THE LITTLE PRINCE
(Mark Osborne, 2015)
ไม่รู้ว่าคนที่ชอบวรรณกรรม 'เจ้าชายน้อย' มาดูอนิเมชั่นเรื่องนี้จะชอบกันหรือเปล่านะฮะ แต่น้องมอดดูแล้วรู้สึกเฉยๆ ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับการที่เคยอ่านหนังสือเมื่อหลายปีก่อน #เกือบยี่สิบปี tongue emoticon โดยไม่รู้สึกเอิบอิ่มปริ่มปลื้มไปกับเนื้อหาแนวคิดเชิงปรัชญาที่ถ่ายทอดไว้ในวรรณกรรมสักเท่าไหร่เล้ยยยย... ค่าที่มันออกจะล้ำลึกเกินกว่าสมองเล็กๆเท่าเม็ดถั่วของข้าพเจ้าจะสามารถเข้าถึงลึกซึ้งไปกับมันได้ ถ้าเปนแบบ 'เอมิล ยอดนักสืบ', 'จิ้งหรีดเข้ากรุง' หรือ 'แมงมุมเพื่อนรัก' ก็ว่าไปอย่างเนาะ #สามเรื่องนี้อ่านมานานกว่า #แต่ยังจำเนื้อหาเรื่องราวได้ทุกสิ่งอย่างจนถึงบัดเด๋วนี้!
การนำ The Little Prince มาทำเปนอนิเมชั่นคราวนี้ คนทำก็ได้มีการแต่งเรื่องใหม่เพิ่มเติมเข้ามาในการเล่าเรื่อง ทำให้มองได้ว่าไม่ใช่เรื่องของเจ้าชายน้อยเพียวๆอีกแล้ว แต่เปนเรื่องของเด็กหญิงผู้ไร้เดียงสากับชายชราข้างบ้าน ผู้สอนให้เด็กหญิงได้รู้จักกับโลกแห่งความบริสุทธิ์สดใสไร้เดียงสาแห่งวัยเยาว์ ที่นับวันก็มีแต่จะยิ่งเลือนหายไปเมื่อคนเราเติบโตกลายเปนผู้ใหญ่
ดูแล้วก็แบบว่า...อึมม์ เนาะ! ดูง่ายเข้าใจง่ายขึ้นตั้งเยอะ! โดยเฉพาะเรื่องของเด็กหญิงที่ถูกแม่คอยวางแผนชีวิตให้อย่างละเอียดยิบ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกสามารถออกไปผจญโลกแห่งความเปนจริงได้อย่างเข้มแข็งแกร่งกล้า คือก็เข้าใจอะ ว่าหนังเหมือนจะต้องการวิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยมในโลกยุคปัจจุบันที่ทำให้คนกลายเปนเครื่องจักร ไร้ซึ่งจินตนาการความคิดอันอ่อนโยนละมุนละไมเข้าไปทุกขณะ
แต่ #ก็ไม่รู้สินะ น้องมอดกลับมีความรู้สึก ถ้าตอนเด็กๆ มีแม่แบบในหนัง น้องมอดคงจะรักแม่มากขึ้นอีกเปนร้อยเท่าล้านเท่าจริงๆ เพราะในหนัง แม่ก็พยายามเตรียมตัวลูกอย่างสุดฤทธิ์ แม้จะแลดูค่อนข้างเคี่ยวเข็ญและกดดันมากจนเกินไปก็ตาม แต่เห็นได้ชัดๆว่าที่แม่ทำทุกอย่างนั้นก็เพื่อผลประโยชน์ในชีวิตของลูกล้วนๆ #มิใช่เพราะต้องการเอาลูกไปอวดอ้างว่าเก่งกาจสามารถแบบแม่ในละครไทย เลยยอมเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ แม้ว่ามันจะการันตีความสำเร็จในชีวิตของลูกไม่ได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด ก็เห็นว่าแม่ได้พยายามเต็มที่ในอันจะให้ลูกได้รับแต่สิ่ง 'ดีที่สุด' เท่าที่แม่จะกระเสือกกระสนไขว่คว้ามาให้ได้
ก็คงจะรู้ๆกันดีอะเนาะว่า #โลกนี้มันอยู่ยาก T__T ถ้าไม่เตรียมตัวไว้ให้พร้อมตั้งแต่เด็กๆ ก็มีโอกาสที่จะกลายเปนคนล้มเหลว ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จสักอย่างเมื่อโตเปนผู้ใหญ่ อีกอย่างคือเท่าที่ดูในหนัง ก็มีความรู้สึกว่าตัวเด็กหญิงเองมิได้มีความทุกข์ใจแสนสาหัสในการถูกแม่คอยจัดแจงโน่นนี่ในชีวิตเลยสักนิด สั่งให้ทำอะไรก็ทำตามสั่งอย่างไม่มีบิดพลิ้วเลย #แม้กระทั่งการตอบคำถามสัมภาษณ์ ดูๆไปก็น่าจะเหมาะกับการมีคนมาคอยวางแผนชีวิตให้อยู่มากๆ
คิดไปคิดมา คนที่ควรถูกจับตัวมาเข้าคอร์ส 'ค้นหาตัวตนในวัยเยาว์ที่สูญหาย' พูดอีกแบบว่าฟังนิทาน 'เจ้าชายน้อย' จากตาแก่ #บ๊องๆ ข้างบ้าน น่าจะเปนแม่ของเด็กหญิงเสียมากกว่า ด้วยเหตุที่นางคอยแต่จะ 'เยอะ' กับลูกซะทุกอย่าง ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าที่นางต้องเอาเปนเอาตายกับลูกขนาดนั้น เพราะนางเปน single mom เข้าถึงรสชาติอันแสนสาหัสของชีวิตมาแล้ว จึงไม่ปรารถนาจะให้ลูกสาวได้ลิ้มรสชีวิตแบบนั้นบ้าง แต่พอตอนกลางๆเรื่อง #คิดว่านะ #เพราะเผลอหลับไปหน่อยนุง ^^ ถึงได้รู้ว่าพ่อของเด็กหญิงนั้นยังอยู่ แต่แค่ไปทำงานต่างเมือง ประมาณว่าเปนครอบครัวชนชั้นปากกัดตีนถีบ สองคนผัวเมียเลยต้องช่วยกันทำงานหาเงินเลี้ยงลูก สร้างครอบครัวกันตัวเปนเกลียว
อย่างที่บอกไปแหละ ว่า #โลกนี้มันอยู่ยาก จะกระดิกตัวทำอะไร เปนต้องใช้เงินไปเสียทั้งนั้น เพราะงั้นคนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อหาเงินให้ได้เยอะๆนั้น จะบอกว่าเปนคนงั้นงี้ (เห็นแก่เงิน บลาๆ) ก็ไม่ถูก ตราบใดที่เขามิได้ทุจริต-คดโกง-ทำความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น เพราะถึงที่สุด คนเราต่างก็ต้องช่วยเหลือพึ่งพาตัวเองเปนหลักทั้งนั้นแหละ ยิ่งเรื่องเงินด้วยแล้ว ขืนบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากใครก็มีแต่จะโดนดูถูกเหยียดหยามเปล่าๆ
เพราะงั้น หาเงินกันเอาไว้ให้เยอะๆเถอะฮะ ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี อย่างน้อยก็มีไว้ให้ตัวเองอุ่นใจ-สบายใจ-ปลอดโปร่งใจ ว่าถึงยามคับขับจำเปนต้องใช้ ก็หยิบออกมาใช้ได้ทันที ไม่ต้องไปง้องอนอ้อนวอนจากใครให้โดนสมเพช!!
สรุปว่าอนิเมชั่นเรื่องนี้ พอดูได้สำหรับน้องมอดนะฮะ แต่ไม่ประทับใจเท่าไหร่ อาจต้องลองไปหาหนังสือมาอ่านใหม่ เพราะอ่านทวนที่เขียนมาตั้งแต่ต้น ก็ให้รู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างเปนคนเห็นแก่เงินมากไปละ คงถึงเวลาต้องหวนกลับไปค้นหาตัวตนในวัยเยาว์ที่สูญหายบ้างซะแล้ว #ปูนนี้ละจะหาเจอมั้ย ToT... :'-P

No comments:
Post a Comment