A SIMPLE LIFE (ANN Hui, 2011)
ตอนดู มีความรู้สึกปนเปกันหลายอย่าง อย่างแรกคือ 'ตื่นตาตื่นใจ' อดคิดไม่ได้ว่าผู้กำกับ แอน ฮุย มีคอนเน็คชั่นดีจัง ถึงสามารถขนดาราเก่าๆที่เราคุ้นหน้าในจอทีวีสมัยก่อน ให้มาร่วมแสดงในหนังของตนได้คนละฉากสองฉาก พอให้คนดูแก่ๆได้หวนรำลึกความหลังกันไป หลายคนที่ได้เห็นก็รู้จักแต่หน้า ไม่รู้จักชื่อ เพราะทุกคนก็มักจะเล่นบทสมทบ เป็นพ่อแม่ลุงป้าน้าอา และคนใช้ แทบทั้งนั้น แล้วหนังสือดาราจีนแต่ก่อน อย่าง ทีวีรีวิว หรือ ทีวี วิดีโอ ไทม์ส เทือกนี้ จะลงข้อมูลของดาราตัวประกอบกันสักกี่มากน้อย (พูดอีกแบบคือ เท่าที่จำหน้าได้ก็ให้รู้สึกว่าตัวเอง 'โคตรแก่' จังเลยเนาะ!)
ถัดมาคือความรู้สึก 'ทึ่ง' ว่าหนังพล็อตเรื่องที่แทบไม่มีอะไรเลยเรื่องนี้ กลับเปนหนังที่ดูสนุกอย่างเหลือเชื่อตลอดเวลาหนึ่งร้อยกว่านาที กับเรื่องราวความผูกพันของหญิงชราผู้เป็นคนรับใช้ในครอบครัวตระกูลหนึ่งมาตั้งแต่เด็กจนแก่ กับชายหนุ่มลูกเจ้านายที่เธอเป็นคนดูแลเข้ามาด้วยมือตนตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ในวันที่เธอเจ็บป่วย ร่างกายเสื่อมถอยด้วยสังขารแห่งวันเวลา ไม่อาจลุกขึ้นทำหน้าที่เดิมได้อีกต่อไป ก็ถึงคราวที่อีกฝ่ายขอเปลี่ยนหน้าที่มาเป็นคนดูแลเธอบ้าง ตราบจนถึงวันที่เธอหมดลม... จะเห็นว่าพล็อตเรื่องเท่าที่เล่าไปนี้ ไม่มีฉากชวนตื่นเต้น กระตุกอารมณ์ หรือแม้แต่ดราม่าฟูมฟายเลย พูดให้ชัดเจนคือมันเป็นหนังที่ 'นิ่ง' มาก เรียกร้องสมาธิจากคนดูประมาณหนึ่ง แต่เรากลับไม่เบื่อเลย (อาจเป็นได้ว่ามัวแต่ตื่นตาที่เห็นดาราเก่าๆ โผล่ออกมาให้ครางอยู่ในใจว่า "อ้าว! ยังอยู่อีกเรอะ" 555+) กลับรู้สึกว่าในความนิ่งของภาพที่ปรากฏบนจอ มันมีอารมณ์ส่งผ่านออกมาให้สัมผัสได้อย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นว่าฝีมือผู้กำกับนั้น 'ไม่ธรรมดา' จริงๆ
อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าทรงพลังมากๆ คือการแสดงของสองนักแสดงนำ หลิวเต๋อหัว (Andy Lau) กับ Deannie Ip (ขออภัย ไม่รู้ชื่อจีนของเธออะ) ที่ถ่ายทอดความรักความผูกพันอันแนบแน่นของตัวละครทั้งสอง ที่แม้จะมิใช่สายเลือดเดียวกัน แต่ก็รัก ห่วงใย ดูแลกันและกันเสียยิ่งกว่า-ได้อย่างน่าประทับใจ
ความรู้สึกอย่างสุดท้ายที่เกิดขึ้น คือความ 'สะเทือนใจ' เมื่อได้เห็นสภาพชีวิตและความเปนอยู่ในบ้านพักคนชราของฮ่องกง ว่ากันตามจริง ก็ไม่ถึงกับแสดงภาพเลวร้ายออกมาให้เห็น แต่เผอิญดูแล้วมันดันรู้สึกหดหู่สะท้อนใจขึ้นมาเอง ประมาณว่าได้เห็นสภาพของผู้สูงอายุหลายคนที่ไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่มาช่วยดูแลจัดการ ซึ่งก็อย่างรู้ๆ ว่าจำนวนเจ้าหน้าที่ให้บริการย่อมจะต้องน้อยกว่าจำนวนผู้รอรับการบริการอยู่แล้ว ภาพที่ปรากฏออกมาจึงพลอยให้รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก พร้อมกันนั้นก็ให้คิดถึงตนเองขึ้นมาซะงั้นเอง ว่าอีกหน่อยคงไม่แคล้วต้องไปลงเอยที่บ้านพักคนชราแหงๆ (เจ้าประคู้ณ! ขออย่าให้ลูกมีอายุยาวนานป่านนั้นเลย...) เพราะตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว บลาๆๆ
แต่คิดอีกที คนเราจะหวังอะไรได้แน่นอนกับชีวิตเล่า แล้วในหนังมิได้นำเสนอให้เห็นหรอกหรือ ว่าผู้สูงอายุหลายคนถูกลูกหลานทิ้งขว้าง ไม่ดูดำดูดี ปล่อยให้ตกเปนภาระของรัฐบาลในการดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายแทน บางคนก็โดนลูกสาวมายืนบ่นก่นว่าด้วยความน้อยใจที่ตนต้องมาแบกรับภาระรับผิดชอบในความเปนอยู่ของมารดา แต่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่แม่ยกทรัพย์สินเงินทองให้กลับไม่โผล่หัวมาให้เห็นเลย
สรุปง่ายๆ คือ อะไรๆ มันก็ไม่แน่นอน...
เพราะงั้นหมั่นเก็บเงินไว้ให้เยอะๆ ดีกว่า ถือคติว่ามีมากดีกว่ามีน้อย จะใช้จะสอยก็ให้รู้จักพอดีๆ และให้มีใช้ไปจนกว่าจะตาย แต่ถ้าตายก่อนจะใช้หมด ก็ยกให้เป็นสาธารณกุศลแทน หากทำได้แบบนี้ น่าจะถือว่าประสบความสำเร็จในการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้แล้วกระมัง...

No comments:
Post a Comment