Saturday, March 29, 2014

THE HOURS (2002)


THE HOURS  ***1/2
ชีวิตเป็นของเรา...เราคือผู้เลือก

ยุคสมัยที่แตกต่าง ทำให้ผู้หญิงสามคนที่มีชีวิตอยู่ต่างยุคต่างสมัย แต่กลับมีอยู่ในห้วงของอารมณ์และความรู้สึกเดียวกัน ได้ตัดสินใจ ‘เลือก’ ขีดเส้นทางชีวิตของตนที่ผิดแผก...

เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (นิโคล คิดแมน) นักประพันธ์สตรีนามอุโฆษชาวอังกฤษ ตัดสินใจปลิดชีพตนเองในแม่น้ำที่อยู่ใกล้กับบ้านพักของเธอในเมืองซัสเซ็กซ์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 1941 ด้วยวัย 49 ปี โดยทิ้งจดหมายลาตายฉบับหนึ่งให้แก่สามีของเธอ เลียวนาร์ด วูล์ฟ (สตีเฟ่น ดิลเลน) ด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงความยอมจำนนต่อการมีชีวิต พร้อมกันนั้นก็สรรเสริญคุณงามความดีของสามีที่ได้ทุ่มเทความรัก ความเอาใจใส่ และความห่วงใยคอยดูแลเธอมาตลอดเวลาหลายปีอันยาวนาน จนเธอถึงกับประณามตนเองว่าไม่อาจมีชีวิตอยู่เพื่อทำลายชีวิตของเขาได้อีกต่อไป ก่อนจะลงท้ายในจดหมายด้วยถ้อยคำชวนฉงน... “ฉันไม่คิดว่าจะมีมนุษย์คู่ใดในโลกมีความสุขมากกว่าเราสองคนอีกแล้ว”



ย้อนกลับไปในปี 1923 ที่เมืองริชมอนด์ ประเทศอังกฤษ เวอร์จิเนีย วูล์ฟกำลังอยู่ในช่วงของการสร้างสรรค์นวนิยายเรื่องสำคัญที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของเธอในเวลาต่อมา คือเรื่อง Mrs. Dalloway (เรื่องราวของ มิสซิสดัลโลเวย์ สุภาพสตรีชั้นสูงชาวลอนดอน ผู้กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมงานเลี้ยงในตอนเย็น พร้อมๆไปกับการหวนคิดคำนึงถึงชีวิตส่วนตัวของเธอเองในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง และก่อนหน้าการสมรสกับสามี ริชาร์ด ดัลโลเวย์ รวมถึงความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาระหว่างเธอกับหญิงสาวที่ชื่อ แซลลี่ ซีตัน ผู้เดินทางมาถึงงานเลี้ยงในฐานะ เลดี้รอสเซ็ตเตอร์ และความรักที่ชายหนุ่มนาม ปีเตอร์ วอลช์ ยังคงมอบให้แก่เธอไม่เสื่อมคลาย ก่อนที่ทุกคนในงานจะได้รับทราบข่าวร้ายของ เซ็ปติมัส สมิธ หนุ่มอังกฤษคนแรกที่เข้าร่วมสมรภูมิรบในสงคราม และได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาหลอกหลอน จนฆ่าตัวตายในที่สุด)

วูล์ฟซึ่งในขณะนั้นกำลังเต็มไปด้วยความหดหู่ หม่นหมองจากสภาพทางจิตที่ไม่ปรกติ อีกทั้งความรักและความเอาใจใส่ของสามีที่มอบให้ ซึ่งดูจะมีมากจน ‘ล้น’ และแทบเป็นการควบคุมบงการให้เธอต้องทำตามอย่างไม่อาจกระดิกกระเดี้ยตัวได้ รวมถึงท่าทีของสาวใช้ที่ดูแข็งกระด้าง และปราศจากความยำเกรงเธอในฐานะภรรยาของเจ้านาย อีกทั้งยังประพฤติตนตามขนบของคนรับใช้ที่ดีคือ ‘พอลับหลังก็นินทานาย’ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการแสดงออกซึ่งความรักระหว่างเธอกับพี่สาว วาเนสซ่า (มิแรนด้า ริชาร์ดสัน) ที่ดูจะเกินขอบเขตความเป็นพี่น้องธรรมดาๆอยู่มาก ทำให้เธอต้องคิดหาวิธีไล่คนรับใช้ออกไปให้พ้นหูพ้นตา เพื่อมิให้มาคอยสอดส่องจ้องดูในยามที่เธออยู่กับพี่สาวเพียงลำพัง ทั้งหลายทั้งปวงนี้ส่งผลให้ชีวิตของเวอร์จิเนีย วูล์ฟในเวลานั้น ไม่ต่างอะไรจากนักโทษที่กำลังโดนกักขัง ปราศจากอิสรภาพที่จะคิดและตัดสินใจทำในสิ่งต่างๆด้วยตนเอง กลายเป็นคนที่กำลังรู้สึกแปลกแยกกับสภาพแวดล้อมรอบตัว ภายในเมืองเล็กๆที่มีแต่ความเงียบสงบอันชวนอึดอัด สิ่งเดียวที่เธอต้องการในเวลานั้นก็คือการพาตัวเองออกไปจากสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ ทว่าในห้วงยามนั้น เธอจะพาตัวเองหลีกหนีไปหนไหนได้เล่า...



ที่เมืองลอสแองเจลิส ปี 1951 ลอร่า บราวน์ (จูเลี่ยนน์ มัวร์) แม่บ้านสาวผู้มีชีวิตเพียบพร้อมสมบูรณ์ กำลังเปิดอ่านนวนิยายเรื่อง Mrs. Dalloway ของวูล์ฟ ในเช้าซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของสามีของเธอ แดน (จอห์น ซี. ไรลี่ย์) ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ทำหน้าที่ไม่บกพร่องแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะในฐานะสามีและพ่อ ส่วนลูกชายวัยกำลังซน ริทชี่ (แจ๊ค โรเวลโล่) ก็เป็นเด็กเรียบร้อยที่ไม่เคยก่อปัญหา ทว่าในท่ามกลางความงดงามร่มรื่นของชีวิตที่เต็มเปี่ยมเช่นนี้ ลอร่ากลับค้นพบถึงโพรงว่างเปล่าที่แอบซ่อนอยู่ในอารมณ์และความรู้สึกของเธอ ซึ่งกำลังค่อยๆแผ่ขยายพื้นที่ความว่างเปล่านั้นจนใกล้เต็มเนื้อที่ของหัวใจแทบทุกขณะ ความน่าอึดอัดของชีวิตประจำวันที่ซ้ำซาก น่าเบื่อ ปราศจากสีสันตื่นเต้น ทำให้เธอเกิดอาการชินชากับชีวิต จนตัดสินใจที่จะหลีกหนีไปเสียให้พ้นจากวังวนอันจำเจนี้ด้วยการปลิดชีพตนเอง แต่แค่การตัดสินใจว่าจะทำนั้นยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญที่จะลงมือทำด้วย ทำให้เมื่อถึงวินาทีสุดท้าย หญิงสาวก็เปลี่ยนใจ และหันกลับมาเผชิญหน้ากับชีวิตเดิมๆของเธออีกครั้ง ก่อนการตัดสินใจเลือกครั้งใหม่จะมาถึง...

ที่เมืองนิวยอร์ค ปี 2001 แคลริสซ่า วอห์น (เมอริล สตรีพ) บรรณาธิการสาวใหญ่กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จให้แก่ ริชาร์ด (เอ๊ด แฮร์ริส) อดีตคนรักของเธอที่เพิ่งจะได้รับรางวัลสำคัญทางด้านการเขียนหนังสือเป็นครั้งแรกในชีวิต และกำลังป่วยหนักด้วยโรคเอดส์ขั้นร้ายแรง ส่งผลให้เขามีอาการหดหู่ หม่นหมอง และคิดแต่จะลาจากโลกนี้ไปเพียงอย่างเดียว ในขณะที่แคลริสซ่ากลับพยายามทุกวิถีทางที่จะกระตุ้นให้เขามีกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อโดยไม่นำพาแม้แต่น้อยว่าถ้อยคำที่เขากล่าวแก่เธอว่า “ผมจะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อให้คุณพึงพอใจ” มันจะแฝงนัยของการประชดประชันสักเพียงใด ทั้งนี้ก็น่าจะเป็นเช่นคำพูดที่เขาพูดกับเธอนั่นเองว่า “มิสซิสดัลโลเวย์ ผู้ชอบจัดงานเลี้ยง เพื่อปกปิดความเงียบเหงา” อันสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกส่วนตัวของเธอออกมาอย่างชัดเจน (ริชาร์ดมักจะเรียกแคลริสซ่าว่า ‘มิสซิสดัลโลเวย์’ ตัวละครสำคัญในนวนิยายของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ เนื่องจากมีชื่อต้นเดียวกัน) ซึ่งเธอก็ได้ระเบิดมันออกมาอย่างรุนแรง เมื่อได้พูดคุยกับอดีตแฟนหนุ่ม (เจฟฟ์ แดเนี่ยลส์) ของริชาร์ดที่เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงตามคำเชิญของเธอ และทำให้ทุกคนได้รู้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ริชาร์ดถูกแฟนหนุ่มทอดทิ้ง และเขาติดเชื้อเอดส์ ทำให้ทุกๆวันเธอจะต้องเจียดเวลาไปคอยดูแลริชาร์ดที่กำลังป่วยหนักยังอพาร์ทเมนท์ของเขา เธอต้องพยายามปกปิดความรู้สึกอันแท้จริงของตนเองอย่างมากมายเพียงไหน แทบจะเรียกได้ว่าตลอดชีวิตของเธอคอยแต่จะคิดถึงเรื่องของคนอื่นเสมอ จนละเลยที่จะคิดถึงความสุขของตนเอง โดยเฉพาะกับชีวิตรักระหว่างเธอกับ แซลลี่ (อลิสัน แจนนี่ย์) ที่แม้จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาอย่างเปิดเผยนับสิบปีแล้วก็ตาม แต่กลับจะคล้ายๆเหมือนเหินห่างและชืดชาลงไปไม่น้อย ขณะที่เธอกลับแสดงออกต่อคนรอบข้างด้วยความร่าเริงแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าโลกนี้ไม่มีคำว่าเศร้าในห้วงความคิดของเธอแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงเลย และคนที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยปลดปล่อยพันธนาการในชีวิตของแคลริสซ่าได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากริชาร์ดเพียงคนเดียว



ดังกล่าวไว้ในตอนต้นว่า ยุคสมัยที่แตกต่างทำให้ผู้หญิงทั้งสามคนที่มีชีวิตอยู่คนละยุคสมัย แต่กลับตกอยู่ในห้วงอารมณ์และความรู้สึกเดียวกัน ได้ตัดสินใจ ‘เลือก’ ขีดเส้นทางเดินให้แก่ชีวิตของตนที่ผิดแผก... เวอร์จิเนีย วูล์ฟต้องใช้ชีวิตหลังจากนั้นอยู่ต่อมานานอีกหลายปี กว่าที่เธอจะตัดสินใจเลือกความตายเป็นทางออกให้แก่ชีวิตของตนเอง ตรงนี้น่าจะเป็นเพราะสภาพของสังคมยุคก่อน ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้หญิงมีทางเลือกในการดำเนินชีวิตเพียงลำพังเท่าใดนั้น แม้ว่าเวอร์จิเนีย วูล์ฟจะมีชื่อเสียงโดดเด่นในงานของความเป็นนักเขียนหัวก้าวหน้า ที่บุกเบิกแนวทางใหม่ให้แก่วงการวรรณกรรมโลกก็ตาม ทว่าในความเป็นจริง ผลงานของเธอได้ถูกนำมาวิเคราะห์ศึกษากันอย่างละเอียดก็หลังจากที่เธอเสียชีวิตลงแล้ว อีกทั้งเธอเองก็ต้องต่อสู้กับสภาพความป่วยไข้ทางจิตอันทุกข์ทรมานมาโดยตลอด การเลือกความตายเป็นทางออกให้แก่ชีวิตของตนเอง จึงน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับเธออย่างแท้จริง

ต่างจากในกรณีของลอร่า บราว์น ยุคสมัยที่เธอใช้ชีวิตอยู่นั้น สังคมค่อนข้างจะเปิดกว้างมากขึ้น มิได้ถูกจำกัดให้อยู่แต่เพียงภายในบ้านอีกต่อไป เห็นได้จากการที่เธอสามารถจะขับรถไปไหนต่อไหนได้อย่างเสรี และไปเปิดห้องเช่าในโรงแรมเพื่อพักผ่อนเพียงลำพังได้ง่ายๆ แค่มีเงินในกระเป๋าเท่านั้น ดังนั้น เมื่อลอร่าเปลี่ยนใจที่จะเลือกความตายเป็นทางออกให้แก่ตนเอง การกลับมาดำเนินชีวิตอันจำเจกับสามีผู้น่าเบื่อหน่ายอีกครั้ง ก็เพื่อเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเลือกครั้งใหม่ที่เธอเองเป็นผู้กำหนด คือการนำพาตนเองไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานที่อันห่างไกลจากสภาพแวดล้อมเดิม ความผิดใหญ่หลวงเพียงประการเดียวของลอร่า ก็คือการที่เธอละทิ้งครอบครัวไปอย่างไม่ไยดี ซึ่งนั่นก็เท่ากับทำให้เธอแทบไม่ต่างจาก ‘ตาย’ ไปเสียแล้วจากครอบครัวเดิม ด้วยเหตุผลง่ายๆที่เธอพูดกับแคลริสซ่าว่า “ฉันเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป”

สำหรับแคลริสซ่า วอห์น ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน ที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และสามารถเลือกใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรีดังใจปรารถนา เห็นได้ชัดเจนจากการที่เธอสามารถใช้ชีวิตคู่รักแบบเลสเบี้ยนกับแฟนสาวได้อย่างเปิดเผย โดยไม่จำเป็นต้องแอบซ่อนไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้อย่างในยุคของเวอร์จิเนียหรือลอร่า ความตายอย่างกะทันหันของริชาร์ด แม้จะทำให้เธอรู้สึกเคว้งคว้างอยู่บ้างในตอนแรก แต่การเดินทางมาถึงของลอร่า บราว์นในวัยชรา ที่มาสารภาพความผิดของตนในฐานะแม่ที่สร้างบาดแผลให้แก่ลูกชายของตนเอง ก็ทำให้แคลริสซ่าได้หันมายอมรับกับความจริงว่า ตัวเธอนั้นย่อมต้องมีชีวิตที่เป็นของเธอเองจริงๆบ้าง และนั่นก็เป็นสิ่งที่เธอทำมันหล่นหายไปแสนนานด้วยการที่เธอมัวแต่คิดถึงผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ความสงบสุขที่แท้จริงนั้นย่อมมิได้มาจากการพยายามหลีกหนีความทุกข์ หรือปกปิดความเงียบเหงาด้วยการจัดงานเลี้ยงตลอดเวลา หรือกระทั่งความพยายามจะยื้อยุดชีวิตของคนบางคนไว้ ทั้งที่คนๆนั้นก็ไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ต่อ เพียงเพื่อความพึงพอใจของตนเอง ทว่าความสงบสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็จากการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของชีวิต ที่ย่อมต้องมีทั้งทุกข์และสุขผสมปะปนคละเคล้ากันไปตลอด ซึ่งเธอจะต้องยอมรับทั้งทุกข์และสุขนั้นให้ได้ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง มิใช่การหลอกลวงตัวเองไปวันๆว่าชีวิตนี้มีแต่เฉพาะความสุข ดังที่เธอเคยปฏิบัติมา



ผู้กำกับ สตีเฟ่น ดัลดรี้ ที่เคยสร้างความประทับใจให้แก่นักดูหนังทั่วโลกมาแล้ว จากเรื่องราวของเด็กชายที่ต้องการจะเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ใน Billy Elliot (2000) ที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก ตามมาด้วยการได้เข้าชิงในสาขาเดียวกันอีกครั้งใน The Hours ซึ่งดัดแปลงสร้างจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของ ไมเคิล คันนิ่งแฮม โดย เดวิด แฮร์ ที่ได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยมด้วย (แต่พลาดให้แก่ The Pianist) ดัลดรี้นำเสนอเรื่องราวของตัวละครทั้งสามคนในลักษณะคู่ขนาน คือเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสามเหตุการณ์ ตัวละครหลักทั้งสามต่างกำลังอยู่สภาวะทางอารมณ์ที่คล้ายคลึงกัน คือรู้สึกอึดอัดกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ และต้องการจะพาตัวเองหลีกหนีไปให้พ้นเสียจากชีวิตในปัจจุบันขณะ หนังดูเหมือนจะสรุปให้คนดูเสร็จสรรพถึงตัดสินในเลือกหนทางในการชีวิตอยู่ต่อของตัวละคร ที่แม้จะแปลกแยกและต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เพียงลำพังสักเพียงไหนก็ตาม หากก็ยังคงเลือกที่จะมีชีวิต แม้ว่ามันจะต้องแลกกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่อาจนำกลับคืนมาได้ ทว่าเอาเข้าจริงแล้วก็มิได้ชัดเจนถึงขั้นนั้น หนังเลือกที่จะจบลงด้วยภาพของเวอร์จิเนีย วูล์ฟที่กำลังก้าวลงไปในแม่น้ำเพื่อปลิดชีพตนเอง ซึ่งเป็นฉากเดียวกับตอนเปิดเรื่อง พร้อมด้วยเสียงบรรยายที่พูดถึงการมีชีวิตในแบบที่เธอเป็น รวมถึงการที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเลือกที่จะมอบบรรณาการเช่นใดก็ได้ให้แก่ชีวิตตนเอง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะคือลมหายใจอันทุกข์ทรมาน หรือความตายอันสงบนิรันดร์

นิโคล คิดแมนได้รับทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์จากเรื่องนี้ ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นบทบาทการแสดงที่ดีที่สุดของเธอโดยแท้ การเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างไม่เหลือเค้าความสวยงามเดิมๆของเธอ คือการแสดงถึงความทุ่มเทให้กับบทบาทอย่างมาก ผสานกับการแสดงที่ดูหนักแน่น จริงจัง และน่าเชื่อถือ ทำให้ภาพของเวอร์จิเนีย วูล์ฟที่ออกมา ดูเต็มไปด้วยความกดดัน สับสน และพร้อมจะระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราดออกมาทันทีที่มีสิ่งเล็กน้อยเข้าไปกระทบ นักแสดงหญิงอีกสองคนที่ร่วมแสดงด้วยต่างก็ทำหน้าที่ยอดเยี่ยมด้วยกันทั้งคู่ บทลอร่า บราวน์ของจูเลี่ยนน์ มัวร์ออกจะมีสีสันน้อยที่สุด แต่มัวร์ก็ทำให้ภาพของแม่บ้านสาวในยุค ’50 ที่กำลังอยู่ในภาวะอึดอัดคับข้องใจกับชีวิตที่เงียบเหงาซ้ำซาก กลายเป็นตัวละครที่คนดูคงอดที่จะเห็นใจเธอไม่ได้ และน่าจะมีไม่น้อยที่คงจะยกโทษให้กับการกระทำของเธอในตอนจบ ส่วนเมอริล สตรีพในบทแคลริสซ่า วอห์น สาวใหญ่ในยุคปัจจุบันที่พยายามสร้างภาพความสุขให้แก่ชีวิตตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยเก็บกดความทุกข์นานัปการไว้ภายใต้เปลือกนอกของความร่าเริงที่แสดงออกต่อผู้คนรอบข้าง คือบทที่เอื้อให้สตรีพได้โชว์พลังทางการแสดงอันยอดเยี่ยมของเธอออกมาอย่างเต็มที่ และทำให้รู้สึกได้ว่าเธอคือตัวละครที่มีเลือดเนื้อและมีความรู้สึกของความเป็นมนุษย์มากที่สุดในบรรดาตัวละครทั้งสามตัวอย่างแท้จริง น่าเสียดายที่กรรมการออสการ์มองข้ามเธอไป ไม่แม้กระทั่งการเสนอชื่อเข้าชิงด้วยซ้ำ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ควรทำใจ ออสการ์ก็มีอะไรแปลกๆเช่นนี้อยู่เสมอ บทบาทที่สมควรได้เข้าชิงกลับพลาด แต่บทบาทที่แย่สุดๆจนไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้เข้าชิง (เช่น Music of the Heart) กลับได้เข้าชิงออสการ์อย่างหน้าตาเฉย

นักแสดงสมทบอีกสองคนที่โดดเด่นจนข้ามไปไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ โทนี่ คอลเล็ตต์ ในบท คิตตี้ เพื่อนบ้านของลอร่า ที่มาขอให้ลอร่าช่วยไปให้อาหารสุนัขที่บ้านระหว่างเธอไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล คอลเล็ตต์ออกมาเพียงแค่ฉากเดียว แต่ก็เป็นฉากเดียวที่โดดเด่นจนคนดูจดจำได้แม่นยำ โดยเฉพาะฉากที่เธอค่อยๆเปิดเผยความรู้สึกร้าวลึกภายในออกมาทีละน้อย ถึงความอ่อนแอเปราะบางที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆภายในจิตใจ และความรู้สึกผิดที่ตนไม่อาจทำหน้าที่ของ ‘ความเป็นผู้หญิง’ ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ สีหน้าของเธอในฉากดังกล่าวนี้เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็วราวกับเปลี่ยนหน้ากาก สื่อให้เห็นถึงความไม่มั่นคงในจิตใจของเธออย่างชัดเจน คิตตี้ถือเป็นหนึ่งในตัวแทนของสภาพชีวิตหญิงสาวในยุค ’50 ที่มีชีวิตเพียบพร้อมสมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นตรงข้าม ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว ชีวิตที่เป็นไปในลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นหญิงหรือชาย หรือมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยใดก็ตาม



เช่นเดียวกับโดยเอ๊ด แฮร์ริส ที่ถ่ายทอดภาพความทุกข์ทรมานชีวิตที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวออกมาได้อย่างแนบเนียน ในบท ริชาร์ด บราวน์ กวีหนุ่มและอดีตคนรักของแคลริสซ่าที่กำลังตกอยู่ในภาวะอับเฉาและแห้งแล้งที่จะต่อสู้กับการมีชีวิต ว่าไปแล้ว ริชาร์ดก็เป็นตัวแทนในโลกปัจจุบันของเวอร์จิเนีย วูล์ฟนั่นเอง หลายๆประโยคที่เขาเอ่ยออกมาด้วยสำเนียงดูถูก “หากผมไม่เป็นเอดส์ พวกเขาก็คงจะไม่ให้รางวัลผมหรอก” ก็มิได้แตกต่างจากยุคสมัยของวูล์ฟที่กว่าผลงานของเธอจะได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง ก็หลังจากที่เธอจมตัวเองลงในแม่น้ำไปเรียบร้อยแล้ว จึงได้มีการหยิบผลงานของเธอขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบและค้นหาร่องรอยอาการเจ็บป่วยทางจิตใจของเธอในภายหลัง

นอกจากนี้ ความคล้ายคลึงของทั้งสองยังปรากฏชัดเจนในเรื่องรสนิยมทางเพศ เห็นได้ชัดเจนว่าริชาร์ดเป็นเกย์ ส่วนเวอร์จิเนีย วูล์ฟ ตามประวัติส่วนตัวของเธอก็ระบุว่าเธอเป็นไบเซ็กซ์ช่วล แน่นอนว่าด้วยยุคสมัยที่แตกต่าง ริชาร์ดอาจจะโชคดีกว่าเวอร์จิเนีย วูล์ฟ ตรงที่ริชาร์ดสามารถจะใช้ชีวิตคู่ของตนเองได้อย่างเปิดเผย ขณะที่เวอร์จิเนีย วูล์ฟกลับต้องคอยหลบๆซ่อนๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การใช้ชีวิตในสังคมที่ยังคงยึดถือคติเรื่องชายจริง-หญิงแท้ และความผันแปรไม่แน่นอนในจิตใจมนุษย์ที่ยังคงซับซ้อนยากหยั่งถึงอยู่เช่นเดิม ก็ทำให้ตลอดเส้นทางชีวิตของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยความเปลี่ยวเหงาและเดียวดาย คล้ายเป็นชีวิตที่ถูกสาปให้มีเพียงความตายเท่านั้นคือทางออก...
เศรษฐศิริ

อำนวยการสร้าง-สก๊อตต์ รูดิน, โรเบิร์ต ฟ็อกซ์/กำกับภาพยนตร์-สตีเฟ่น ดัลดรี้/บทภาพยนตร์-เดวิด แฮร์ (จากนิยายชื่อเรื่องเดียวกันของ ไมเคิล คันนิ่งแฮม)/กำกับภาพ-ซีมัส แม็คกราวี่ย์/ลำดับภาพ-ปีเตอร์ บอยล์/ออกแบบงานสร้าง-มาเรีย ด์เจอร์โควิค/กำกับศิลป์-นิค พัลเมอร์, จูดี้ รีห์/ดนตรีประกอบ-ฟิลิป กลาส/ผู้แสดง-เมอริส สตรีพ (แคลริสซ่า วอห์น), นิโคล คิดแมน (เวอร์จิเนีย วูล์ฟ), จูเลี่ยนน์ มัวร์ (ลอร่า บราวน์), เอ๊ด แฮร์ริส (ริชาร์ด บราวน์), จอห์น ซี. ไรลี่ย์ (แดน), โทนี่ คอลเล็ตต์ (คิตตี้)

*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics



No comments: