายเพื่อสร้างโอกาสให้ตนมีหลักประกันมั่นคงในชีวิต ด้วยการบุกเบิกเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวอันจะทำให้เขามีโอกาสได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายตัวเองเสียที

ถึงแม้ ฌอน ใน Step Up Revolution อาจจะมิได้แลดูมีเป้าหมายใหญ่โตแบบเดียวกับไมค์ นอกเสียจากใช้การเต้น flash mob ของตนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้คน หรือพูดอีกแบบคือเป็นฐานในการสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อันจะส่งผลให้ได้อย่างอื่นตามมา กระนั้น จะเห็นได้ว่าฌอนก็มีเจตนาและความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมที่จะใช้การเต้นเป็นเสมือน 'ใบเบิกทาง' ให้ตนเองและเพื่อนๆ ได้ก้าวไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าในปัจจุบัน

จึงสรุปได้ว่าสิ่งหนึ่งที่ตัวละครทั้งสองต่างมีเหมือนกัน คือ ความเชื่อมั่นว่าตัวเราเท่านั้นที่จะเป็นผู้ลิขิตทางเดินให้กับชีวิตตนเอง ขอเพียงแค่มีความมานะพยายามและไม่ยอมแพ้...


Wednesday, August 1, 2012

วงจรปิด (พ.ศ. ๒๕๕๕)


วงจรปิด
(ทิวา เมยไธสง-ยุทธเลิศ สิปปภาค, พ.ศ. 2555)

โดยส่วนตัวรู้สึกชื่นชม "มรดกผี" ของ ทิวา เมยไธสง ซึ่งเป็นตอนแรกของหนังชุด วงจรปิด นี้ไม่น้อย ในแง่ความพยายามถ่ายทอดเรื่องราวว่าด้วยความวิปริตและละโมบโลภมากของมนุษย์ออกมาโดยใช้วิธีการแบบหนังเงียบ แม้ผลลัพธ์จะห่างไกลจากการพูดได้ว่า 'น่าประทับใจ' เพราะมีหลายสิ่งในหนังที่เป็นตัวบั่นทอนความชอบให้ลดลง ยกตัวอย่าง เนื้อเรื่องกำหนดให้ตัวละครฝาแฝดซึ่งเป็นแฝดตัวติดกัน หมายถึง "มีอวัยวะบางส่วนของร่างกายติดกัน จึงจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดแยกตัวออกจากกันโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าใช้จ่ายสูง" แต่ที่เห็นในหนัง แฝดทั้งสองกลับมี 'ตัวติดกัน' ในแง่ไปไหนมาไหนตลอดเวลาโดยไม่ยอมห่างกันเลยต่างหาก ซึ่งการจะแยกเธอทั้งคู่ออกจากกันจึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายเป็นค่าผ่าตัดแต่อย่างใด

ที่ยกตัวอย่างนี้ เพื่อจะบอกว่าหนังออกจะปล่อยปละละเลยในการสร้างความน่าเชื่อแก่คนดู ซึ่งถ้าทำออกมาให้ดูแนบเนียน ย่อมส่งผลให้คนดูเกิดความรู้สึกอยากเอาใจช่วยตัวละครมากขึ้น นอกจากนี้ การใช้ไตเติ้ลบทสนทนาที่เกินความจำเป็น ทำให้รู้สึกว่าถ้าตัวละครจะพูดมากขนาดนี้ ก็เปลี่ยนไปทำเป็นหนังเสียงดีกว่ามั้ย?

อีกสองตอนคือ "สวรรค์ชั้น 11" กับ "นรกชั้น 8" ผลงานกำกับของ ยุทธเลิศ สิปปภาค ที่ยังคงสไตล์และแนวทางการทำหนังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยผสานความตลกโปกฮาเข้ากับความสยองขวัญน่ากลัวออกมาได้พอเหมาะ ขณะที่เนื้อหาสะท้อนปัญหาสังคมที่เพศหญิงยังคงต้องเป็นเบี้ยล่างให้เพศชายเอาเปรียบอยู่ร่ำไป และหนทางเดียวที่พวกเธอจะลุกขึ้นมาทวงสิทธิอันชอบธรรมของตนได้ คือต้องตายกลายเป็นวิญญาณอาฆาตเสียก่อน โดยตอน "นรกชั้น 8" ดูจะสืบทอดแนวคิดนี้มาเต็มๆ กับเรื่องของหญิงสาวที่ถูกอดีตชายคนรักสังหารอย่างโหดเหี้ยม กลายเป็นดวงวิญญาณเต็มเปี่ยมแรงโกรธแค้นและมุ่งหมายจองเวรเอาชีวิตเพศชายทุกคนในอพาร์ทเมนท์ที่เธอวนเวียนอยู่

"สวรรค์ชั้น 11" ออกจะน่าสนใจในแง่พล็อตซับซ้อน จนน่าจะนำไปพัฒนาเป็นหนังขนาดยาวได้ไม่ยาก (แต่คิดอีกที เป็นหนังสั้นอยู่แบบนี้ก็มีบางช่วงที่รู้สึกว่ายืดเยื้อ เนื้อเรื่องไม่คืบหน้า เพราะมัวแต่เล่นหลอกผีตุ้งแช่ให้คนดูสะดุ้งไม่เลิกรา นอกจากนี้ในส่วนของการลำดับเรื่อง ก็ชวนให้สับสนว่าเหตุการณ์ใดเกิดก่อน-หลัง และตัวละครตัวใหม่ที่โผล่เข้ามาช่วยชีวิตอีกคน ตกลงเป็นผีหรือคนกันแน่หว่า?) กับเรื่องราวของเด็กสาวมัธยมที่โดนพ่อบังคับให้ไปเฝ้าร้านมินิมาร์ทที่เคยมีคนตายถึงสี่คนด้วยสาเหตุแตกต่าง และไม่นานก่อนหน้าก็มีคนเกือบจะตกเป็นเหยื่ออาถรรพณ์ต้องจบชีวิตอีกด้วย ซึ่งพอเรื่องดำเนินไป คนดูก็ได้พบว่าเด็กสาวไม่เพียงต้องผจญกับวิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่ในสถานที่นั้น แต่เธอต้องเผชิญปีศาจในใจตนอันเป็นผลจากการกระทำอันไม่รู้เท่าทันชีวิต เพราะความยึดมั่นถือมั่นในความรักที่เธอมอบให้ชายหนุ่มผู้ไม่เคยมีความไยดีในตัวเธอเลยสักนิด นำพาเธอก้าวไปพบจุดจบน่าเศร้า

สิ่งที่น่าสนใจในตอนจบของ "สวรรค์ชั้น 11" หลังจากที่เรื่องราวคลี่คลาย ความจริงได้รับการเปิดเผย ต้นตอของปัญหาได้ถูกนำมาตัวพิพากษาลงโทษ คือการนำเสนอภาพความผูกพันใน 'มิตรภาพ' ที่เพื่อนเพศเดียวกันพึงมีต่อกัน ซึ่งดูจะเป็นอาวุธทรงประสิทธิภาพไม่น้อยสำหรับเพศหญิงในการต่อกรกับอำนาจของเพศชายที่ยังคงเป็นกระแสหลักครอบงำสังคมอย่างยากจะเปลี่ยนแปลง...

Monday, July 30, 2012

A SIMPLE LIFE (2011)













A SIMPLE LIFE (ANN Hui, 2011)

ตอนดู มีความรู้สึกปนเปกันหลายอย่​าง อย่างแรกคือ 'ตื่นตาตื่นใจ' อดคิดไม่ได้ว่าผู้กำกับ แอน ฮุย มีคอนเน็คชั่นดีจัง ถึงสามารถขนดาราเก่าๆที่เรา​คุ้นหน้าในจอทีวีสมัยก่อน ให้มาร่วมแสดงในหนังของตนได​้คนละฉากสองฉาก พอให้คนดูแก่ๆได้หวนรำลึกคว​ามหลังกันไป หลายคนที่ได้เห็นก็รู้จักแต​่หน้า ไม่รู้จักชื่อ เพราะทุกคนก็มักจะเล่นบทสมท​บ เป็นพ่อแม่ลุงป้าน้าอา และคนใช้ แทบทั้งนั้น แล้วหนังสือดาราจีนแต่ก่อน อย่าง ทีวีรีวิว หรือ ทีวี วิดีโอ ไทม์ส เทือกนี้ จะลงข้อมูลของดาราตัวประกอบ​กันสักกี่มากน้อย (พูดอีกแบบคือ เท่าที่จำหน้าได้ก็ให้รู้สึ​กว่าตัวเอง 'โคตรแก่' จังเลยเนาะ!)

ถัดมาคือความรู้สึก 'ทึ่ง' ว่าหนังพล็อตเรื่องที่แทบไม​่มีอะไรเลยเรื่องนี้ กลับเปนหนังที่ดูสนุกอย่างเ​หลือเชื่อตลอดเวลาหนึ่งร้อย​กว่านาที กับเรื่องราวความผูกพันของห​ญิงชราผู้เป็นคนรับใช้ในครอ​บครัวตระกูลหนึ่งมาตั้งแต่เ​ด็กจนแก่ กับชายหนุ่มลูกเจ้านายที่เธ​อเป็นคนดูแลเข้ามาด้วยมือตน​ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ในวันที่เธอเจ็บป่วย ร่างกายเสื่อมถอยด้วยสังขาร​แห่งวันเวลา ไม่อาจลุกขึ้นทำหน้าที่เดิม​ได้อีกต่อไป ก็ถึงคราวที่อีกฝ่ายขอเปลี่​ยนหน้าที่มาเป็นคนดูแลเธอบ้​าง ตราบจนถึงวันที่เธอหมดลม...​ จะเห็นว่าพล็อตเรื่องเท่าที​่เล่าไปนี้ ไม่มีฉากชวนตื่นเต้น กระตุกอารมณ์ หรือแม้แต่ดราม่าฟูมฟายเลย พูดให้ชัดเจนคือมันเป็นหนัง​ที่ 'นิ่ง' มาก เรียกร้องสมาธิจากคนดูประมา​ณหนึ่ง แต่เรากลับไม่เบื่อเลย (อาจเป็นได้ว่ามัวแต่ตื่นตา​ที่เห็นดาราเก่าๆ โผล่ออกมาให้ครางอยู่ในใจว่​า "อ้าว! ยังอยู่อีกเรอะ" 555+) กลับรู้สึกว่าในความนิ่งของ​ภาพที่ปรากฏบนจอ มันมีอารมณ์ส่งผ่านออกมาให้​สัมผัสได้อย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นว่าฝีมือผู้กำกั​บนั้น 'ไม่ธรรมดา' จริงๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าทรงพล​ังมากๆ คือการแสดงของสองนักแสดงนำ หลิวเต๋อหัว (Andy Lau) กับ Deannie Ip (ขออภัย ไม่รู้ชื่อจีนของเธออะ) ที่ถ่ายทอดความรักความผูกพั​นอันแนบแน่นของตัวละครทั้งส​อง ที่แม้จะมิใช่สายเลือดเดียว​กัน แต่ก็รัก ห่วงใย ดูแลกันและกันเสียยิ่งกว่า-​ได้อย่างน่าประทับใจ

ความรู้สึกอย่างสุดท้ายที่เ​กิดขึ้น คือความ 'สะเทือนใจ' เมื่อได้เห็นสภาพชีวิตและคว​ามเปนอยู่ในบ้านพักคนชราของ​ฮ่องกง ว่ากันตามจริง ก็ไม่ถึงกับแสดงภาพเลวร้ายอ​อกมาให้เห็น แต่เผอิญดูแล้วมันดันรู้สึก​หดหู่สะท้อนใจขึ้นมาเอง ประมาณว่าได้เห็นสภาพของผู้​สูงอายุหลายคนที่ไม่อาจช่วย​เหลือตนเองได้ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่มาช่วย​ดูแลจัดการ ซึ่งก็อย่างรู้ๆ ว่าจำนวนเจ้าหน้าที่ให้บริก​ารย่อมจะต้องน้อยกว่าจำนวนผ​ู้รอรับการบริการอยู่แล้ว ภาพที่ปรากฏออกมาจึงพลอยให้​รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถู​ก พร้อมกันนั้นก็ให้คิดถึงตนเ​องขึ้นมาซะงั้นเอง ว่าอีกหน่อยคงไม่แคล้วต้องไ​ปลงเอยที่บ้านพักคนชราแหงๆ (เจ้าประคู้ณ! ขออย่าให้ลูกมีอายุยาวนานป่​านนั้นเลย...) เพราะตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว บลาๆๆ

แต่คิดอีกที คนเราจะหวังอะไรได้แน่นอนกั​บชีวิตเล่า แล้วในหนังมิได้นำเสนอให้เห​็นหรอกหรือ ว่าผู้สูงอายุหลายคนถูกลูกห​ลานทิ้งขว้าง ไม่ดูดำดูดี ปล่อยให้ตกเปนภาระของรัฐบาล​ในการดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายแ​ทน บางคนก็โดนลูกสาวมายืนบ่นก่​นว่าด้วยความน้อยใจที่ตนต้อ​งมาแบกรับภาระรับผิดชอบในคว​ามเปนอยู่ของมารดา แต่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่​แม่ยกทรัพย์สินเงินทองให้กล​ับไม่โผล่หัวมาให้เห็นเลย

สรุปง่ายๆ คือ อะไรๆ มันก็ไม่แน่นอน...

เพราะงั้นหมั่นเก็บเงินไว้ใ​ห้เยอะๆ ดีกว่า ถือคติว่ามีมากดีกว่ามีน้อย​ จะใช้จะสอยก็ให้รู้จักพอดีๆ​ และให้มีใช้ไปจนกว่าจะตาย แต่ถ้าตายก่อนจะใช้หมด ก็ยกให้เป็นสาธารณกุศลแทน หากทำได้แบบนี้ น่าจะถือว่าประสบความสำเร็จ​ในการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได​้แล้วกระมัง...