บางกอก 13 เมือง-คน-ตาย
(ดุลยสิทธิ์ นิยมกุล, พ.ศ. ๒๕๕๙)
หนังพอดูได้เรื่อยๆนะฮะ คือถ้ามองว่ากำลังดูหนังสารคดีเกี่ยวกับบ้านผีสิงหรือสถานที่สุดหลอนใน กทม. ก็ถือว่าโอเคเลย เพราะเห็นชัดว่าคนทำหนังค่อนข้างรีเสิร์ชค้นคว้าข้อมูลมาดี อย่างน้อยก็ทำให้คนดูอย่างน้องมอดรับรู้ว่าในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของไทยมีบ้านร้าง โรงพักร้าง โรงพยาบาลร้าง โรงงานร้าง อยู่มากมาย (จำไม่ได้ว่ามีโรงเรียนร้างด้วยป่าว) ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีประวัติความเปนมาน่าสยดสยองแทบทั้งสิ้น ดูแล้วทึ่งมากว่าหนังเรื่องข้อมูลแน่นจริงอะไรจริง
ทว่าถ้ามองในแง่เปนหนังเก่าเรื่องทั่วๆไปล่ะก็ ต้องบอกว่า 'น่าผิดหวัง' นะฮะ พูดได้ด้วยซ้ำว่าหนังค่อนข้างน่าเบื่อ เพราะดูแล้วไม่รู้สึกลุ้นหรืออยากติดตามเอาใจช่วยตัวละครเลย อย่างเดียวที่ดูว่าหนังจะพยายามทำอย่างต่อเนื่อง คือการข่มขวัญคนดูให้เกิดอารมณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทในฉากที่ตัวละครเหยียบย่างก้าวเข้าไปในสถานที่รกร้างน่ากลัว แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้คนดู 'รู้จัก' ตัวละคร (หมายถึงตัวนางเอกซึ่งเปนจุดศูนย์กลางของเรื่อง) กลับถูกละเลย หรือมีการนำเสนอน้อยมาก นั่งดูไปก็งงๆ ว่าตกลงเธอเปนคนแบบใด มีเป้าหมายหรือจุดประสงค์ใดในการชีวิต การที่เธอเรียนจบบัญชี แต่ดันมาสมัครเปนเด็กในกองถ่ายรายการทีวีแนวล่าท้าผีนั้นมันมีอะไรที่เปนแรงผลักดันซ่อนเร้นอยู่ในใจหรืออย่างไร แล้วความสามารถในการเห็นผีหรือติดต่อสื่อสารกับวิญญาณที่ยังคงสิงสู่อยู่ในสถานที่ต่างๆนั้น มันก่อประโยชน์อันใดให้แก่ชีวิตเธอบ้าง ยิ่งกว่านั้นคือหนังก็ให้เห็นว่าเธอเห็นผีมาตั้งแต่เด็ก จนโตเปนสาวก็น่าจะเกิดความคุ้นเคย หรือ 'ประสาทแข็ง' พอจะรับมือกับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติได้มากกว่าคนทั่วไป
แต่กลายเปนว่า พอทำท่าว่าจะเจอผีทีไร เธอกลับวิ่งเตลิดกระเจิดกระเจิงก่อนคนอื่นแทบทุกที! จนชักไม่ค่อยแน่ใจว่าตกลงนางเอกเห็นผีจริง หรือว่าแกล้งฟอร์ม #หรือเปนไบโพล่าร์ ถถถถถถถถถ...
ที่จริง มีความรู้สึกว่าถ้าหนังจะเขียนบทให้นางเอกแกล้งทำเปนฟอร์มว่าตนเห็นผี สามารถสื่อสารกับวิญญาณ เพื่อกรุยทางให้ตนเองเข้าสู่วงการทีวีได้ง่ายขึ้น หนังก็น่าจะดูดีมีประเด็นที่น่าสนใจขึ้นอะเนาะฮะ ดีกว่าแค่ให้ตัวละครมาเดินเข้าไปในสถานที่รกร้าง แล้วก็มีอาการกรี๊ดๆ เหมือนเปนฮิสทีเรีย แล้วก็เปนลมบ้าง วิ่งหนีบ้างอย่างที่เปนอยู่ ซึ่งแลดูว่าจะใช้ประโยชน์จากความสามารถในการติดต่อกับวิญญาณได้น้อยเต็มที อีกอย่างคือคนดูก็จะได้รู้กันไปเลยว่า อีนี่มันอยากเข้าวงการทีวี มันเลยทำได้ทุกอย่างโดยไม่คำนึงว่าจะเปนหนทางที่ถูกต้องดีงามหรือไม่ เพราะถึงอย่างไร วงการทีวีมันก็เปน 'มายา' อยู่แล้ว แอ็คติ้งให้เนียนเสียอย่าง ไม่มีใครจับได้!
กลายเปนว่าประเด็นที่น้องมอดมองว่าหนักแน่นและเข้มข้นมากที่สุดในหนัง คือการที่คนทำแลดูมุ่งเป้าวิพากษ์วิจารณ์ หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือ 'ด่า' วงการทีวีแบบเต็มๆ เพราะทำให้เห็นชัดเจนว่าคนทำงานวงการนี้ (โดยเฉพาะพวกเจ้าของรายการ-ผู้บริหารสถานี) ค่อนข้างเลวร้าย ไร้จริยธรรมและมนุษยธรรมเสียจริงๆ อย่างตัวละครที่เปนเจ้าของรายการทีวีที่ควบหน้าที่พิธีกรด้วย (ไม่รู้ว่าจำลองแบบมาจากใคร แต่ดูแล้วโคตรจะนึกถึงพิธีกร-เจ้าของรายการคนหนึ่งขึ้นมาทันที) ซึ่งแลดูว่าจะเปนคน 'เอาแต่ได้' มากๆ สิ่งใดที่จะทำให้ตนได้ผลประโยชน์เปนคว้าไว้ก่อน แต่ถ้าต้องเสียล่ะก็เปนตัดหางปล่อยวัดทันที! ทั้งยังไม่มีความสนใจแยแสเลยว่าลูกน้องต้องทำงานเหนื่อยหนักหนาสาหัส ต้องกลัวผีแทบตายเพียงใดกว่าจะถ่ายทำรายการออกมาได้ (บางคนก็ถึงขั้นตายลงไปจริงๆ) ทั้งยังทำได้แม้แต่การเซ็ตฉากบ้านผีขึ้นมาเพื่อหลอกคนดู เพราะต้องการให้รายการได้เรทติ้ง
ในขณะที่ฝ่ายเจ้าของรายการ-ผู้บริหารสถานีออกจะแลดูเปน 'ตัวร้าย' ฝ่ายทีมงานตัวเล็กตัวน้อย ไม่ว่าจะเปนโปรดิวเซอร์, คนเขียนบท, ช่างกล้อง ก็แลดูเปนเหยื่อความเห็นแก่ตัวของเจ้านายที่เห็นเงินเปนพระเจ้าจนหมดสิ้นความเปนมนุษย์ เลยอดคิดไม่ได้ว่า ตกลงนี่เค้าทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะต้องการหลอกด่าใครในวงการทีวีอยู่ใช่มั้ยเนี่ย... :'-P

No comments:
Post a Comment