TEXAS CHAINSAW 3D ***
อย่าเห็นขี้ดีกว่าไส้
แม้ว่าปัจจุบัน หนังชุด "สิงหาสับ" หรือ The Texas Chainsaw Massacre จะสร้างมาแล้วรวม 7 ภาค แต่ในแง่เนื้อเรื่อง ชัดเจนว่าภาคล่าสุดคือ 'ครั้งแรก' ที่หนังชุดนี้มี 'ภาคต่อ' (sequel) โดยตรงเสียที ไม่ใช่ภาคต่อแบบ 'ตีหัวเข้าบ้าน' อย่างที่เคยเป็น! เพราะงั้น หากคนดูหนังทำเป็นลืมๆว่า โลกนี้เคยมีหนัง “สิงหาสับ” ภาคอื่นตามหลังฉบับปี 1974 เราก็สามารถไปถึงข้อสรุปว่า "Texas Chainsaw 3D เป็นหนังภาคต่อที่ใช้เวลาถึง 38 ปีกว่าจะสร้างเสร็จ"
ว่ากันตามจริง ก็เชื่อว่านักดูหนังคงไม่มีปัญหาที่จะทำเป็นลืมๆ “สิงหาสับ” ที่สร้างก่อนภาค 3D แม้แทบทุกภาคจะปรากฏชื่อนักแสดงที่คนดูส่วนใหญ่รู้จักคุ้นเคยดี อาทิ วีโก้ มอร์เทนเซ่น ในภาค 3 ปี 1990, แม็ทธิว แม็คคอนาเฮย์ กับ เรเน่ เซลล์เวเจอร์ ในภาค 4 ปี 1994, เจสสิก้า บีล ในภาค remake ที่ใช้ชื่อไทยว่า "ล่อมาชำแหละ" ปี 2003 และ แม็ทท์ โบเมอร์ ในภาค prequel ของภาครีเมค ปี 2006 เพราะว่าแต่ละภาคที่ออกมาก็แลดูไม่มีอะไรให้น่าจดจำนัก นอกจากความตื่นเต้นหวาดเสียวแค่ชั่วขณะเท่านั้น พอดูจบแล้วก็ลืม
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมยินดีทำเป็นลืมๆภาคอื่นของ "สิงหาสับ" ก็เพราะภาคล่าสุด มีการย้อนอดีต โดยนำฟุตเตจเหตุการณ์สยองของฉบับปี 1974 มาให้ดูในช่วงไตเติ้ล เพื่อเกริ่นเข้าสู่เรื่องราวที่จะนำเสนอในภาค 3D ซึ่งการได้เห็นฟุตเตจหนังสยองขวัญระดับตำนานอย่าง The Texas Chainsaw Massacre บนจอหนัง สำหรับผมถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก แม้จะได้ดูเพียงไม่กี่นาที นั่นเพราะถึงผมจะเคยดูภาคต้นฉบับแล้วหลายรอบ แต่ไม่เคยดูในโรงเลย ครั้งแรกดูจากวิดีโอเทปหลังจากหนังลาโรงบ้านเราไปแล้วหลายปี แต่ยังจำได้ว่าขนาดดูจากจอทีวีเล็กๆก็ยังรู้สึกว่า "มันโคตรน่ากลัว!" โดยเฉพาะฉาก เลทเธอร์เฟซ เปิดประตูมาทุบหัวเหยื่อจนนอนดิ้นกระแด่วๆ ยังเป็นฉากติดตามาถึงทุกวันนี้ รองลงไปคือฉากเลทเธอร์เฟซคว้าตัวผู้หญิงที่พยายามวิ่งหนี มาแขวนกับตะขอ ปล่อยให้คนดูมองสีหน้าเจ็บปวดของเธอด้วยความเสียวหลังไปตามๆกัน
หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมผมต้อง 'ตื่นเต้น' ขนาดนั้น กะแค่ฟุตเตจเก่าเพียงไม่นาที แถมภาพยังมัวๆอีกต่างหาก ซึ่งผมเองก็อธิบายไม่ถูก แต่คิดว่าเพราะตอนเด็กที่เริ่มเข้าวงการดูหนัง มันยังไม่มีวิดีโอครับ เวลาจะดูหนังแต่ละทีก็ต้องไปดูในโรงเท่านั้น แล้วการดูหนังในโรงเมื่อครั้งผมยังเด็กๆ ก็ไม่มีอะไรเหมือนยุคนี้เลย ยิ่งเวลาไปดูหนังสยองขวัญในโรง ผมจะยิ่งตื่นเต้นเพิ่มอีกหลายเท่า ทั้งจากบรรยากาศรายรอบของโรงหนังแลของอะไรต่อมิอะไรอันเป็นส่วนประกอบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีให้เห็นอีกแล้วกับโรงหนังในปัจจุบัน จำได้ว่าตอนดู "สิงหาสับ" จากวิดีโอ เคยคิดเล่นๆว่าถ้าได้ดูจากจอใหญ่ๆ ก็คงจะน่ากลัวสุดขีดยิ่งกว่าได้ดูจากจอทีวีเป็นแน่! พูดแล้วก็ให้เจ็บใจตัวเองที่ตอน Dawn of the Dead หรือ "คนกัดคน" เข้าฉายโรงหนังอินทรา ผมดันไม่กล้าไปดู เพราะกลัวฉากซอมบี้โดนมีดเฉาะหน้า เลยต้องไปหาวิดีโอมาดูหลังจากหนังออกจากโรงไปแล้วหลายปี เช่นเดียวกับ "สิงหาสับ" นี่เอง
นอกเรื่องไปไกลอีกตามเคย วกกลับมาใหม่เนาะ... ใครจะว่าไงก็ว่า แต่บอกเลยว่าผมชอบ Texas Chainsaw 3D มาก!! แม้ว่าตอนแรกที่รู้เรื่องย่อและดูตัวอย่าง จะแอบคิดอยู่ในใจว่ามันคง 'เหล้าเก่าในขวดใหม่' นั่นแล คือเริ่มเรื่องด้วยให้กลุ่มวัยรุ่นเดินทางไปเท็กซัส เผชิญหน้ากับเลทเธอร์เฟซ ฆาตกรโรคจิตสวมหน้ากากใบหน้ามนุษย์ มีเลื่อยไฟฟ้าเป็นอาวุธสังหารประจำตัว ซึ่งคอยตามไล่ฆ่าเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวพลัดเข้าไปในอาณาบริเวณที่มันครอบครองอยู่ทีละรายอย่างโหดเหี้ยม จนเหลือเพียงหญิงสาวที่เป็นเหยื่อรายสุดท้าย ซึ่งดิ้นรนต่อสู้กับมันจนสามารถเอาชีวิตรอดมาได้แบบสะบักสะบอมปางตาย!
แต่พอได้ดูหนังทั้งเรื่องก็พบว่าที่แอบคิดไว้นั้น มันเป็นแค่ครึ่งเรื่องแรก ครึ่งเรื่องหลังมันเป็นอะไรที่แปลกใหม่และแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง จนแทบพูดได้ว่ามันคือการ 'ปฏิวัติ' โฉมหน้าของแฟรนไชส์หนังชุด "สิงหาสับ" อย่างไม่เคยมีมาก่อน
มาว่ากันที่ครึ่งเรื่องแรกก่อน... ถึงมันจะป็นเหมือน 'เหล้าเก่าในขวดใหม่' แต่มันก็มาพร้อมกับรสชาติแสนจัดจ้านและคุ้นเคยเป็นที่ยิ่ง พูดให้ชัดเจนคือ ผมนั่งดูหนังครึ่งแรกด้วยความสนุกมาก! อย่างหนึ่งเพราะหนังเดินเรื่องเร็ว ไม่มีอืดอาด คือหลังจากเหตุการณ์เปิดเรื่องที่เหยื่อรายสุดท้ายในหนังต้นฉบับ หลบหนีเลื่อยมรณะของเลทเธอร์เฟซที่ไล่กวดเธอบนท้องถนนได้หวุดหวิด บรรดาชาวเมืองที่ทราบเรื่องก็ยกโขยงมาที่บ้านครอบครัวซอว์เยอร์ ฆ่าสมาชิกทุกคนและจุดไฟเผาบ้านจนไม่เหลือซาก มีเพียงเด็กหญิงทารกที่ถูกหนึ่งในชาวเมืองพาไปเลี้ยงเป็นลูก ซึ่งต่อมาเติบโตขึ้นเป็นสาวสวยชื่อ เฮทเธอร์ (อเล็กซานดร้า แดดดาริโอ)
วันดีคืนดี เฮทเธอร์ได้รับเอกสารแจ้งว่าได้มรดกเป็นคฤหาสน์หลังหนึ่งในเท็กซัสจากญาติผู้ใหญ่ที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ามีตัวตนในโลก ซึ่งทำให้เธอทราบความจริงว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมาตลอด 20 ปีไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง หญิงสาวตัดสินใจเดินทางไปรับมรดกยังเท็กซัสโดยไม่ใส่ใจคำเตือนของแม่เลี้ยง คณะเดินทางของเฮทเธอร์ประกอบด้วย ไรอัน (เทรย์ ซองส์) แฟนหนุ่มผิวสี, นิคกี้ (ทันย่า เรย์มอนด์) เพื่อนสนิทที่จ้องจะงาบผัวเพื่อนตลอดเวลา และ เคนนี่ (คีแรม มาลิคกี้-ซานเชส) คู่ควงคนใหม่ของนิกกี้ โดยระหว่างทาง พวกเขารับ แดริล (ฌอน ซีโพส) หนุ่มแปลกหน้าที่ขอโดยสารไปด้วย
เห็นได้ชัดเจนว่า ครึ่งแรกเดินเรื่องตามแนวทางสูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญที่คนดูส่วนใหญ่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่องว่ากลุ่มวัยรุ่นเดินทางไปยังสถานที่ห่างไกล ต้องพบเจอกับเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวจนถึงแก่ชีวิตไปตามๆกัน รวมถึงบุคลิกตัวละครแต่ละตัวที่แทบจะยกการวิเคราะห์จาก Cabin in the Wood มาเลย โดยเฉพาะสาวแสนดีอย่างเฮทเธอร์ ที่โตมาโดยไม่เคยรู้ความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิด และทำให้เธอถึงบางอ้อว่าเหตุใดจึงรู้สึกห่างเหินกับพ่อแม่ ทั้งที่เป็นลูกสาวคนเดียว แต่นั่นก็ดูจะร้ายกาจไม่เท่าการโดนเพื่อนสนิทแอบตีท้ายครัวอย่างหน้าด้านๆ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าโดนทั้งเพื่อนและแฟนช่วยกันสวมเขาให้อย่างเลือดเย็น จึงน่าสงสัยว่าถ้าเฮทเธอร์ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของเพื่อนและแฟน เธอยังอยากจะให้ทั้งคู่มีชีวิตรอดต่อไปหรือไม่
อย่างที่ทราบกันดีว่า ภาคล่าสุดมีการติดต่อนักแสดงที่เคยเล่นหนังต้นฉบับ ปี 1974 มาร่วมเป็นดารารับเชิญถึง 3 คน คนแรกคือ มาริลีน เบิร์นส์ ที่เล่นเป็น แซลลี่ เหยื่อรายสุดท้าย มารับบท เวอร์น่า มิลเลอร์ ผู้ทิ้งมรดกจำนวนมหาศาลพร้อมภาระอันหนักอึ้งไว้ให้เฮทเธอร์ คนถัดมาคือ กุนนาร์ แฮนเซ่น ที่เคยเล่นเป็น เลทเธอร์เฟซ คราวนี้มารับบท บอส ซอว์เยอร์ (คนอ้วนๆที่นั่งถือปืนอยู่ริมหน้าต่างในฉากแรก) คนสุดท้ายคือ จอห์น ดูแกน รับบท แกรนด์ปา ซอว์เยอร์ บทเดิมที่เขาเลยเล่นในหนังต้นฉบับ
การนำนักแสดงที่เคยเล่นหนังต้นฉบับให้กลับมาโผล่หน้าอีกครั้งในภาคใหม่ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะมองภาคนี้ในแง่ที่ผู้สร้างต้องการแสดงความ 'รำลึก' ถึงหนังต้นฉบับ และอดคิดต่อไปอีกนิดไม่ได้ว่า หลายฉากที่เลทเธอร์เฟซลงมือกับเหยื่อในภาคนี้ มีความใกล้เคียงกับฉากฆ่าในหนังต้นฉบับอยู่มาก เช่น ฉากเลทเธอร์เฟซใช้ฆ้อนทุบหัวเหยื่อ, ฉากจับคนไปแขวนบนตะขอ, ฉากไล่คว้าผู้หญิงที่พยายามวิ่งหนี แต่ที่เด็ดสุดคือฉากผู้หญิงโผล่พรวดขึ้นจากตู้แช่แข็ง ทั้งหลายทั้งปวงนี้เห็นได้ชัดเจนว่าถึงความจงใจของผู้สร้างที่ต้องการแสดงความ 'คารวะ' หนังฉบับปี 1974 อีกโสตหนึ่งด้วย
หนังครึ่งแรกจบลงในฉากที่ เลทเธอร์เฟซ (แดน ยีเกอร์) ไล่ล่าเฮทเธอร์เข้าไปในงานคาร์นิวัล ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของหนังชุดนี้ที่ให้เลทเธอร์เฟซปรากฏตัวในที่ที่คนพลุกพล่าน ยอมรับเลยว่านี่เป็นฉากที่ผมลุ้นสุดๆ เพราะตั้งแต่ดูหนังชุดนี้มา ไม่เคยเลยที่จะได้เห็นเลทเธอร์เฟซถือเลื่อยวิ่งไล่เหยื่อกลางที่สาธารณะ โดยที่ตัวมันเองก็ไม่สนใจจะทำร้ายคนอื่น นอกจากหญิงสาวที่เป็นเป้าหมาย ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว เลทเธอร์เฟซที่คนดูส่วนใหญ่เข้าใจมาตลอดว่าเป็นปีศาจร้ายกระหายการฆ่าอยู่ตลอดนั้น อาจเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง
ย้อนกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ โทบี้ ฮูเปอร์ ผู้กำกับหนังต้นฉบับ ซึ่งกล่าวถึงเลทเธอร์เฟซว่า เขามีความแตกต่างจากฆาตกรโรคจิตคนอื่นๆที่มีแต่ความชั่วร้ายและโหดเหี้ยมโดยสันดาน ตรงที่เขาเป็นคนพิการทางสมอง เติบโตขึ้นมาภายใต้การเลี้ยงดูอย่างวิปริตของครอบครัวนักฆ่า ซึ่งคอยควบคุมและบงการให้เขาทำตามคำสั่งของทุกคนในครอบครัว จนอาจพูดได้ว่าเขา 'กลัว' คนในครอบครัวด้วยซ้ำ และฮูเปอร์ยังบอกอีกว่า "เลทเธอร์เฟซมีสภาพไม่ต่างจากเด็กตัวโตๆ เขาฆ่าคนอื่นเพราะต้องการป้องกันตัวเองเนื่องจากรู้สึกโดนคุกคาม พูดได้ว่าที่เขาสังหารเหยื่อวัยรุ่นซึ่งเดินเข้าไปในบ้าน ก็เพราะเขากลัวจะโดนทำร้าย"
อ่านแล้วให้รู้สึกว่าเกิดมาเป็นเลทเธอร์เฟซช่างมีกรรม! แต่พูดตรงๆ ไม่ใช่แค่บทสัมภาษณ์นี้อย่างเดียวที่ทำให้ผมเห็นใจเลทเธอร์เฟซ เพราะผู้สร้างหนังภาคนี้ก็ดูมีความพยายามนำเสนอแง่มุมความเป็นมนุษย์ให้เลทเธอร์เฟซเหมือนกัน เช่นในฉากที่เลทเธอร์เฟซวิ่งไล่เฮทเธอร์เข้าไปในงานคาร์นิวัล ฉากนี้ผมมองว่ามันคือการประกาศจุดยืนของผู้สร้างภาคนี้ (ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้าง Saw ทั้ง 7 ภาค และยังเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการสร้าง "สิงหาสับ" ต่ออีกประมาณ 5 ภาค!) ว่าถึงเวลาแล้วที่รูปแบบและวิธีการนำเสนอของหนังชุดนี้จะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากที่ย่ำอยู่กับที่มาเกือบ 40 ปี
มองในแง่ดังกล่าว ช่วงครึ่งแรกของภาคนี้จึงมีสถานะเป็นทั้งการรำลึก, แสดงความคารวะ และ 'บทอำลา' ต่อหนังฉบับปี 1974 ในคราวเดียวกัน
ที่ผมกล้าพูดขนาดนั้น เพราะเรื่องราวและเหตุการณ์ในหนังช่วงครึ่งหลัง แทบจะกลายเป็นคนละเรื่องกับหนังชุด "สิงหาสับ" ที่ผมเคยรู้จัก อย่างหนึ่งคือการสอดแทรกความเป็นมนุษย์ลงไปในบุคลิกของเลทเธอร์เฟซจนคนดูสัมผัสได้ ซึ่งถือเป็น 'ครั้งแรก' ที่เลทเธอร์เฟซไม่ได้มีสถานะเป็น 'อสุรกาย' เที่ยวได้วิ่งไล่ฆ่าคนบริสุทธิ์โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่เขาฆ่าโดยมีเป้าหมายชัดเจนแน่นอนมากขึ้น พูดอีกแบบคือในภาคนี้ เลทเธอร์เฟซไม่ได้เป็น 'ตัวร้าย' ในความรับรู้ของคนดูอีกแล้ว เนื่องจากหนังได้สร้างตัวร้ายตัวใหม่ขึ้นมาเป็นตัวเทียบเคียง คือ นายกเทศมนตรีประจำเมือง (พอล เร) ซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้นำกลุ่มชาวเมืองบุกไปฆ่ายกครัวและเผาบ้านซอว์เยอร์ โดยหารู้ไม่ว่ายังมีสมาชิกที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สยองขวัญครั้งนั้นอีกสองคน คือ เลทเธอร์เฟซกับเฮทเธอร์
เลยกลายเป็นว่า คนธรรมดาที่ไม่ได้เกิดมาพิการทางสมอง มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน รู้คิด และมีความสามารถทำงานการอันก่อประโยชน์ต่อชาวเมืองเล็กๆ กลับเป็นจอมวายร้ายที่มีพฤติกรรมเลวร้ายชั่วช้าเสียยิ่งกว่าคนที่เกิดมาพิการทางสมองอย่างเลทเธอร์เฟซเสียอีก หนังไม่ได้บอกว่าเหตุใดนายกเทศมนตรี จึงจงเกลียดจงชังครอบครัวซอว์เยอร์ ถึงขั้นจะต้องล้างผลาญให้ตายไปข้างหนึ่ง ผมเดาว่าอาจเป็นเพราะกลัวจะโดนเปิดโปงความผิดในอดีต เลยวิ่งวุ่นตามจับเฮทเธอร์กับเลทเธอร์เฟซมาจัดการในฉากไคลแม็กซ์ของเรื่อง ซึ่งผมก็อดไม่ได้ที่จะขอพูดซ้ำซากอีกว่า นี่เป็น 'ครั้งแรก' ของหนังชุดนี้ที่คนดูหันมาเอาใจช่วยเลทเธอร์เฟซ เมื่อเห็นเขาโดนรุมทำร้ายโดยไม่มีทางสู้
มิหนำซ้ำ คนดูยังอาจนึกสะใจที่เห็นเลทเธอร์เฟซพลิกกลับเป็นฝ่ายไล่ล่าคนที่ลงมือลงตีนกับเขาจนดับดิ้นสิ้นใจอีกต่างหาก!
สารภาพตามตรงว่าพอดูจบ ผมให้อยากรู้ว่าเรื่องราวของหนังชุดนี้จะเดินไปในทิศทางใด ในเมื่อสมาชิกครอบครัวซอว์เยอร์ที่้เหลืออยู่สองคนได้กลับมาพบกันอีกครั้ง โดยเฮทเธอร์ตัดสินใจสืบทอดหน้าที่เดียวกับที่คุณยายเวอร์น่าผู้จากไป สั่งเสียไว้ในจดหมาย คือการดูแลเลทเธอร์เฟซ เพื่อที่เขาจะได้ปกป้องเธอจากศัตรูนอกบ้าน พูดแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ภาคนี้มีช็อตสั้นๆให้คนดูเห็นเลทเธอร์เฟซขีดฆ่าใบหน้าชาวเมืองบนรูปถ่ายใน นสพ. ชวนให้สงสัยว่าการฆ่าของเลทเธอร์เฟซนับจากนี้จะเป็นการฆ่าโดยมุ่งเป้าไปที่การฆ่าล้างแค้นชาวเมือง-ที่เคยรวมตัวกันมาเผาและฆ่าทุกคนในครอบครัวเขา ซึ่งอาจจะรวมถึงลูกหลานของชาวเมืองด้วยเช่นกัน เพราะตอนจบภาคนี้หนังยังเหลือลูกชายนายกเทศมนตรี ซึ่งมีพฤติกรรมร้ายกาจไม่ต่างกัน แถมยังไม่ตายตกตามพ่อมันไปอีกด้วย ไม่แน่ว่าในภาคต่อไปตัวละครตัวนี้อาจกลับมามีบทบาทมากขึ้นก็เป็นได้...
สมเกียรติ ชินตระกูลวัฒนะ
อำนวยการสร้าง-คาร์ล มาซโซโคน/กำกับภาพยนตร์-จอห์น ลุสเซนฮ็อป/บทภาพยนตร์-อดัม มาร์คัส, เดบร้า ซัลลิแวน, เคิร์สเตน เอมส์/กำกับภาพยนตร์-อนาสตาเซีย เอ็น. มิโชส/ลำดับภาพ-แรนดี้ บริคเกอร์/ออกแบบงานสร้าง-วิลเลียม เอ. เอลเลียต/เครื่องแต่งกาย-แมรี่ อี. แม็คลีออด/ดนตรีประกอบ-จอห์น ฟริซเซลล์/ผู้แสดง-อเล็กซานดร้า แดดดาริโอ, แดน ยีเกอร์, เทรย์ ซอง, ทันย่า เรย์มอนด์, มาริลีน เบิร์นส์, กุนนาร์ แฮนเซ่น
*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics
*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics



No comments:
Post a Comment