INDIANA JONES AND THE KINGDOM
OF THE CRYSTAL SKULL ***
แก่เพราะกินข้าว เก๋าเพราะอยู่นาน
...ได้ยินว่ารายได้ของอินดี้ภาคนี้ในบ้านเรา ไม่ค่อยทะลุพุ่งกระฉูดตามที่มีผู้คาดการณ์ไว้เท่าใด แม้จะขึ้นถึงอันดับหนึ่งในสัปดาห์แรก แต่เมื่อเทียบอัตราส่วนรายได้เฉลี่ยต่อโรงแล้ว ถือว่าต่ำกว่าหนังอันเดอร์เรทอย่าง Iron Man ด้วยซ้ำ (จำขี้ปากคนอื่นมาพูดอ่ะนะ) เลยมีคนอดคิด อดโทษ และอดโยนความผิดไปให้พวกเทปผีซีดีเถื่อนไม่ได้ ว่าเป็นตัวการดูดรายได้อันควรจะพึงลอยเข้ากระเป๋าค่ายหนังไปอย่างหน้าด้านๆ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากนอกจากเสียค่าไฟกับค่าแผ่นซีดีไม่กี่บาท แต่รับกำไรคืนกลับอื้อซ่า!
เอาเหอะ ไม่อยากพูดมากให้เข้าใจผิดว่าออกมาเถียงแทนพวกทำเทปผีซีดีเถื่อน คนทำงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับหนังในสื่อสิ่งพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณชนก็มักจะเกิดอาการกลืนแล้วไม่อยากคาย เข้าแล้วก็ไม่อยากออกเช่นนี้ คือถึงแม้จะโปรดปรานการบริโภคของพวกนี้เพียงใด (เพราะ 1. ถูก! 2. หนัง/เพลง/ละคร ‘เสื่อมๆ’ มีเยอะ!!) แต่เวลาพูดออกสื่อฯ ก็ต้องทำทีเป็นว่ารังเกียจต่อต้านวัตถุผิดกฎหมายพวกนี้เต็มประดา ไม่งั้นก็อย่าเอ่ยถึงเลยเป็นดีที่สุด (นั่นดิ๊! แล้วจะพูดทำไมให้เข้าตัวเปล่าๆ งั้นขอหยุดความปากมากของตนไว้ในวงเล็บนี้ละกัน)
ส่วนตัวผมไม่คิดว่าที่รายได้ของอินดี้ภาคนี้ในบ้านเราไม่แรงอย่างควรจะเป็น มิน่าเกิดจากเทปผีซีดีเถื่อนหรอก ถึงจะบอกไม่ได้ว่ามีทำออกมาขายหรือเปล่า (เพราะผมไปดูฟรีในรอบสื่อฯแล้ว และไม่คิดเสียเวลาแสวงหามาดูอีก) แต่ที่เป็นเช่นนั้น มันอาจเป็นเพราะนักดูหนังยุคนี้ไม่เคยดูอินดี้ภาคแรกๆกันมาก่อน และถึงแม้จะเคยดู ก็ได้ดูจากจอใหญ่ๆเท่าที่ทีวีในบ้านตัวเองจะใหญ่ได้นั่นแหละ ส่งผลให้ความรู้สึกสนุกสนานหฤหรรษ์ไปกับการผจญภัยตามล่าสมบัติของอินดี้ในสามภาคแรกเกิดขึ้นน้อยเต็มที
ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ถึงจะได้ดูครบทั้งสามภาค (สองภาคแรกจากวิดีโอเทป ภาคสามในโรง) ถึงจะยอมรับจากใจจริงว่ามันเป็นหนังผจญภัยที่ดูสนุกตื่นเต้นดี แต่ผมก็มิได้เกิดความติดอกติดใจเป็นพิเศษ ถึงขั้นประกาศตัวเองว่าเป็นแฟนหนังชุดนี้ได้เต็มปาก
ผมจึงอดรู้สึกสะหยึมกึ๋ยจึ๋ยรับประทานอย่างเสียมิได้ เวลาได้ยินใครพูดถึงอินดี้ภาคนี้ด้วยถ้อยคำว่า “สิ้นสุดการรอคอย” ฟังทีไรมันให้รู้สึกอยากแหวะ! (แต่นั่นแหละ แม้จะเป็นการพูดถึงหนังเรื่องอื่น ผมก็รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบอ้วกแตกครือกัน เพราะฟังแล้วมันเท่เกินมนุษย์มนา) ซึ่งจนถึงขณะนี้ที่กำลังนั่งเผา เอ๊ย! ปั่นต้นฉบับนี้ ผมยังตอบตัวเองไม่ถนัดนักว่า ถ้ามิได้ทำงานข้องเกี่ยวกับการดูหนัง ผมจะไปดูมันหรือเปล่า!
เหตุผลถัดมา ซึ่งผมเห็นว่าค่อนข้างมีน้ำหนักไม่น้อยคือ แฮร์ริสัน ฟอร์ด นั้นดูหมดสภาพความเป็นวีรบุรุษนักผจญภัยไปเรียบร้อยแล้ว พูดตรงๆให้แฟนคลับเจ็บใจเล่น คือเขาทั้งแก่ทั้งโทรม หนังหน้ายับย่นเหมือนพรมเช็ดเท้า รูปร่างก็ทั้งอ้วนทั้งฉุ ห่างไกลจากความสง่างามบึกบึน เต็มไปด้วยด้วยความกระฉับกระเฉงแคล่วคล่องแบบเมื่อสิบ-ยี่สิบปีก่อนลิบลับ ยิ่งได้ดูฉากอินดี้วิ่งไล่วิ่งหนีผู้ร้ายในภาคนี้ ผมยังลุ้นจนแทบนั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น เพราะกลัวจะเห็นอินดี้ขาดใจตายคาจอ!
แถมในช่วงหลังๆ หนังแอ็คชั่นหลายเรื่องที่เขารับบทนำก็ไม่ค่อยจะได้รับผลตอบรับในแง่ดีนัก พูดให้ชัดคือแค่รู้ว่าเขาเล่นก็ไม่นึกอยากดูเสียแล้ว เช่น Firewall, Hollywood Homicide จนในความรู้สึกของผม ชื่อของเขาเหมือนๆจะเป็นดาราตกกระป๋องไปแล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่เมื่อก่อนผมชอบเขาจะตายไป...อย่างสมัยเขาหนุ่มๆ ผมถือว่าเขาเป็นนักแสดงบทแอ็คชั่น ปรกติแต่งสูทผูกไทก็ดูหล่อแล้วประมาณหนึ่ง แต่พอลงไปคลุกดินคลุกฝุ่นกลับยิ่งหล่อขึ้นได้อีกจนไม่น่าเชื่อ (ไม่เชื่อก็ไปหาอินดี้กับสตาร์วอร์สามภาคแรกมาดู) แถมมาดเขาก็ออกจะดูดีมีการศึกษากว่านักแสดงบทแอ็คชั่นรุ่นไล่เลี่ยกันอย่าง ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน, อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ รวมถึง บรูซ วิลลิส ด้วยเอ้า!
ไม่ว่าจะเป็นแฟนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าก็ตาม ล้วนยอมรับกันอย่างหมดใจว่าคงจะหานักแสดงคนใดมารับบทอินดี้ แล้วดูมีเสน่ห์พลิ้วไหวล้นเหลือเท่าฟอร์ดได้ยาก (แต่ก็ไม่ถึงกับจะเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่งั้น เจมส์ บอนด์ 007 ก็คงจะจบสิ้นไปตั้งแต่ปู่ ฌอน คอนเนอรี่ ได้สติ ขอถอนตัวจากบทนี้แล้ว!) การหวนกลับมารับบทตัวละครที่โด่งดังสุดๆในชีวิตการแสดงของตนในครั้งนี้ นั่งๆดูไปผมยังคิดว่ามันออกจะเป็นการทำร้ายความรู้สึกแฟนคลับอินดี้ได้สาหัสสากรรจ์ ยิ่งกว่าการให้นักแสดงหงำเหงือกอย่าง จอร์จ ฮอลล์ มาเล่นเป็นอินดี้วัยดึกในซีรี่ส์ทีวีอีกนะ!
นั่นเพราะฟอร์ดได้ทำให้อินดี้มีภาพของความเป็นวีรบุรุษนักผจญภัยอันจำหลักแน่นในใจคนดูไปแล้ว พูดง่ายๆคือเขาทำให้คนดูเกิดความ ‘ยึดติด’ ไปแล้วว่าตัวตนและบุคลิกของอินดี้ในหนังจะต้องดูดีดูเท่-สง่า-สมาร์ท-ขี้เล่น-มีอารมณ์ขัน ดังที่ปรากฏในสามภาคแรก ซึ่งเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ถึงคนดูจะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์เขามาโดยตลอด แต่ก็เป็นในบทบาทอื่น และหากให้พูดกันจริงๆ ผมก็ว่าหลายคนคงคิดตรงกันว่าฟอร์ดไม่น่าจะอยากกลับมาเล่นบทอินดี้อีก เพราะเวลาที่ผันผ่าน มีแต่จะทำให้สังขารคนเราเสื่อมทรุดโทรมจนเห็นชัดเสียยิ่งกว่าชัด! แต่เอาเข้าจริงไม่ต้องนานขนาดนั้น แค่สิบปีก็แทบไม่อยากมองตัวเองในกระจกแล้ว (เอ๊ะ นี่พูดถึงใครเนี่ย!) น่าจะเอาอย่าง เกรต้า การ์โบ ที่พอรู้ตัวว่าเริ่มแก่ เนื้อหนังหย่อนยาน ก็ล่องหนออกจากวงการ ไม่ยอมให้ใครเห็นรูปร่างหน้าตาอีกเลย...
อย่างไรก็ดี เห็นได้ชัดว่าถึงฟอร์ดจะแก่ แต่เขาก็ยังมีความเก๋าพอจะช่วยให้เอาตัวรอด (ขายผ้าเอาหน้ารอด อิอิ) ไปกับบทได้ตามสมควร นี่ผมพยายามพูดด้วยใจเป็นธรรมสุดๆแล้วนะครับ เพราะถ้าให้พูดจากใจจริง...สำหรับคนดูหนังทั่วไปที่มิได้เป็นแฟนคลับอินดี้ แค่ทราบว่าจะต้องไปดูคุณปู่วัยเหยียบ 70 วิ่งโลดโผนโจนทะยาน ก็คงให้นึกสงสารตัวเองจนทนดูไม่ไหว ถึงจะวางเป้าล่อให้หนุ่มหน้าละอ่อน ไชอา ลาเบิฟ มาเป็นตัวเรียกแขกแล้วก็ตาม เพราะผมว่าเจ้าหมอนี่คงเรียกได้ก็เฉพาะเพศที่ ‘ไม่ใช่ผู้ชาย’ นั่นแหละ แล้วหนังแนวนี้ก็ไม่น่าจะเป็นที่นิยมของกลุ่มคนเพศดังกล่าวเท่าใดนัก (ถ้าเป็น What Happened in Vegas หรือ Sex in the City ก็ว่าไปอย่าง หนังเสื่อมแค่ไหนก็ยังยืนยันว่าสนุก!)
ดังนั้น ผมจึงออกจะปักใจเชื่อว่าคนที่ยอมลงทุนซื้อแผ่น อุ๊บส์! ซื้อตั๋วราคาร้อยกว่าบาทในยุคข้าวยากหมากแพง น้ำมันมีโอกาสลิตรละ 50 บาทแน่ๆเช่นยุคนี้ จึงน่าจะเหลือเพียงกลุ่มคนชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ, กลุ่มแฟนคลับพ่อมดฮอลลีวู้ด สตีเว่น สปีลเบิร์ก และกลุ่มแฟนคลับอินดี้ (เอ...แล้วผมจะจัดตัวเองเข้ากลุ่มใดดีหว่า...กลุ่ม ‘ไหนๆดูกันมาแล้ว ก็ดูๆมันไปให้ครบๆละกัน’ ดีไหม?)
อ่านถึงบรรทัดนี้ ก็คงทราบกันแล้วละมังว่าผมรู้สึกเช่นไรกับอินดี้ภาคสี่ ขอบอกอีกทีให้ชัดๆละกันว่าผมไม่ค่อยปลื้มเท่าใด แต่ก็ไม่ผิดหวัง เพราะจริงๆ มิได้คาดหวังอันใดเลย นอกจากความสนุก ซึ่งก็ได้มาแค่ประมาณหนึ่ง แต่เทียบกับที่เคยได้จากภาคสอง The Temple of Doom ถือว่าห่างกันหลายขุม (เทียบกับภาคสามยังพอทำเนา แต่ภาคแรกนั้นน่าเบื่อมาก) ทั้งที่ผมดูภาคสองจากวิดีโอ แต่ก็ยังรู้สึกสนุกสนานน่าติดตามโดยตลอด
คิดไปคิดมา ผมว่าสิ่งที่เหมือนจะขาดหายไปในอินดี้ภาคสี่ เมื่อเทียบกับภาคสอง เห็นจะหนีไม่พ้นการหยอด ‘มุกฮาอารมณ์ขัน’ เข้ามาอย่างถูกจังหวะละมัง แม้จะรู้สึกตงิดใจว่ามุกในภาคสองออกจะเคลือบแฝงได้อคติทางชาติพันธุ์อยู่บ้างก็ตาม แต่โดยรวมๆมันก็มีเหตุการณ์ชวนลุ้นระทึกน่าตื่นเต้นและออกแนวบ้าๆบอๆกว่าภาคอื่นๆ (คงเพราะอย่างหลังนั่นแหละ ผมถึงชอบภาคนี้มากที่สุด) แต่ภาคสี่ มุกตลกมันค่อนข้างลึกจนไม่เก็ท และออกแนวพูดเรื่องส่วนตัวไปหน่อย เช่นตอนอินดี้เถียงกับ มาเรียน (คาเรน อัลเลน) เรื่องใครทิ้งใครก่อนนั้น ฟังแล้วปวดหัวและน่ารำคาญจนอยากให้รถคว่ำตายซะทั้งคู่!
ไม่แค่นั้น ผมยังรู้สึกว่าอินดี้ภาคนี้ มีหลายฉากแสดงออกชัดเจนว่าต้องการแสดงความคารวะหนังและดาราฮอลลีวู้ดยุคคลาสสิก เช่นฉากเปิดตัว มัตต์ วิลเลี่ยมส์ ลูกนอกสมรสของอินดี้ บนรถช็อปเปอร์กับบุคลิกท่าทีถอดแบบมาจาก มาร์ลอน แบรนโด ใน The Wild One รวมถึงฉากเปิดเรื่องให้วัยรุ่นซิ่งรถกับรถทหาร ซึ่งว่ากันว่าทำเพื่อเอาใจ จอร์จ ลูคัส เพราะเอามาจากหนัง American Graffiti ของลูคัสนั่นเอง แต่ที่ผมสงสัยเป็นกำลังคือฉากเล็กฉากน้อยซึ่งดูแล้วกลับคิดถึงหนังเรื่องอื่นๆ เช่นฉากขับรถไล่ล่าริมหน้าผากับป่าดงดิบที่มัตต์โหนเถาวัลย์ออกมา ความรู้สึกแรกคิดถึงฉากในเรื่อง King Kong พร้อมกับคิดว่าถ้าสปีลเบิร์กจะสร้าง Tarzan ก็ไม่ต้องแคสท์ดาราใหม่ให้เสียเวลา, ฉากอาณาจักรโบราณก็ชวนให้คิดถึงเซ็ตติ้งใน Apocalypto ของ เมล กิ๊บสัน แต่ที่เด็ดขาดบาดสมองยิ่งกว่านั้น คือฉากจานบินของมนุษย์ต่างดาวตอนท้ายเรื่อง มันช่างเหมือนฉากจบของ X-Files: Fight the Future เอามั่กๆ!
นอกจากนี้ พล็อตเรื่องของภาคนี้อันเป็นการติดตามหากะโหลกแก้ว ซึ่งแท้จริงแล้วมาเฉลยว่าคือกะโหลกมนุษย์ต่างดาวผู้เคยมาเยือนโลกมนุษย์ และทิ้งร่องรอยอารยธรรมความเจริญนานาไว้ให้กลายเป็นปริศนาให้มนุษย์ปัจจุบันพยายามค้นหาคำตอบอย่างเอาเป็นเอาตายตลอดมา ก็แทบจะว่าเป็นการลอกประเด็นเดียวกับที่หนัง Stargate (1994) ของผู้กำกับ โรแลนด์ เอ็มเมอริช มาพูดใหม่ซะงั้น!
น่าสังเกตว่าการผจญภัยเพื่อตามหาวัตถุโบราณของอินดี้ภาคนี้ มีลักษณะแตกต่างจากภาคก่อนๆ ตรงที่กะโหลกแก้วนั้น มิได้มีความเกี่ยวพันกับหลักความเชื่อหรือลัทธิทางศาสนาเหมือนกับหีบศักดิ์สิทธิ์, ศิลาศักดิ์สิทธิ์ และจอกศักดิ์สิทธิ์ (จะเห็นว่าทั้งสามสิ่งล้วนมีคำว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ ต่อท้าย แสดงให้เห็นถึงความเป็นวัตถุล้ำค่าสูงส่งควรแก่การเคารพบูชา) แต่กะโหลกแก้วมีความเกี่ยวพันกับแหล่งที่มาแห่ง ‘ความรู้’ ซึ่งมนุษยชาติเฝ้าเพียรแสวงหาคำตอบมาเนิ่นนาน
ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่นำพาคนดูบุกเข้าไปในโกดังของ Area 51 อันเป็นบริเวณที่ล่ำลือกันว่าเป็นสถานที่เก็บรักษาสรรพสิ่งต่างๆอันอุดมไปด้วยเทคโนโลยีล้ำเลิศจากต่างดาว (พูดตามจริง ตอนดูตัวอย่างหนัง ผมยังนึกว่าภาคนี้จะต่อเนื่องจากภาคแรก The Lost Ark คือกำหนดให้อินดี้เข้าไปค้นหาหีบศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกรัฐบาลหลอกใช้ให้ไปนำมาเก็บไว้ในโกดังแห่งนี้ แต่ผิดคาด) ต่อด้วยฉากทดลองระเบิดนิวเคลียร์ เรื่อยไปจนถึงฉากสุดท้ายที่เฉลยว่าเป็นเรื่องมนุษย์ต่างดาว ซึ่งส่งผลให้เรื่องราวของอินดี้ภาคนี้ มีความเป็นนิยายวิทยาศาสตร์มากภาคอื่นๆ
และภาคนี้ยังเป็นการบอกให้คนดูรับรู้ ว่าสปีลเบิร์กหันกลับมามองมนุษย์ต่างดาว ด้วยสายตาและความรู้สึกเป็นมิตรอีกครั้ง หลังจากเคยเฉไฉไปมองในแง่ร้ายมาจาก War of the Worlds (2005) ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุการณ์ 9/11 หรือเปล่า ถึงทำให้สปีลเบิร์กมีมุมมองและทัศนคติต่อสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกผิดแผกไป (ก็คงจะเช่นเดียวกับกรณีของ แฟรงค์ ดาราบองท์ กับ The Mist กระมัง) และหลังจากนี้ น่าเชื่อว่าต่อไปเราคงจะได้ดูหนังที่มองมนุษย์ต่างดาวในแง่บวกจากสปีลเบิร์กอีกแน่ๆ
อยากจะขอพูดตรงๆส่งท้ายให้แฟนคลับอินดี้เจ็บใจเล่น ว่าการกลับมาใหม่ของอินดี้ในครั้งนี้ ไม่ชวนให้รู้สึกประทับใจเท่าใดนัก เชื่อว่าการที่ภาคนี้ทำเงินได้มากเป็นเพราะบารมีซึ่งสั่งสมไว้จากสามภาคแรกเป็นสำคัญ แล้วอะไรที่ห่างหายไปนาน พอกลับมาย่อมได้รับการต้อนรับดิบดีเป็นธรรมดา แต่ถ้าหากจะมีภาคห้าตามออกมาโดยใช้สูตรแบบนี้ เชื่อได้ว่าหนังต้องเจ๊งแน่! เพราะธรรมชาติของนักดูหนังมีปัญญาย่อมจะยอมให้ถูกหลอกแค่ครั้งเดียว มากกว่านั้นมันคือรู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก
ซึ่งจะเรียกว่าเป็นความโง่หรือความฉลาดก็สุดแท้แต่...
สมเกียรติ ชินตระกูลวัฒนะ
อำนวยการสร้าง-แฟรงค์ มาร์แชลล์/กำกับภาพยนตร์-สตีเว่น สปีลเบิร์ก/บทภาพยนตร์-เดวิน โคปป์ (จากเรื่องของจอร์จ ลูคัส, เจฟฟ์ นาธานสัน)/กำกับภาพ-จานุสซ์ คามินสกี้/ลำดับภาพ-ไมเคิล คาห์น/ออกแบบงานสร้าง-กาย ไดแอส/เครื่องแต่งกาย-เบอร์นี่ พอลแล็ค, แมรี่ โซฟรีส์/ดนตรีประกอบ-จอห์น วิลเลี่ยมส์/ผู้แสดง-แฮร์ริสัน ฟอร์ด (อินเดียน่า โจนส์), คาเรน อัลเลน (มาเรียน เรเวนวู้ด), เคท บลันเช็ตต์ (อิริน่า สปาลโก้), ไชอา ลาเบิฟ (มัตต์ วิลเลี่ยมส์), เรย์ วินสโตน (แม็ค), จอห์น เฮิร์ท (อ็อกซ์ลี่ย์)
*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics





No comments:
Post a Comment