Saturday, May 10, 2014

OCULUS ( 2013)


OCULUS
(Mike Flanagan, 2013)

ก็สนุกดีฮะ แต่บอกตรงๆว่าไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ เพราะนึกว่าหนังจะทำบรรยากาศออกมาให้ดูน่ากลัว หลอกหลอนกว่านี้ แต่คิดอีกที การที่ตัวละครโดนพลังอะไรไม่รู้ บังคับให้ทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัว มันก็แลดูน่าสะพรึงกลัวขนหัวลุกได้เหมือนนะแฮะ เพราะมันทำให้สุ่มเสี่ยงกับการถูกมองว่า 'บ้า' เอาได้ง่ายๆ จากการถูกทำให้กลายเปนประสาทหลอน เช่น ฉากที่ตัวละครเผลอกัดหลอดไฟเพราะนึกว่าเปนลูกแอปเปิ้ล อะไรทำนองนั้น

เนื้อเรื่องพูดถึงสองพี่น้องที่ร่วมมือกันจับผีในกระจกโบราณ ด้วยความเชื่อมั่นว่ามันคือต้นเหตุแห่งความหายนะที่ครอบครัวตนต้องประสบเมื่อสิบปีก่อน ส่งผลให้ ทิม น้องชายถูกส่งเข้ารับการบำบัดทางจิต เนื่องจากฆ่าพ่อผู้ลงมือสังหารแม่อย่างโหดเหี้ยม ส่วน เคย์ลี่ พี่สาวถูกส่งตัวไปเข้าสถานสงเคราะห์ เมื่อพ้นกำหนดออกมาก่อนน้องชาย เคย์ลี่ลงมือค้นหากระจกปีศาจบานนั้น พร้อมทั้งขุดคุ้ยประวัติความอาถรรพณ์ทั้งปวงที่เคยเกิดกับผู้ครอบครองมันอย่างเอาเปนเอาตาย จนกระทั่งค้นพบ และทันทีที่ทิมออกจากสถานบำบัดจิต นางก็ลากตัวน้องชายมาร่วมปฏิบัติการจับผีด้วยกันเปนการด่วน โดยตั้งเป้ายว่าจะนำหลักฐานที่พบไปเคลียร์มลทินในครอบครัวตน ทั้งจากการที่แม่มีอาการทางประสาท ไล่ล่าฆ่าลูก ส่วนพ่อก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับกระจก ก่อนจะลงมือสังหารแม่ รวมถึงการที่ทิมยิงพ่อจนตาย ว่าล้วนมีต้นเหตุมาจากอำนาจลึกลับที่สิงสู่อยู่ในกระจกโบราณบานนี้

หนังใช้วิธีการเล่าเรื่องด้วยการตัดสลับเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันควบคู่กัน โดยในอดีตนั้นเปนเหตุการณ์เมื่อครั้งสองพี่น้องอยู่ในวัยเด็ก จำต้องเผชิญหน้าความรุนแรงและความน่าสะพรึงกลัวนานาบนพื้นฐานของ 'ความไม่รู้' ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวตน และกว่าจะล่วงรู้ถึงต้นสายปลายเหตุว่าเกิดจากอำนาจลึกลับที่อยู่ในกระจก ก็สายเกินกว่าจะแก้ไข ส่วนเหตุการณ์ในปัจจุบัน เริ่มขึ้นเมื่อสองพี่น้องเติบโต และมี 'ความรู้' แล้วว่าเรื่องเลวร้ายต่างๆนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร จึงพยายามที่จะเข้าไปจับผิดมัน โดยอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยียุคใหม่ และการเตรียมตัวพร้อมรับในทุกๆสถานการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นอย่างเต็มที่

แต่กระนั่นก็ยังไม่อาจต้านทานกับความน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นตามมาได้อยู่ดี!

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว แม้ว่าจะได้เห็นตัวละครประสบกับความพ่ายแพ้ในตอนจบ แต่ก็มิได้ทำให้นึกถึงประเด็นอันว่าด้วยเรื่องความชั่วกำลังจะครองโลก แบบเดียวกับหนังสยองขวัญยุคใหม่หลายเรื่องแม้แต่น้อย (เช่น Sinister) แต่กลับมองว่า 'กระจกปีศาจ' ในหนังเรื่องนี้ มันคือตัวแทนของ 'พลังธรรมชาติ' อันยิ่งใหญ่ที่มีพลังทำลายล้างมากมายเกินกว่าที่มนุษย์ตัวเล็กๆจะสามารถต่อกร หรือแม้แต่จะเตรียมตัวพร้อมรับกับความเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ

สิ่งที่ทำให้คิดแบบนี้ ก็มาจากการที่ตัวละครพยายามตระเตรียมทั้งอาหารและน้ำดื่มเอาไว้ให้พร้อม ซึ่งออกจะดูพิกลจนเกินไป พูดอีกแบบคือมันออกจะแลดูไม่ค่อยเข้ากับการไปจับผีสักเท่าไหร่ อีกอย่างคือทั้งที่ตัวละครมีจุดประสงค์จะไปจับผี ซึ่งถือเปนกิจกรรมเกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่พวกเขากลับไม่มีอุปกรณ์ใดๆที่จะโยงใยไปในทางไสยศาสตร์แม้แต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเปน ไม้กางเขน น้ำมนต์ คัมภีร์ไบเบิ้ล หรือแม้กระทั่งคนทรงที่สามารถสื่อสารกับวิญญาณ แต่กลับมีแต่คอมพิวเตอร์ กล้องโทรทัศน์ หลอดไฟ สมอเรือ ฯลฯ แทน (แบบนี้แล้วมันจะจับผีได้เหรอ?)

ก็อาจเปนเช่นที่ตัวละครในเรื่องกล่าว ว่าหลังจากซื้อโซฟามาไม่นาน คุณปู่ของเค้าก็เสียชีวิต แล้วเราจะโทษว่าโซฟาเปนต้นเหตุแห่งความตายของปู่ได้อย่างไร? ในทางเดียวกัน หากมองว่า 'กระจกปีศาจ' เรื่องนี้เปรียบเสมือนตัวแทนของ 'พลังธรรมชาติ' ซึ่งมีฤทธิ์เดชในการทำลายล้างชีวิตมนุษย์จำนวนมาก ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งแผ่นดินไหว, ภูเขาไฟระเบิด, สึนามิ, โคลนถล่ม ฯลฯ ถึงแม้ว่าในบางครั้งเราอาจมองว่า 'ธรรมชาติ' เป็นสิ่งที่น่ากลัวโดยเฉพาะในยามที่มันพิโรธ แต่มนุษย์ทุกคนบนโลกก็ไม่อาจหลบหนีการอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้เด็ดขาด

เพราะงั้น สิ่งเดียวที่มนุษย์พึงทำ คือต้องมีวิธีจัดการเพื่อให้ตนเองสามารถใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม... :'-P



No comments: