21 GRAMS ***1/2
สวรรค์ในอก นรกในวิญญาณ
ในหนังสือ Ju-On ผี...ดุ มีอยู่ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงการทดลองของแพทย์นายหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของน้ำหนักมนุษย์ที่หายไปในวินาทีที่คนผู้นั้นเสียชีวิต โดยระบุว่าน้ำหนักที่หายไปนั้นจะแปรค่าไปตามความห่วงหาอาวรณ์ที่ผู้ตายยังคงมีต่อโลกมนุษย์ ซึ่งหากน้ำหนักหายไปมาก ก็แสดงว่าผู้ตายยังคงมีห่วงอยู่มาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่ผู้ตายตายด้วยเหตุอันมิใช่เป็นไปโดยธรรมชาติ น้ำหนักที่หายไปก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งตามตัวอย่างที่ยกมากล่าวในหนังสือนั้น ในกรณีของภรรยาที่ถูกสามีทำร้ายจนถึงแก่ความตาย ปรากฏว่าเข็มวัดน้ำหนักพุ่งขึ้นสูงถึงเกือบ 200 กรัมเลยทีเดียว
นั่นเป็นครั้งแรกที่คนเขียนได้รู้จักกับความเชื่อที่ว่าวิญญาณของคนเราก็มีน้ำหนักแบบเดียวกับวัตถุสิ่งของที่สามารถจับต้องและนำมาขึ้นตาชั่งวัดปริมาตรเป็นตัวเลขออกมาได้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นอะไรที่ชวนให้รู้สึกอยากเชื่อตามอยู่ไม่น้อย เพราะก็เคยได้ยินมาถึงความเชื่อที่ว่าหากคนเราตายไปโดยที่วิญญาณยังคงมีห่วงผูกพันกับโลกมนุษย์อยู่ วิญญาณก็จะยังคงเวียนวนอยู่บนโลกนี้ ไม่ยอมเดินทางไปผุดไปเกิดยังโลกหน้า ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะน้ำหนักของวิญญาณมีมาก เลยทำให้ลอยไปไหนได้ไม่ไกล (หรือเปล่า?) ทว่าที่แน่ๆเลยคือเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่บอกว่าเวลาที่คนในครอบครัวถึงแก่กรรม ห้ามเด็ดขาดไม่ให้ญาติๆและลูกหลานร้องไห้ถึงขั้นน้ำตากระเด็นไปโดนร่างของผู้เสียชีวิต เพราะจะทำให้วิญญาณยังเป็นห่วงอยู่จนไม่ยอมไปไหน เท่ากับว่าคนเป็นได้ทำบาปไว้กับคนตายโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว (ฉะนั้น หากใครที่คิดจะทำแบบในละครน้ำเน่า ประเภทเห็นญาติหรือคนที่รักกำลังจะตายก็โผเข้ากอดแล้วร้องไห้โฮๆเกลือกกลิ้งคร่ำครวญไม่เลิกราล่ะก็ ลองคิดใหม่ทำใหม่ดูหน่อยเป็นไร...)
มาถึง 21 Grams ที่น่าจะถือได้ว่าเป็นความเชื่อของฝรั่ง เกี่ยวกับน้ำหนักของมนุษย์ที่ลดลงจากร่างกายในห้วงเวลาที่เสียชีวิตเป็นจำนวน 21 กรัม หรืออาจพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่าวิญญาณของมนุษย์นั้นมีน้ำหนักเพียงแค่ 21 กรัมเท่านั้น โดยรวมถึงน้ำหนักวิญญาณของสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นๆเข้าไว้ด้วย ซึ่งได้กลายเป็นชื่อหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินอาริตู กับผู้เขียนบท กิลเลอร์โม อาริเอก้า ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วจาก Amores Perros (Love’s a Dog) หนังเม็กซิโกซึ่งเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชื่อเข้าชิงลูกโลกทองคำและออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมประจำปี 2001 รวมถึงการเข้าร่วมในงานเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆและคว้ารางวัลมามากมายจนนับไม่ถ้วน นอกเหนือจากการได้รับคำชมเชยอีกเป็นกระบุงถึงความเยี่ยมยอดของหนัง (ขนาดที่นิตยสารนิวยอร์ค ไทมส์ ยกย่องให้เป็น ‘หนังคลาสสิคเรื่องแรกของทศวรรษใหม่’ เลยทีเดียว) ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของตัวละครสามตัว (แบ่งออกเป็นเรื่องราวสามเรื่องที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน) ซึ่งต่างก็ได้รับผลกระทบอันหนักหนาสาหัสในทุกๆด้านของชีวิต จากอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันอย่างรุนแรงกลางกรุงเม็กซิโก ซิตี้
สำหรับ 21 Grams แม้ว่าพล็อตหลักของหนังจะยังคงนำเสนอถึงเรื่องราวผลกระทบอันเกิดแก่ตัวละครสามตัวที่ต่างก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับต้องมาเผชิญชะตากรรมร่วมกัน จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในครั้งหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการพลิกผันชีวิตของตัวละครทุกตัวให้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ภายในพริบตา แต่เมื่อพิจารณาถึงรายละเอียดของเนื้อเรื่องแล้ว ก็ต้องถือว่าเรื่องนี้มีความกลมกลืนและดูเป็นเอกภาพมากขึ้น อย่างน้อยที่สุด เรื่องราวของตัวละครหลักทั้งสามตัวที่มาเกี่ยวข้องกันในคราวนี้ ก็มิได้แบ่งออกเป็นสามเรื่องอย่างเป็นเอกเทศแบบในเรื่องที่แล้ว (ซึ่งอาจพูดได้ง่ายๆว่าเป็นเหมือนหนังสั้นสามเรื่องมาเรียงต่อกัน) ตรงกันข้าม ตัวละครหลักทั้งสามตัวใน 21 Grams กลับต้องมาแสดงบทบาทเด่นของตนร่วมกันในเรื่องเดียว!
เปรียบเทียบง่ายๆคือหากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นใน Amores Perros เป็นดั่งต้นกำเนิดของแม่น้ำที่แยกออกเป็นสามสาย ในทางกลับกัน อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นใน 21 Grams ก็คงเป็นดั่งจุดศูนย์กลางของแม่น้ำสามสายที่ไหลมารวมตัวกันจนกลายเป็นแม่น้ำเพียงสายเดียวนั่นเอง
เมื่อเนื้อเรื่องมีเพียงแค่เรื่องเดียว นั่นอาจจะเป็นเหตุผลให้กลวิธีการนำเสนอ 21 Grams ของผู้กำกับจึงออกมาดูมีลูกเล่นอยู่ไม่น้อย เพราะใช้วิธีการดำเนินเรื่องแบบตัดสลับเหตุการณ์ต่างๆของตัวละครหลักทั้งสามตัวโดยไม่เรียงตามลำดับเวลา ทำให้ช่วงประมาณยี่สิบนาทีแรกของหนัง คนดูเลยออกจะสับสนและงุนงงอยู่มาก กับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ว่าอยู่ๆก็มารู้จักกันและมี ‘อะไร’ กันได้อย่างไร? แล้วทำไมคนๆนี้ถึงกลายสภาพเป็นนายซกมกสุดขีดได้ ทั้งๆที่ในฉากก่อนนี้ก็เพิ่งแต่งตัวดีอยู่แท้ๆ? หรือเห็นว่าตัวละครกำลังนอนแบ็บจะตายมิตายแหล่อยู่บนเตียงคนไข้ แต่ในฉากถัดมาก็แต่งตัวหล่อเดินปร๋อมาจีบสาวเสียแล้ว เป็นอาทิ (ส่วน Amores Perros ก็อาจจะงงๆอยู่แค่ตอนแรกว่า ทำไมถึงตัดภาพรถยนต์ชนกันเข้ามาบ่อยจัง? ทว่าพอถึงช่วงเล่าเรื่องแต่ละเรื่องก็ดำเนินในแบบเรียงตามลำดับเวลาปรกติเหมือนกับหนังทั่วๆไป)
ฉะนั้น เนื้อเรื่องของหนังที่จะเล่าในที่นี้ จึงเป็นการเรียงลำดับใหม่ (ตามความเข้าใจของคนเขียน ซึ่งขอสารภาพตามตรงว่า ก็มีที่ยังไม่ชัวร์เต็มร้อยว่าฉากไหนเกิดก่อนหรือเกิดหลังอีกฉาก เลยทำให้ไม่อาจลงลึกในรายละเอียดได้มากนัก) เพื่อให้คนอ่านสามารถเข้าใจเรื่องได้ง่ายเป็นสำคัญ ซึ่งหากมีเหตุประการใดอันอาจเป็นเหตุให้อรรถรสในการดูหนัง (สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ดู) ต้องเสียไป นั่นถือเป็นเรื่องสุดวิสัยที่มิได้ตั้งใจให้เลยแม้แต่น้อย...จึงต้องขออภัยไว้ก่อนหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นโดยสุจริต
ตามที่จั่วหัวบทความไว้นั่นแหละว่า ‘สวรรค์ในอก นรกในวิญญาณ’ ซึ่งคนเขียนแปลงมาจากสำนวนไทยที่คนบ้านเราก็รู้จักดีอยู่แล้ว (คือสำนวนใดคงไม่จำเป็นต้องบอก) ความหมายอย่างง่ายๆของสำนวนดังกล่าวคือ ‘ทุกข์หรือสุขย่อมอยู่ที่ใจเรา’ ดังนั้น ประเด็นหลักของ 21 Grams จึงพอสรุปคร่าวๆได้ในบรรทัดนี้ว่า คือการเรียนรู้ของตัวละครที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน ซึ่งนำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงมาสู่ชีวิตอย่างกะทันหัน โดยไม่ทันตั้งตัวเตรียมใจ จนนำไปสู่การปรับตัวที่จะยอมรับและปรับใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยรู้แน่ชัดแล้วว่าย่อมมิอาจเรียกร้องให้ทุกอย่างคืนคงเดิมได้ดังปรารถนา และดำเนินชีวิตในช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่อย่างมีความสุขตามอัตภาพ
ดังกล่าวแล้วว่าอุบัติเหตุรถชนใน 21 Grams เป็นดั่งจุดศูนย์กลางของแม่น้ำสามสายที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำสายเดียว ซึ่งนั่นอาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวใน 21 Grams ที่ทำให้ตัวละครหลักสามตัวต้องมาข้องแวะกันอย่างไม่ตั้งใจ เริ่มจากตัวละครตัวแรก คริสติน่า แพ็ค (นาโอมิ วัตต์ส) หญิงสาวผู้ต้องสูญเสียทั้งสามีสุดที่รักและลูกสาววัยกำลังซนอีกสองคนไปในคราวเดียวกันจากอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนแล้วหนี ตัวละครตัวที่สองคือ พอล ริเวอร์ส (ฌอน เพนน์) อาจารย์หนุ่มผู้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจจากผู้บริจาคนิรนาม ซึ่งเขามาทราบภายหลัง (จากการจ้างนักสืบให้ช่วยติดตาม) ว่าเจ้าของหัวใจที่อยู่ในร่างตนเองเป็นของสามีผู้วายชนม์ของคริสติน่าจากอุบัติเหตุรถชนนั่นเอง สำหรับตัวละครตัวสุดท้ายคือ แจ๊ค จอร์แดน (เบนิซิโอ เดล โทโร่) ชายหนุ่มผู้มีเหตุให้ต้องเข้าๆออกๆคุกมานับไม่ถ้วนครั้งตั้งแต่วัยเยาว์ ผู้ขับรถยนต์พุ่งชนชายหนุ่มวัยกลางกับเด็กหญิงอีกสองคนเข้าอย่างจัง ก่อนจะขับหนีหายไปในความมืด...ทิ้งไว้เพียงร่างของผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังนอนรอความตายมาเยือนอย่างเชื่องช้า ณ กลางถนนอันเป็นจุดเกิดเหตุนั่นเอง
คริสติน่ารับทราบข่าวร้ายเกี่ยวกับการจากไปอย่างกะทันหันของสามีและลูกสาวทั้งสองด้วยอาการของคนหัวใจแหลกสลายอย่างชัดเจน คนดูได้รับทราบข้อมูลในอดีตเกี่ยวกับตัวเธอเพียงเล็กน้อย ว่าหญิงสาวเคยเข้ารับการบำบัดการติดสารเสพติดจนสามารถเลิกได้อย่างเด็ดขาดมาแล้ว ซึ่งการใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกับสามีและลูกสาววัยน่ารักอีกสองคน จึงไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นทางเดินเส้นใหม่ของอดีตสาวขี้ยาอย่างเธอเท่านั้น แต่มันคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งชีวิตของคริสติน่าเลยก็ว่าได้ เมื่อต้องสูญสิ้นทุกสิ่งไปอย่างไม่ทันตั้งตัว จึงยากที่เธอจะทำใจยอมรับโดยง่าย และนั่นก็ทำให้หญิงสาวตัดสินใจหวนกลับไปพึ่งพายาเสพติดอีกครั้ง พร้อมกับความขึ้งเคียดโกรธแค้นแน่นหัวอกถึงบุคคลผู้เป็นต้นเหตุที่ปล่อยให้มัจจุราชมาพรากทุกๆคนที่เธอรักให้จากไปพร้อมกันในชั่วพริบตา
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นคน ‘ขี้คุกขี้ตะราง’ มาก็ตาม หากแจ๊คก็พยายามอย่างยิ่งยวดแล้วที่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีในทุกวิถีทาง ทั้งจากการหางานสุจริตทำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวอันประกอบด้วยภรรยา แมเรี่ยนน์ (เมลิสซ่า ลีโอ) และลูกชาย-หญิงอีกสองคน นอกเหนือจากการยึดถือปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของพระผู้เป็นเจ้าในพระคัมภีร์อย่างเอาเป็นเอาตาย (ซึ่งทำให้เขาดูคาบเกี่ยวกับความเป็นคนคลั่งศาสนาอย่างเลี่ยงไม่ได้) แต่แล้วความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีงามตามแบบคนทั่วไปต้องสูญสิ้น เมื่อร่องรอยแห่งอดีตอันเลวร้ายที่ปรากฏอยู่บนร่างกายของเขาได้ส่งผลกระทบตามติดมาอย่างคาดไม่ถึง และเป็นเหตุให้เขาจำต้องกลายเป็นคนตกงานด้วยความอยุติธรรมของสังคม เท่านั้นยังไม่พอ ในวันที่ชายหนุ่มกำลังขนข้าวของส่วนตัวจากที่ทำงานเพื่อมาร่วมฉลองวันเกิดของตนเองกับครอบครัวและเพื่อนฝูงที่บ้าน รถยนต์ที่เขาขับมาด้วยความเร็วสูงและด้วยความประมาท (ส่วนหนึ่งอาจเพราะว่าเขาเพิ่งไปดื่มเหล้ามา) ก็พุ่งชนร่างของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสามคนเข้าเต็มแรง...
...อะไรๆมันคงจะเลวร้ายน้อยกว่าที่เกิดขึ้น ถ้าเพียงแจ๊คจะไม่หวาดกลัวความผิดที่ก่อขึ้นด้วยความพลั้งพลาดและไม่ตั้งใจ จนถึงขั้นขาดสำนึกในความเป็นพลเมืองดีที่จะต้องรีบนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลก่อนเป็นลำดับแรก ทว่าเขากลับขับรถหนีไปไม่ต่างอะไรกับคนไร้หัวใจเมตตา โดยหารู้ไม่ว่าได้ปล่อยให้ผู้ชายและเด็กหญิงสองคน (ที่ถือได้ว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง) ต้องนอนรอความตายอย่างทุกข์ทรมาน ณ กลางถนนนั้น ซึ่งกว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจัดการนำส่งผู้เคราะห์ร้ายให้ถึงมือหมอ มันก็สายเกินกว่าจะช่วยชีวิตผู้เคราะห์ร้ายแม้เพียงรายเดียวได้แล้ว...
จะว่าไป การตายของ ไมเคิล สามีของคริสติน่าก็น่าจะถือเป็นการ ‘ต่ออายุ’ แก่พอลโดยปริยายนั่นเอง เนื่องจากความทรยศของหัวใจดวงที่ติดตัวเขามาแต่กำเนิด ที่ค่อยๆทวีอาการผิดปรกติออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเท่ากับเร่งให้ชายหนุ่มยิ่งก้าวเข้าใกล้ความตายขึ้นทุกขณะ พอลจึงจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหลังจากที่เข้าคิวรอคอยหัวใจดวงใหม่มานาน ชายหนุ่มก็ได้รับการติดต่อจากผู้บริจาคหัวใจให้มาสวมเข้าแทนดวงเดิมที่อ่อนล้าเต็มที จนกลับมีสุขภาพร่างกายที่ดีเฉกเดียวกับคนทั่วไป ทว่าด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าผู้ใดคือคนบริจาคหัวใจอันดีเยี่ยมดวงนี้มาเพื่อให้เขาได้มีชีวิตต่อไป ทั้งที่ใครต่อใครก็ต่างเตือนแล้วว่ารู้ไปก็เปล่าประโยชน์ หากชายหนุ่มก็ยังดื้อรั้นที่จะรู้ให้ได้ จนเมื่อได้รับทราบแล้ว ก็พบว่ามันเป็นความจริงอันชวนสลดหดหู่และน่าตื่นตระหนกยิ่ง ว่ามิใช่แค่ความตายของคนๆเดียวเท่านั้นหรอกที่มาต่ออายุให้แก่เขา ทว่ามันยังมีความตายของเด็กหญิงอีกสองคน ผนวกรวมกับสภาพอันไม่ต่างจากคน ‘ตายทั้งเป็น’ ของหญิงสาวอีกคนเข้าไปด้วย
หลายคนคงจำหนังที่ออกฉายเมื่อหลายปีก่อนเรื่อง Return to Me กันได้ เรื่องของพระเอกที่สูญเสียภรรยาสุดที่รักไปในอุบัติเหตุรถคว่ำ (หากจำไม่ผิด) แล้วหัวใจของเธอก็ถูกนำไปผ่าตัดเปลี่ยนให้นางเอก ผู้ล่วงรู้ว่าใครคือผู้บริจาคหัวใจมาเพื่อต่ออายุให้แก่เธอ แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปตามสูตรหนังโรแมนติก-คอมเมดี้ที่นักดูหนังคงจะคุ้นเคยกันดี ซึ่งพล็อตในส่วนนี้ของ 21 Grams ก็ดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน...เมื่อพอลเข้ามาทำความรู้จักกับคริสติน่า และทำหน้าที่คอยดูแลเธอเท่าที่เขาสามารถจะทำได้ (อาจด้วยจุดประสงค์เพื่อทดแทนบุญคุณที่ครอบครัวเธอมีต่อเขาก็เป็นได้) โดยไม่ยอมเปิดปากบอกความจริงแก่หญิงสาวแม้แต่นิดเดียว จนเมื่อคริสติน่าซึ่งกำลังอยู่ในภาวะว้าเหว่อ่อนไหวกับชีวิตอย่างสุดขีด ได้เปิดเผยความในใจที่เธอมีต่อเขาก่อน นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มจำต้องบอกให้หญิงสาวรับทราบถึงความจริงอันทำให้เขาตัดสินใจก้าวเข้ามาในชีวิตเธอ...ทว่าส่วนที่แตกต่างชนิดลิบลับคือพล็อตเรื่องที่ดำเนินต่อมา คริสติน่าผู้ยังมีความโกรธแค้นเต็มปรี่ต่อคนที่เป็นตัวการให้สามีกับลูกๆของเธอต้องตาย ขณะเดียวกันก็ค่อยๆทำลายตัวเองอย่างช้าๆด้วยยาเสพติด พอลจึงยอมเป็นฝ่ายยื่นมือเข้ามาในแผนสังหารฆาตกรใจโหดที่ปล่อยให้ลูกผัวเธอนอนตายอยู่กลางถนนอย่างเลือดเย็น!
หนุ่มสาวทั้งสองต่างก็หารู้ไม่ว่า ภายในใจของแจ๊คกลับเต็มล้นไปด้วยความรู้สึกผิดบาปที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังพยายามทุกวิถีทางที่จะไถ่บาปให้แก่ตนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะด้วยการยอมมอบตัวกับตำรวจเพื่อรับโทษทัณฑ์โดยไม่คิดต่อสู้คดี (ทั้งที่ร่องรอยหลักฐานต่างถูกทำลายไปจนสิ้นแล้ว) ซึ่งในการนี้ก็เท่ากับแจ๊คทิ้งลูกเมียไว้ตามลำพัง ยิ่งไปกว่านั้น ชายหนุ่มยังถึงขั้นกระทำอัตวินิบาตกรรมในเรือนจำเพื่อปลดปล่อยตนเองความความมีชีวิตและความรู้สึกผิดในใจเสียด้วยซ้ำ ใช่เพียงเท่านั้น แม้เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว เขาก็ยังไม่วายที่จะหลบลี้ตนเองจากลูกเมียและผู้คนไปใช้ชีวิตลำพังยังเมืองอันห่างไกล หากก็กลับไม่รอดพ้นการติดตามมา ‘ล้างแค้น’ ของคริสติน่ากับพอลอยู่นั่นเอง
การเผชิญหน้าครั้งสำคัญของตัวละครทั้งสาม จึงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยง ซึ่งมันก็ได้นำไปสู่บทสรุปสุดท้ายของชะตากรรมตัวละครแต่ละตัวอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะกับพอล ผู้ที่ตลอดชีวิตของเขาดูจะไม่เคยจับปืนเพื่อฆ่าใครมาก่อนเลยในชีวิต แต่พอถึงคราวที่ต้องหยิบมันขึ้นมาเพื่อลั่นกระสุนสังหารชายผู้ที่คริสติน่าประณามว่าเป็น ‘ฆาตกรใจโหด’ ฆ่าครอบครัวเธอ ทว่าสำหรับพอล...ใช่หรือไม่ที่แจ๊คก็อยู่ในฐานะผู้ ‘ให้ชีวิต’ ให้แก่เขาด้วยเช่นกัน?
ใช่เพียงแต่ความเยี่ยมยอดด้านการกำกับและการเขียนบทเท่านั้น ที่ทำให้ 21 Grams กลายเป็นหนังในดวงใจของคนเขียนไปตั้งแต่ดูจบรอบแรก (แน่นอนว่าต้องมีรอบอื่นตามมาอีกนับไม่ถ้วน!) บทบาทการแสดงของนักแสดงนำทั้งสาม ซึ่งคู่ควรแก่การเข้าสู่ตำแหน่งเต็งสองของรอบสุดท้ายบนเวทีออสการ์ครั้งที่ 76 ที่ผ่านมาแทบทุกคน (ยกเว้นเพียงฌอน เพนน์ ซึ่งมิได้เข้าชิงจากเรื่องนี้ แต่พอนำมาเทียบกันแล้วก็ต้องขอบอกอย่างลำเอียงสุดๆว่า “ฌอน เพนน์เล่นเรื่องนี้ได้ดีกว่า” ชัดๆ!) ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ 21 Grams เป็นหนังที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความเข้มข้นชนิดที่หนังอีกหลายเรื่องที่ได้เข้าชิงออสการ์ในคราวเดียวกันนี้ไม่อาจเทียบติด!!
ถึงจะไม่รู้แน่ชัดว่าตกลงแล้ววิญญาณของคนเรามี ‘น้ำหนัก’ จริงหรือไม่? ซึ่งหากมีจริง ความเชื่อของฟากฝั่งตะวันออกหรือตะวันตกกันแน่ ที่เราๆควรจะใช้เป็นเกณฑ์กลางในการเลือกที่จะเชื่อตาม ทว่าเมื่อดู 21 Grams จบลง คำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นกลางใจคนเขียนอย่างฉับพลันทันที นั่นคือ ในยามที่วิญญาณมนุษย์หลุดลอยออกจากร่าง เราอาจจะสามารถวัดน้ำหนักออกมาเป็นค่าของตัวเลขที่แน่นอนแม่นยำได้ก็จริง...
...แต่กับความสูญเสียนานัปการอันเกิดขึ้นภายในจิตวิญญาณของมนุษย์ในยามยังดำรงลมหายใจอยู่นั้น จะมีเครื่องมือวิเศษชนิดใดสามารถวัดน้ำหนักออกมาเป็นค่าของตัวเลขที่แน่นอนแม่นยำได้เล่า...
เศรษฐศิริ
กำกับภาพยนตร์-อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินอาริตู/บทภาพยนตร์-กิลเลอร์โม อาริเอก้า/กำกับภาพ-โรดริโก้ พรีเอโต้/ลำดับภาพ-สตีเฟ่น เมอร์ริโอเน่/ออกแบบงานสร้าง-บริดจิตต์ โบรช/ดนตรีประกอบ-กุสตาโว ซานเทาลัลลา/เครื่องแต่งกาย-มาร์ลีน สจ๊วร์ต/ผู้แสดง-ฌอน เพนน์ (พอล ริเวอร์ส), นาโอมิ วัตต์ส (คริสติน่า แพ็ค), เบนิซิโอ เดล โทโร่ (แจ๊ค จอร์แดน), เมลิซซ่า ลีโอ (แมเรี่ยนน์), ชาร์ล็อตต์ เกนสเบิร์ก (แมรี่), แดนนี่ ฮุสตัน (ไมเคิล), เคลีย ดูวัลล์ (คลอเดีย)
*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics




.jpg)


No comments:
Post a Comment