เด็กเมืองกาญจน์
Q : สวัสดีค่ะพี่สมเกียรติ... สบายดีหรือเปล่าคะ ไม่ได้เขียนมาคุยด้วยซะนานเลย พอดีว่าไม่ค่อยว่างค่ะ ทำงานไม่ได้หยุดเลย พอดีว่าวันนี้มีโอกาสประจวบเหมาะก็เลยเขียนมาหาพี่น่ะค่ะ SP. ฉบับ 581 ไม่มีทั้งเปิดม่าน-We Read You Mail ก็เลย เอ๊ะ! หายไปไหน คิดถึงค่ะ ก็เลยอยากจะเขียนมาคุยด้วยสักหน่อย
A : แหม...พอทราบว่ามีคนอ่านคิดถึงผมแล้ว มันชวนให้รู้สึก ‘ชื่นใจ’ จังเลย... ไม่ได้หายไปไหรหรอกครับ ยังอยู่ครบถ้วนทั้งสองคอลัมน์ เพียงแต่ต้องมีการสลับผลัดเปลี่ยนหน้าที่กันเล็กน้อย ดังที่คงจะได้รับทราบกันดีแล้ว และขอบคุณคุณเด็กเมืองกาญจน์เป็นอย่างสูงนะครับ ที่แม้จะงานยุ่งแต่ก็ยังกรุณาสละเวลาเขียนจดหมายมาคุยกัน...
Q : พี่สมเกียรติได้ดูละคะ บ่วงบรรจถรณ์ หรือเปล่าคะ ขอบอกว่าพี่มาช่าสวยมาก เห็นแล้วใจละลายเลยค่ะ (จริงมั้ย) เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลก แต่ชอบที่ละครสื่อออกมาลึกซึ้งดีค่ะ
A : ไม่ได้ดูแบบจริงๆจังครับ เพราะติดดู เส้นไหมสีเงิน ที่ออกอากาศทางอีกช่องอยู่ แต่ก็กดรีโมทสลับไปดูความสวยของพี่มาช่าเป็นระยะๆครับ และก็เห็นด้วยกับคุณเด็กเมืองกาญจน์พัน-หมื่น-แสน-ล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่าเรื่องนี้พี่มาช่าเธอสวยมากกกก...สวยชนิดที่ทำให้ผมแทบขาดใจตายอยู่หน้าจอเลยทีเดียว! (อย่าโห่เลยนะครับ...ผมหมายความอย่างที่พูดจริงๆ)
Q : พี่ได้ดูเรื่อง Crossroads หรือยังคะ หนูยังไม่ได้ดูเลย เพราะอยู่ต่างจังหวัด หนังยังไม่เข้าโรงเลย จะเข้าไปดูที่ กทม. ก็ไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ แต่ยังไงก็ต้องไปดูให้ได้ เพราะชอบ Britney Spears มาก ทีวีรึก็เปิดเพลง “I’m Not a Girl, Not Yet a Woman” บ่อยมาก แต่ร้องไม่ได้สักที เพราะไม่มีเนื้อ จึงขอความกรุณาพี่สมเกียรติช่วยลงเนื้อเพลงให้หน่อยนะคะ (ขอบคุณค่ะ)
A : ไม่ได้ดูเรื่องนี้เหมือนกันครับ ส่วนเพลงนี้ก็ร้องไม่เป็นเหมือนกัน (แถมก็ไม่แน่ใจอีกต่างหากว่าเคยได้ยินผ่านหูบ้างหรือเปล่า) แต่เรื่องเนื้อเพลงนั้นไม่มีปัญหาครับ นำลงให้ทันที ร้องเป็นร้องคล่องเมื่อไหร่ล่ะก็...อย่าลืมมาร้องให้ผมฟังบ้างนะครับ
I'M NOT A GIRL, NOT YET A WOMAN
Britney Spears
I used to think, I had the answers to everything.
But, now I know that life doesn't always go my way, yeah.
It feels like I'm caught in the middle that's when I realized.
I'm not a girl, Not yet a woman.
All I need is time, A moment that is mine.
While I'm in between, I'm not a girl.
There is no need to protect me.
It's time that I learn to face up to this on my own.
I've seen much more than I know now.
So, don't tell me to shut my eyes.
I'm not a girl. (I'm not a girl not yet a woman)
Not yet a woman. (when I find the woman in me)
All I need is time, A moment that is mine.
While I'm in between, I'm not a girl.
But if you look at me closely, You will see it in my eyes
This girl will always find her way.
(I'm not a girl) I'm not a girl.
Don't tell me what to believe. (Not yet a woman)
I'm just trying to find the woman in me, yeah. (All I need is time)
Ohhh, all I need is time that's mine, While I'm in between
I'm not a girl. (Not a girl, Not yet a woman)
Not yet a woman. (I find the woman in me)
Not now, All I need is time (ohhh, all I need is time that's mine)
A moment that is mine. (that's mine)
While I'm in between, I'm not a girl.
Ohhhh, Not yet a woman
Q : นอกเรื่องนิดนึงนะคะ เพลงของบางแก้ว ชื่อเพลงว่า “ปีนเกลียว” คำว่าปีนเกลียวมีความหมายว่าอย่างไรคะ รู้ก็ตอบไม่รู้ก็ไม่ต้องตอบก็ได้นะคะ (ขอบคุณค่ะ)
A : รู้แต่ไม่ชัวร์ครับ เลยไม่กล้าอธิบายตามความเข้าใจส่วนตัวเพราะกลัวว่าจะผิด เพราะฉะนั้นก็จำเป็นต้องพึ่งพาตำราที่มีผู้รู้ได้อธิบายความหมายของคำๆนี้ไว้...คัดลอกมาจากหนังสือ สำนวนไทย ของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) นะครับ...
“ปีนเกลียว เป็นสำนวนหมายความว่า ก้าวก่ายออกนอกทางไม่ลงรอยกัน มูลของสำนวนมาจากโลหะหรือไม้ที่ทำให้เป็นร่องเป็นเกลียวในเนื้อ แยกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเรียกว่าเกลียวตัวผู้ อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าเกลียวตัวเมีย เป็นคู่กัน สำหรับสวมโดยวิธีหมุนให้เข้าไปตามร่องเกลียว ถ้าหมุนเข้าเกลียวดีเรียกว่า ‘กินเกลียว’ ใช้เป็นสำนวนหมายความว่าลงรอยกัน ถ้าหมุนไม่เข้าเกลียวเรียกว่า ‘ปีนเกลียว’ ใช้เป็นสำนวนหมายความว่า ไม่ลงรอยกัน แก่งแย่งกัน ก้าวก่ายออกนอกทาง สำนวนนี้จะใช้กันมาเมื่อไรไม่ทราบ เท่าที่พบมีในหนังสือดุลยวิภาคพจนกิจของ ต.ว.ส. วัณณาโณ คือนายเทียนวรรณเป็นกลอนว่า
“อันแบบบทกฎประกาศพระราชบัญญัติ
เหมือนบรรทัดเที่ยงตรงจำนงหมาย
เหมือนบรรทัดเที่ยงตรงจำนงหมาย
แต่มนุษย์ยุดไม่มั่นหันเหียนกาย
จึงได้ป่ายปีนเกลียวเจียวจริงจริง”
Q : แล้วจะเขียนมาคุยด้วยอีกนะคะ และจะเป็นแฟนคลับ SP. ตลอดกาลเลยค่ะ ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะคะ เพราะอากาศร้อนมาก เดี๋ยวจะเป็นหวัดง่ายๆ ไม่มีใครตอบจดหมายA : ยังไงก็ต้องมีคนตอบจดหมายแน่นอนครับ... และขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำอวยพร ขอให้คุณเด็กเมืองกาญจน์รักษาสุขภาพเช่นกันนะครับ
ปอ
Q : สวัสดีค่ะพี่สมเกียรติ... ปิดเทอมนี้ชีพจรลงเท่ามากค่ะพี่ เป็นปิดเทอมที่อยากอยู่บ้าน แต่กลับได้ออกจากบ้านทุกอาทิตย์ ล่าสุดไปชะอำมาค่ะ เกือบจะไม่ได้ไปแล้วเชียว เพราะน้องชายจะไปพัทยา แต่หลังจากการจับไม้สั้นไม้ยาวแล้ว (บวกการอ้อนวอนอีกนิดหน่อย) ก็ได้ไปชะอำจนได้ สนุกมากๆค่ะ เล่นน้ำซะเพลินเลย ขากลับคนอื่นลงไปซื้อของกินกัน มีน้องคนเดียวที่นอนเฝ้ารถ เหนื่อยจริงๆ นอนแบบที่เรียกว่าสลบเลยพี่ สงสัยจะเหนื่อยจากวันก่อนที่จะไปชะอำด้วย เพราะไปเที่ยวดรีมเวิลด์กับเพื่อนๆในห้องมา ไปกัน 20 คนได้ค่ะ เที่ยวเล่นถ่ายรูปกันจนดรีมเวิลด์ปิด กว่าจะได้เที่ยวกันแบบนี้อีกก็โน่นแหละค่ะ...หลังเอ็นทรานซ์ เที่ยวคราวนี้ก็เป็นการเติมกำลังใจ เติมไฟในการเรียนหน่อย
A : ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องปอสอบเอ็นทรานซ์ผ่านเข้าไปเรียนในคณะและสาขาวิชาที่น้องมุ่งหวังครับ ประกาศผลสอบเมื่อไหร่ล่ะก็...ขอพี่เป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมแสดงความยินดีด้วยนะครับ...พูดถึงเรื่องไปเที่ยวแล้ว ไหนๆน้องปอก็อุตส่าห์เล่ามาให้นึกอิจฉา พี่ก็จะขอเล่าบ้างเพื่อไม่ให้น้อยหน้านะครับ (อิอิ)
ประมาณต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พี่ก็มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดเหมือนกันครับ...ที่ได้ไปนั้นก็เพราะได้รับความกรุณาจาก ‘พี่สาวใจดี’ ท่านหนึ่งซึ่งเผอิญได้มารู้จักกันทางอินเตอร์เน็ต ที่ได้กรุณาเปิดบ้านพักของท่านให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆชาวเน็ต (ในเว็บบอร์ดสนทนากับว.วินิจฉัยกุล) มีโอกาสไปพบปะสังสรรค์กันในโลกจริงๆบ้าง (จากที่พบกันใน ‘โลกเสมือน’ อยู่แล้วแทบทุกวัน) โดยมีท่านอาจารย์ ว.วินิจฉัยกุล ร่วมเดินทางไปด้วย (ขอกระซิบความลับกับน้องปอนะครับ ว่าพอพี่ได้ยิน ‘พี่สาวใจดี’ บอกว่าท่านอาจารย์ ว. จะร่วมเดินทางไปด้วย พี่ก็รีบตกปากรับคำทันทีไม่มีอิดออดแม้แต่น้อย ก็แหม...โอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับนักเขียนในดวงใจของเราน่ะ...มันหาได้ง่ายๆที่ไหนเล่าครับ)
นอกจากนี้พี่ก็ยังได้รับความเอื้อเฟื้อจาก ‘พี่ชายใจดี’ อีกท่านหนึ่งที่สละเวลาขับรถพาพี่ไปไกลถึงปากช่องโน่นแน่ะ...บรรยากาศโดยรวมก็ทั้งสนุกสนานและประทับใจดีครับ ได้พบปะกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆต่างวัยแต่มีความสนใจเดียวกันมานั่งคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างออกรส พี่เองก็ไม่ค่อยจะได้คุยอะไรกับเขาหรอกนะครับ ได้แต่ไปนั่งฟังคนอื่นเขาคุยกันเสียมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องหนังสือเรื่องนิยายเรื่องละครอะไรเทือกนี้...ตกดึกก็เม้าท์ถึงการประกวดนางสาวไทยกันเป็นที่เฮฮา...
แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆเพียงสองวันเท่านั้น แต่ก็เป็นสองวันที่พี่ทำให้มีความสุขมากถึงมากที่สุดครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการได้รับน้ำใจอันมากล้นจาก ‘พี่สาว’ และ ‘พี่ชาย’ ที่แสนดีทั้งสองท่าน (รวมถึงเพื่อนและน้องอีกบางท่านที่ช่วยอำนวยความสะดวกบางประการให้พี่ได้เดินทางในครั้งนี้) ...ทั้งๆที่จะว่าไปแล้ว พี่เองก็ไม่ใช่คนดีเด่มากพอต่อการจะได้รับอะไรดีๆแบบนี้จากผู้อื่นเสียด้วยซ้ำ... แต่พี่ก็ได้รับสิ่งดีๆเหล่านี้ครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่อให้มีเงินจำนวนมากมายเท่าไหร่ก็ไม่อาจหาซื้อมันมาได้เลย... แล้วอย่างนี้จะให้พี่คิดสั้นด่วนจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควรได้ยังไงล่ะครับ อ้อ! (เกือบลืม) ขอบคุณน้องปอสำหรับโปสการ์ดสวยๆจากชะอำนะครับ
Q : คอลัมน์ใหม่ อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ น้องชอบมากเลยค่ะ แต่ว่าเล่ม 582 ที่พี่สมเกียรติเขียน ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าที่พี่เขียนอ่ะ เก่ามาก คือว่าปัจจุบันนี้ไม่ต้องฉีดรอบสะดือแล้วค่ะพี่ ฉีดที่แขน 5 เข็ม บวกกับกันบาดทะยักอีก 3 เข็มซึ่งเป็นการกระตุ้น 5 ปี...ฮิฮิ ที่น้องรู้เพราะว่าเพิ่งโดนสุนัขกัดไปเมื่อก่อนปิดเทอมนี่เอง เป็นคราวเคราะห์ค่ะ เดินอยู่ดีๆก็โดนมันกัด โชคดีที่มันแก่แล้วและไม่เป็นบ้า โดนสุนัขกัดคราวนี้ทำให้น้องหายกลัวเข็มไปเลย โดนฉีดยาซะชาชินไป แต่คราวนี้พอเจอสุนัขที่ไหนจะเดินให้ห่างไว้ก่อนค่ะ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า
A : ขอบคุณน้องปออีกครั้งที่ช่วยให้ข้อมูลที่ถูกต้องมานะครับ เพราะคนมีประสบการณ์ตรงก็ย่อมจะต้องรู้ลึกรู้ดีกว่าคนไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเป็นธรรมดา ก่อนจะเขียนบทความชิ้นนั้น พี่เองก็กะจะลองไปให้สุนัขมันกัดอยู่เหมือนกันครับ จะได้เอาข้อมูลจริงๆเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาเขียน แต่เผอิญไม่กล้าพอ อีกอย่างก็รู้สึกว่าจะเป็นการลงทุนมากเกินไปหน่อย เลยอาศัยเขียนเอาจากที่เคยรับรู้รับทราบมาเท่านั้น...คาดว่าตอนนี้แผลของน้องที่โดนสุนัขกัดคงจะหายสนิทดีแล้ว...และพี่ก็เห็นด้วยกับน้องปอนะครับ ที่ว่าปลอดภัยไว้ก่อนย่อมดีกว่าแก้ไขทีหลังเสมอ
Q : อืม มีคอลัมน์เกี่ยวกับหนังสือที่นำมาสร้างเป็นหนังแล้ว น่าจะมีแบบเป็นเรื่องจริงเอามาสร้างเป็นหนังบ้างนะคะ ไม่ก็เรื่องที่เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้นำมาสร้างเป็นหนัง เพราะเวลาอ่าน The Critics’ Picks & Pans ของคุณวารินเนี่ย เวลาอ้างชื่ออะไรขึ้นมาแล้ว น้องไม่รู้จักก็จะเกิดอาการงวยงง อย่างเล่ม 582 เรื่อง Murder by Numbers บอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากคดีนาธาน ลีโอโพลด์ จูเนียร์กับริชาร์ด โลบ น้องก็จะเกิดอาการงงบวกสงสัยว่า 2 คนนี้เป็นใคร เขาไปทำอะไรกันมา หรือว่าอะไรคือ National Lampoon อันนี้น้องก็อยากรู้...ขอฝากไว้ด้วยนะคะ
A : ยินดีครับ สำหรับคอลัมน์ อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ ที่แต่เดิมวางไว้ว่าจะเป็นการกล่าวถึงหนังสือที่นำมาสร้างเป็นหนังเพียงอย่างเดียวนั้น เห็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนะครับ เพราะพี่ไปตรวจสอบดูแล้วก็พบว่าหนังสือที่นำมาสร้างเป็นหนัง...โดยเฉพาะหนังสือแปลเป็นไทย...มีอยู่ในตลาดหนังสือบ้านเราไม่มากนัก อีกทั้งบางเรื่องก็ไม่น่าสนใจเพียงพอต่อการนำมาเขียนถึงสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็อาจจะต้องมีการสลับสับเปลี่ยนเป็นหนังสือทั่วไปที่อาจจะไม่ได้นำมาสร้างเป็นหนังบ้างตามความเหมาะสมครับ
Q : ไม่รู้จะคุยเรื่องหนังอะไรดี เพราะล่าสุดไปดู Ice Age ประทับใจทั้งตัวหนังและคนดู พ่อแม่พาลูกมาดู พี่ชายพาน้องสาวมาดู ดูแล้วอบอุ่นจริงๆ ประทับใจสุดๆก็คนข้างแหละค่ะ หัวเราะได้สะใจมาก ลั่นโรงเลย แต่แปลกอยู่อย่าง เวลาคนเค้าหัวเราะกัน ผู้ชายคนข้างๆนี่กลับเงียบ แต่พอคนอื่นเค้าเงียบ ตัวเองกลัวหัวเราะเสียงดัง ส่วน Crossroads เนี่ย ไม่ได้ไปดูและไม่คิดจะดูด้วย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
A : นั่นซิครับ...ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน...พี่ก็นึกว่าพี่เกิดความคิดอย่างนี้อยู่คนเดียวซะอีกนะครับ
Q : เมื่อคืนได้ดูรายการทางช่อง 3 เกี่ยวกับพระเจ้า ชื่อรายการอะไรก็จำไม่ได้แล้ว แต่ว่าพอดูแล้วนึกถึงเรื่อง Stigmata เลยค่ะ เกี่ยวกับรูปปั้นพระเยซูที่หลั่งน้ำตาเป็นเลือด ซึ่งพอนำเลือดไปตรวจก็พบว่าเป็นเลือดของผู้หญิง แล้วรูปปั้นนี่นะคะ พอนานๆไป เลือดก็ไหลเยอะขึ้นๆ จนดูเหมือนเป็นคนที่กำลังใกล้ตายจริงๆ ดูไม่เหมือนรูปปั้น แล้วน้องก็ไม่รู้ว่าคนที่ดูรายการนี้เหมือนน้องจะเห็นหรือเปล่า ว่าตรงศีรษะของรูปปั้นเหมือนโดนหนามแหลมทิ่มเลย เพราะตรงนั้นจะมีรอยคราบเลือดเต็มไปหมด เห็นแล้วนึกถึงฉากหนึ่งใน Stigmata ที่นางเอกมีเลือดไหลจากศีรษะ แล้วมีมงกุฎหนามสวมอยู่ เฮ้อ บรรยายไม่ถูกค่ะ ต้องดูกันเอง แต่แหม พอน้องดูรายการนี้แล้วขนลุกเลย
ฉบับนี้แค่นี้แล้วกันค่ะ ถ้ามีเวลาจะเขียนมาใหม่ อ้อ! ของฝากแด่ผู้ที่รักเพลง soundtrack คือไปเจอเว็บหนึ่งที่มีเนื้อเพลงซาวน์แทร็คให้หากัน อาจจะยังไม่ค่อยมีเพลงมากนะคะ แต่ว่าก็ใช้ได้เลยแหละ www.stlyrics.com ค่ะ ยังไงก็ขอให้พี่สมเกียรติมีความสุขมากๆ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
A : ขอบคุณสำหรับของฝาก และขอน้องปอรักษาสุขภาพเช่นกันนะครับ
เชอรี่
Q : สวัสดีค่ะพี่สมเกียรติ... พอดีช่วงนี้ว่างอยู่เลยเขียนมาคุยด้วย พูดถึง SP. ที่ขึ้นราคาเป็น 50 บาท มันก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายหรอกค่ะ (จริงๆแล้วเป็นคนอ่านอย่างเดียว ไม่ได้เป็นคนซื้อค่ะ) ถ้า SP. มีเนื้อหาสาระเพิ่มขึ้นก็สมควรจะเพิ่มราคา ตอนนี้รี่อ่านนิตยสารภาพยนตร์อยู่ 2 เล่ม หนึ่งในนั้นคือ SP. ยอมรับเลยว่าเมื่อก่อนก็จะอ่านเฉพาะคอลัมน์ที่ตัวเองสนใจเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้พูดได้เลยว่าอ่านเกือบทุกคอลัมน์หรือเกือบทั้งเล่ม ที่ไม่ได้อ่านก็เช่นคอลัมน์ หนังคลาสสิค และ Poster Gallery ไม่ใช่ว่าไม่เคยอ่าน 2 คอลัมน์นี้เลยนะคะ อ่านค่ะแต่ว่าไม่บ่อยนัก แต่คอลัมน์ที่ไม่เคยพลาดเลยก็คือ Dog Star ของคุณบ๋าว ว๋าว อ่านแล้วเพลินดีค่ะ พูดถึงเรื่องคอลัมน์แล้วเลยอยากถามว่าคอลัมน์ The Critics’ Picks & Pans ของคุณวารินเขียน แสดงว่าคุณวารินได้ดูหนังที่ตัวเองเขียนแล้วทุกเรื่องเลยหรือคะ
A : ไม่ทุกเรื่องหรอกครับ บางเรื่องที่พอจะมีวิดีโอหรือว่ากำลังจะเข้าฉายในบ้านเราพอดีก็อาจจะได้ดูก่อน แต่ส่วนใหญ่แล้วคุณวารินจะพึ่งข้อมูลหลักๆจากบทความหรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์ของต่างประเทศครับ
Q : ได้ยินข่าวลือแว่วๆจากในโทรทัศน์ว่า Tomb Raider 2 คนที่จะมารับบทลาร่า ครอฟท์คือบริทนี่ย์ สเปียร์ ไม่ใช่แองเจลิน่า โจลี่ ฟังแล้วอึ้งเลยค่ะ เลยอยากให้พี่สมเกียรติช่วยติดตามข่าวเรื่องนี้ให้ด้วย ว่าข่าวที่ออกมาเป็นจริงหรือว่าเป็นแค่ข่าวลือ แล้วถ้าเป็นจริง พี่สมเกียรติล่ะคะ พี่อยากเห็นบริทนี่ย์ สเปียร์หรืออยากเห็นแองเจลิน่า โจลี่ในบทลาร่า ครอฟท์
A : บอกตามตรงก็คือไม่อยากเห็นทั้งคู่นั่นแหละครับ...อยากเห็นนิโคล คิดแมนแสดงบทนี้มากกว่า อยากรู้ว่าจะออกมาสวยบาดจิตบาดใจสักแค่ไหน สำหรับข่าวที่ว่ามานั้นพยายามตรวจสอบดูแล้ว...ไม่พบนะครับ ต้องฝากให้คุณต้นเตยช่วยติดตามข่าวมารายงานกันครับ
Q : หนังที่เพิ่งได้ดูไปไม่นานตอนนี้มี 3 เรื่องคือ Resident Evil ก็มันดี ผีดิบน่ากลัว ชอบบรรเลงเพลงร็อคหนักๆให้คนดูใจเต้นตามเสียงดนตรี, The Scorpion King สเปเชี่ยล เอฟเฟ็คท์ยิ่งใหญ่ เดอะร็อคแสดงเท่ห์ดี ไม่ยากที่จะเดาตอนจบว่าเป็นอย่างไร, Crossroads บริทนี่ย์น่ารัก แต่ก็ยังอุตส่าห์เอาเพลงตัวเองมาร้องในหนัง (สงสัยเป็นการโปรโมท)
A: ไม่น่าสงสัยหรอกครับ ดารา/นักร้องที่มาเล่นหนัง (หรือละคร) เรื่องไหนก็เรื่องนั้น ย่อมมีเพลงที่พวกเขาร้องประกอบอยู่ด้วยเป็นธรรมดา
Q : ฉบับนี้พอแค่นี้ก่อนดีว่า ขอทิ้งท้ายไว้ว่าชอบอ่าน SP. มากที่สุด ถึงแม้ว่าจะอ่านนิตยสารภาพยนตร์ 2 เล่ม แต่เล่มที่อ่านแล้วมีความสุขคือ SP. (ขอบอกว่าไม่ได้เว่อร์) ส่วนอีกเล่มนึงบอกตามตรงเลยว่าไม่ค่อยได้อ่าน อ่านบางคอลัมน์หรืออ่านไม่ถึงครึ่งเล่มเลยด้วยซ้ำ
A : ได้ทราบว่าหนังสือของเราทำให้คนอ่านมีความสุข ก็ยิ่งทำให้ทีมงานทุกคนมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียวครับ
อ๊าด
Q : สวัสดีค่ะคุณสมเกียรติ... ได้อ่านเจอใน SP. ทำนองว่าไม่ค่อยมี จ.ม. ก็เลยเขียนมาเพื่อเพิ่มปริมาณ จ.ม. คอลัมน์ อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ น่าสนใจดี และอยากแนะนำให้พูดถึงหนังสือที่ทิม เบอร์ตันเคยเขียนไว้ เป็นแบบกลอนสั้นชื่อ The Melancholy Death of Oyster Boy รู้สึกว่าจะมีแปลเป็นไทยแล้ว
A : ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ
Q : อันที่จริง ไม่ใช่ว่าไม่ชอบเขียน จ.ม. แต่คิดว่าบางเรื่องแสดงความคิดเห็นไป (อาจจะโดนก้อนอิฐจากผู้อ่านคนอื่นๆ) อย่างไรก็ตาม คนเราจำเป็นต้องชอบอะไรๆเหมือนกันด้วยหรือ? และบางเรื่อง ถ้าไม่ชอบเหมือนคนส่วนใหญ่จะผิดหรือ?
A : ผมว่าไม่ผิดหรอกครับ และไม่จำเป็นเลยที่คนเราจำเป็นต้องชอบอะไรๆเหมือนกัน เพราะมันสิทธิส่วนตัวของเราที่จะเลือกชอบหรือเลือกชังสิ่งใดตามความพอใจและรสนิยมส่วนบุคคล ส่วนเรื่องการแสดงความคิดเห็นนั้น ผมมีความเชื่อนะครับ ว่าถ้าเราแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุและผลน่าเชื่อถือแล้วล่ะก็ แม้จะเป็นเรื่องที่หลายๆคนอาจจะรู้กันดีอยู่แล้วก็ตาม คงจะไม่มีใครส่งก้อนอิฐมาให้หรอกครับ แต่อาจกลายเป็นเราเองต่างหากที่จะไปหาตะกร้ามาโกยดอกไม้แทบไม่ทัน...
Q : หลายวันก่อนเห็นบทสัมภาษณ์ (หรือประชาสัมพันธ์) ของผู้ใหญ่ของค่ายหนังต่างประเทศแห่งหนึ่ง บอกว่าเรื่อง Star Wars จะขึ้นราคาตั๋วกับโรงหนังที่ใช้ระบบการฉายแบบ D อะไรสักอย่าง ซึ่งไม่ต้องใช้ฟิล์ม ก็เลยมานั่งคิดนิดๆว่าเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเขาฉายระบบนั้นจริง เชื่อได้แค่ไหนและจะมีใครสามารถพิสูจน์ได้???
A : คิดว่าไม่มีทางรู้ได้แน่หรอกครับ หากเราไม่ขึ้นไปดูให้เห็นกับตาตัวเองในห้องฉายว่าทางโรงจะใช้ระบบการฉายแบบที่เขาบอกกับเราไว้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาของทางโรงภาพยนตร์นั่นแหละครับ
Q : ใน SP. ฉบับก่อน มีคนพูดถึง The Exorcist พอดีมีฉบับที่บอกว่า Director’s Cut (จริงหรือเปล่าไม่รู้ เพราะยังไม่มีเวลาดูเลย) เพื่อนซื้อมาฝากและตัวเองก็ซื้อซ้ำกัน ก็เลยคิดว่าส่งให้คุณสมเกียรติดูดีกว่าเก็บไว้เฉยๆ ...และมีความเห็นว่าหนังเรื่องนี้ ตอนเด็กๆญาติๆเปิดดูกัน ความรู้สึกตอนนั้นน่ากลัว แต่สำหรับตอนนี้เคยดูใน TV กลับเฉยๆไม่เห็นน่ากลัวเลย...
A : เห็นด้วยครับ พอเราโตขึ้น มีอายุมากขึ้น ความรู้สึกน่ากลัวแบบเมื่อก่อนก็ค่อยๆลดน้อยลงและจางหายไป อีกอย่างก็คือหนังมันไม่เปลี่ยนนี่ครับ (ถึงเปลี่ยนก็ไม่มากมายอะไร) คนเราต่างหากที่เปลี่ยน... และขอบพระคุณสำหรับวีซีดีที่ส่งมาให้ด้วยครับ ผมได้รับเรียบร้อยแล้ว
GIGGS
Q : สวัสดีค่ะคุณสมเกียรติ... เห็นคอลัมน์หายไปฉบับหนึ่ง ตกใจนึกว่าถูกรีไทร์คอลัมน์ แต่พออ่านหน้า บ.ก. ก็เลยอุ่นใจ รีบเขียนจดหมายมาคุยทันที
A : ขอบคุณคุณ GIGGS ครับ คอลัมน์ในหนังสือนั้นไม่โดนรีไทร์กันง่ายๆหรอก แต่ถ้าเป็นคนตอบล่ะก็...ไม่แน่เหมือนกันนะครับ
Q : เป็นอย่างไรบ้างคะกับสะพานพระราม 8 ที่เปิดไปเรียบร้อยแล้ว น่าเสียดายที่บนสะพานไม่มีรถเมล์วิ่ง ไอ้เราก็ประเภทพึ่งพา ขสมก. เป็นหลักซะด้วยสิ ไม่รู้เมื่อไหร่จะมีโอกาสขึ้นไปยลโฉมสะพาน พูดถึง ขสมก. ขอกล่าวถึงรถร่วมบริการทีเถอะ ว่าเมื่อไหร่จะยุบๆไป โดยเฉพาะมินิบัส บริการแย่มากๆ คือไม่รู้ว่าเราจะต้องทนกันอารมณ์ของคนขับและกระเป๋าทำไม ในเมื่อเราจ่ายเงินให้เขา เขาก็น่าจะบริการ ไม่ต้องดีมากหรอก แต่อย่าห่วยเป็นใช้ได้ เห็นต่อหน้าต่อตาเลยที่หน้าจตุจักร์ มินิบัสเบอร์ 44 กระชากรถอย่างเร็วทำให้คนโดยสารที่ยังไม่ทันขึ้นดีเสียการทรงตัว ถูกลากไป 10 เมตรได้ เฮ้อ! เหนื่อยใจ
A : ได้ยินเรื่องที่คุณ GIGGS เล่าแล้ว ก็ขอร่วมเหนื่อยใจด้วยคนนะครับ พูดถึงเรื่องให้เลิกหรือยุบรถร่วมบริการไปให้หมดนี่...พูดลำบากนะครับ เพราะคนที่ไม่มีทางเลือกและจำเป็นต้องพึ่งพาบริการของรถร่วมบริการก็มีอยู่มาก โดยเฉพาะคนที่บ้านอยู่แถบชานเมืองรอบนอกกรุงเทพฯ ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกลก็ผมนี่แหละครับ บางทีก็จำเป็นต้องอาศัยพึ่งพารถร่วมในการเดินทางไปไหนมาไหนเหมือนกัน ถึงจะเบื่อๆเซ็งๆ (รวมถึงนึกสาปแช่งในบางอารมณ์) บ้างก็ต้องพยายามทำใจเข้าไว้ แล้วก็พยายามระมัดระวังความปลอดภัยให้กับตัวเองอย่างเต็มที่
ส่วนเรื่องนิสัยหรือมารยาทของพนักงานขับรถนั้น อย่าว่าแต่รถร่วมบริการเลยนะครับ รถเมล์ของ ขสมก. ที่คนขับใส่เสื้อขาวติดบั้งที่ไหล่นี่แหละ บางหนก็ยังออกรถแบบกระชากๆจนผู้โดยสารหัวทิ่มอยู่บนรถจนเกือบกระเด็นออกนอกประตูก็มีเหมือนกัน...ไม่ใช่ไม่มี (ผมเห็นมากับตาตัวเองเลยทีเดียว) เพราะงั้นเรื่องแบบนี้มันก็ขึ้นอยู่กับ ‘คน’ แหละนะครับ ถ้าคนมันดี...มีสำนึกและมีใจรักในงานที่ทำอยู่แล้วล่ะก็ จะไปขับรถเมล์ของ ขสมก. หรือรถร่วมบริการ ผู้โดยสารตาดำๆอย่างเราๆท่านๆก็จะพลอยได้รับความสุขตามไปด้วยครับ
Q : พูดเรื่องบันเทิงใจดีกว่า Spider-Man หนังที่ได้รับการโปรโมทค่อนข้างยิ่งใหญ่ แต่หลังจากดูจบรู้สึกว่าหากเขาไม่โปรโมทหนักๆเรียกว่าโปรโมทธรรมดาหน่อย เราอาจจะไม่รู้สึกเสียดายก็ได้ (ดีน่ะที่แค่เสียดายไม่เสียเงิน เพราะดูฟรี) จริงๆนะคะ หนังแทบจะกลายเป็น comedy ไปช่วงหนึ่ง และช่วงหลังก็น่าเบื่อกับพล็อตน้ำเน่าคลาสสิค อย่างรักสามเส้าหรือผู้ร้ายใกล้ตัว แต่ดีนะที่เรื่องนี้มีตัวช่วยคือโทบี้ แม็กไกวร์ ไม่เคยดูหนังของหนุ่มคนนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังหรอกค่ะ แต่ชอบ อ่านบทสัมภาษณ์ของเขาแล้วยิ่งชอบ รู้สึกว่าการรับงานจะมาทางเดียวกับจอห์นนี่ เด็ปป์
นอกจาก Spider-Man แล้ว ในเวลาเดียวกันไม่มีหนังเรื่องไหนที่น่าดูเลย หนังสงครามอย่าง We Were Soldiers ก็ชักเบื่อ คือออกจะเอียนๆกับหนังสงครามหลังจากดู Black Hawk Down และหนังตลกวัยรุ่นก็เลิกดูมานานแล้ว แต่ที่พลาดไป แบบอยากดูมากตั้งแต่เห็นหนังตัวอย่างคือ My Wife is a Gangster อยากดูจริงๆแต่จนใจว่าเวลาที่หนังฉายไม่ตรงกับเวลาว่างของเราเลย ก็เลยต้องบอกผ่านไปโดยปริยาย เช่นเดียวกับ E.T. ซึ่งตั้งใจมากว่าจะไปดูโรง แม้ว่าที่บ้านจะมีวิดีโอ แต่ก็น่าเสียดาย (อีกแล้ว) ที่ติดสงกรานต์ พอเทศกาลหมด รอบฉายก็เหลือน้อยและลาโรงไปอย่างเงียบๆในที่สุด ทั้งๆที่ตอนเปิดตัวฉาย ทำซะใหญ่เชียว
A : ครับ หลังๆมานี้ผมมักจะเกิดความรู้สึกทำนองเดียวกับคุณ GIGGS คือรู้สึกว่าไม่มีหนังเรื่องไหนน่าดูเลย โดยเฉพาะหนังใหญ่ๆที่ฉายกันแบบ ‘ปูพรม’ (สิบสี่โรงฉายเรื่องเดียวเสียแปดโรงอะไรทำนองนี้) ตรงข้ามกับหนังที่อยากดูจริงๆก็ดันมีฉายน้อยโรงน้อยรอบไปซะอีก ผมว่า ‘นักดูหนัง’ ในยุคนี้ก็ต้องหูไวตาไวพอสมควรเหมือนกันนะครับ คือต้องคอยติดตามโปรแกรมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องจัดสรรเวลาในการเดินทางไปดูหนังที่ ‘อยากดูจริงๆ’ ให้ลงตัว อย่างวันก่อนผมกับเพื่อนจะไปดู My Wife is a Gangster กับ Friends ก็ต้องตรวจสอบเวลาฉายกันเป็นที่วุ่นวายพอสมควร เพราะทั้งสองเรื่องฉายคนละที่ แต่เผอิญโชคดีที่โรงฉายอยู่ใกล้ๆกัน ดูเรื่องหนึ่งจบก็พอจะเดินไปอีกโรงได้ทันเวลา (ทว่ากว่าจะตกลงกันได้ก็ต้องทะเลาะกันหลายรอบอยู่เหมือนกัน) ซึ่งพอดูทั้งสองเรื่องในวันนั้นจบแล้ว ก็ทำให้คิดได้ว่าที่เคยรู้สึกว่าไม่มีหนังให้เราดูนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่...ยังมีหนังให้เราดูอยู่เหมือนเดิม แต่เราต้องขวนขวายให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะจนถึงตอนนี้ก็คงจะเห็นกันได้ชัดเจนแล้วว่า การมีปริมาณโรงหนังเพิ่มมากขึ้นในบ้านเรา มันไม่ได้ช่วยให้เราได้ดูหนังที่หลากหลากและสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อนแต่อย่างใดเลย
Q : เมื่อเร็วๆนี้ได้ดู Memento ซะทีหลังจากพลาดช่วงฉายไป แต่ก็ต้องขอบใจตัวเองว่าดีแล้วที่ดูวิดีโอ เพราะเมื่อไม่เข้าใจสามารถ rewind กลับมาดูได้ ถ้าไปนั่งดูในโรงมีหวังงงเต็กแน่ๆ ก็หนังเล่นเล่าแบบย้อนกลับ น่าเบื่อไม่น้อยหากต้องทนดูอะไรซ้ำๆ ถ้าคุณสมเกียรติได้ดูจะเข้าใจที่พูดน่ะค่ะ
A : ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลยครับ แต่ก็พอจะเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องแบบวกวนมาก เพราะมีหลายคนพูดถึงให้ได้ยินบ่อยมาก ผมเลยยังไม่คิดจะไปหาวิดีโอมาดูจนถึงบัดนี้ไงครับ
Q : สุดท้ายท้ายสุดต้องรีบจบ เพราะเจ้านายเดินมาเหล่ โทษฐานเอาเวลางานไปเขียนจดหมาย ภาวนาให้สงกรานต์ปีหน้าคุณสมเกียรติไม่นั่งเซ็งในห้องสี่เหลี่ยมนะคะ อ้อ! เกือบลืม ว่าจะขอพูดถึงฟุตบอล ไม่ใช่อะไรหรอก ให้กำลังใจแฟนแมนยูฯทุกคน (รวมทั้งตัวเอง) มีความหวังที่จะกลับมาทวงแชมป์คืนในฤดูกาลหน้าแน่ๆ และฟุตบอลโลกปีนี้คุณสมเกียรติเชียร์ทีมไหนคะ ส่วนตัวเชียร์อิตาลีอยู่แล้ว ประมาณรูปหล่อเป็นต่อ ฝีมือเป็นรอง...
A : ผมเป็นคนดูฟุตบอลไม่เป็นครับ ไม่เคยเข้าใจกฎ กติกา มารยาทหรืออะไรต่างๆของกีฬาประเภทนี้เลย เพราะฉะนั้นก็คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องเล่นเป็นให้เสียเวลา (ไม่ว่าจะเป็นการลงไปเล่นเตะบอลจริงๆหรือเล่นพนันบอลนะครับ) แต่ถ้าถามเรื่องเชียร์ทีมฟุตบอลทีมใด...เนื่องจากหนังเกาหลีกำลังมาแรงในบ้านเราและตลาดหนังต่างประเทศ...ดังนั้นฟุตบอลโลกคราวนี้ ผมขอเชียร์ทีมเกาหลีใต้ครับ และขอให้คำภาวนาที่คุณ GIGGS มอบให้ผมจงสัมฤทธิ์ผลสมดังเจตนาด้วยเถิด...
กาฬสิงห์ เวียงวะลัย
Q : สวัสดีครับคุณสมเกียรติ... จากผลรางวัลออสการ์ที่ผ่านมา ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะส่งเมล์มาคุยกับคุณ ผมรู้สึกดีจริงๆที่ดาราคนโปรดของผมอย่างเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ชนะรางวัลสมทบหญิง (ทั้งๆที่หนังเรื่องที่เธอเล่นเรื่อง A Beautiful Mind ผมยังไม่ได้ดูเลย) ที่ว่าเธอเป็นดาราคนโปรดของผมนั้นไม่ใช่เป็นเพราะว่าผมชอบการแสดงของเธอหรอกครับ แต่เป็นเพราะความสวยความน่ารักที่เธอมีต่างหาก (สำคัญ...อึ๋มด้วยครับ) ผมจำได้ว่าช่วงที่ตัวเองเรียนอยู่ ม. ต้น ผมถึงขนาดแอบหนีทางบ้านไปดูหนังเรื่อง มหัศจรรย์เขาวงกต (Labyrinth) ที่เธอแสดงกับเดวิด โบวี่ (คนนี้นักร้องคนโปรด) ในโรงหนัง ตอนนั้นก็ตามประสาเด็กหนุ่มรุ่นกระทงครับ ทุกวันนี้ โปสเตอร์ของเธอจากหนังเรื่องนี้ที่เธอใส่กางเกงยีนส์ เสื้อแขนยาวสีขาว สวมกั๊กทับอีกที ก็ยังติดอยู่ที่ประตูห้องผมอยู่เลย และไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนออกเสียที คุณสมเกียรติเชื่อไหมครับว่าหนังที่เธอเล่นนั้น ผมมีโอกาสดูไม่กี่เรื่องเอง ในความคิดของผม ผมว่าเธอเล่นแข็งๆ อาศัยหน้าตาเท่านั้นที่ทำให้ผมชอบ และไม่เคยคิดเลยว่าจะมีหนังที่เธอสามารถเล่นจนได้รางวี่รางวัลมาครอง...เยี่ยมมากคนสวยของผม
A : บทบาทใน A Beautiful Mind ที่เธอแสดงนั้นยอดเยี่ยมมากครับ เชื่อว่าถ้าคุณกาฬสิงห์ได้ดูก็คงจะยิ่งรักเธอมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัวแน่นอน สำหรับผมเองก็ไม่เคยจะได้ดูหนังที่เธอแสดงสักเท่าไหร่เหมือนกันครับ ทั้งที่จะว่าไปเธอก็มีผลงานออกมาค่อนข้างต่อเนื่อง แต่อาจจะไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในบ้านเรา ล่าสุดที่ได้ดูก็คือ Creepers ซึ่งเป็นงานยุคแรกๆที่เธอเพิ่งเข้าวงการ การแสดงที่ออกมาเลยยังดูแข็งๆไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาแหละนะครับ ที่ยิ่งทำงานนานๆไปฝีมือก็ย่อมต้องพัฒนาขึ้นตามลำดับ
การได้รับรางวัลในครั้งนี้ของเธอ นอกจากจะถือเป็นโชคดีอย่างมหาศาลแล้ว ก็ถือเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของเธออีกประการหนึ่งด้วย... พูดถึงเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ในยุคแรกๆของเธอแล้ว ก็ให้นึกขึ้นได้ว่าในรุ่นเดียวกับเธอก็ยังมี ฟีบี้ เคทส์, โซฟี มาร์โซ และ บรูคส์ ชีลด์ ที่โด่งดังเอามากๆในบ้านเราเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทั้งๆที่หนังที่พวกเธอแสดงในตอนนั้นก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็หลงใหลกันในความสวยและน่ารักของพวกเธอเป็นหลัก เรียกว่าเป็นดาราที่โด่งดังขึ้นมาด้วยรูปโฉมโดยแท้ ล่วงมาถึงปัจจุบันนี้ที่ต่างคนต่างมีวัยเพิ่มมากขึ้น ก็คงจะถึงเวลาของการพิสูจน์ความสามารถทางการแสดงกันแล้ว ซึ่งเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ก็ก้าวล้ำนำหน้าคนอื่นๆไปไกลหลายช่วงตัว...คนที่คิดจะวิ่งตามหลังก็เห็นจะต้อง ‘หืดขึ้นคอ’ กันเลยทีเดียว...ว่ามั้ยครับ
Q : ผมชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ เรียกว่าหลงใหลได้เลย ในช่วงที่ผมเป็นเด็ก ผมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าโรงหนังเนื่องจากสาเหตุมาจากเรื่องอะไรไม่ทราบได้ การที่ผมจะได้ดูหนังสักเรื่องในโรงหนังมีอยู่ทางเดียวคือแอบหนีไปดูโดยไม่บอกพ่อแม่ครับ (พ่อแม่ก็ไม่เคยพาไปดู นอกจากหนังกลางแปลงกับหนังดีสี่โมงเย็นและบิ๊กซีนีม่าครับ) เรื่องแรกที่ออกไปดูคนเดียวรู้สึกจะเป็น E.T. ตอนนั้นผมมักจะไปคนเดียวตลอด เวลาที่มีผู้ใหญ่เดินเข้าไปในโรงหนัง ผมก็เดินตามเข้าเขาไป ทำทีว่าผมมากับเขา เพื่อที่จะไม่ต้องเสียสตางค์ในการดูหนัง ก็ตอนนั้นผมยังไม่มีรายได้อะไรเลยนี่ครับ และเด็กที่ผมกับผู้ใหญ่ก็ไม่ต้องเสียค่าตั๋วด้วย
จนเมื่อเรียนมัธยม การขออนุญาตไปดูหนังก็ยังเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับครอบครัว ผมก็เลยต้องแอบไปดูเรื่อยๆ (คราวนี้เสียตังค์เข้าไปดูครับ ไม่ลักไก่เหมือนตอนเด็กๆ) เข้าใจว่าเห็นผลที่ห้ามผมเข้าไปดูหนัง ในช่วงนั้นพ่อแม่คงจะเป็นเพราะท่านไม่เห็นว่าการดูหนังจะก่อให้เกิดประโยชน์อะไรอย่างอื่นนอกจากความสนุก และในตอนนั้นโรงหนังในจังหวัดที่ผมอยู่มีหนังจีน ญี่ปุ่น แนวหมวยยกล้อ สวาทๆ เข้าฉายอยู่ด้วยเยอะมาก ท่านก็เลยเป็นห่วงกลัวว่าผมจะแอบไปดูหนังพวกนั้นเข้าก็เป็นได้
พอเข้ามหาวิทยาลัย โรงหนังก็เลยกลายเป็นที่ประจำของผมไป (ตอนนั้นค่าดูหนังที่ขอนแก่นแค่ 30 บาทเอง) ทุกวันนี้โอกาสที่จะเข้าโรงหนังของผมน้อยลงมาก ผมไม่ค่อยหลงใหลการดูหนังในโรงเหมือนเมื่อก่อน นอกจากจะมีหนังที่มีความรู้สึกว่าอยากจะดูและเป็นโอกาสพิเศษจริงๆเท่านั้น (เช่น ไปเที่ยวกับแฟน) ผมเบื่อกับการที่จะต้องเข้าไปอยู่ในโรงหนัง โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการดูหนังของผมคือการผ่อนคลาย ถ้าผมต้องเข้าไปในโรงหนังแล้วไปเจอกับท่านผู้ชมที่มีมารยาทยุคเทคโนโลยีสื่อสารก้าวไกลไร้สาย หรือพวกที่กะมาตั้งโต๊ะจีนในโรงหนังเข้าให้ (ที่ขอนแก่นเยอะจริงและไม่อายกันด้วย มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ค่อยแคร์ใครนัก) ผมต้องเสียอารมณ์และดูหนังไม่สนุกแน่นอน ผมจึงผมจะดูจากเคเบิ้ลทีวีหรือหา vcd มาดูเองเป็นส่วนใหญ่ แล้วหนังสมัยนี้ออกมาเป็น vcd เร็วมาก ไม่ต้องรอนาน...แต่เดี๋ยวก่อน ผมขอต่อต้านพวกหนังเถื่อนทั้งหลายนะครับ นอกจากภาพไม่ชัดแล้วยังมีเสียงพากย์ไทยเน่าๆทับให้เสียอารมณ์ที่สุด ผมขอต่อต้านเต็มที่ และอีกอย่างผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเบื่อกับการที่จะต้องดูหนังซ้ำๆกันหลายๆรอบ ถ้าเรื่องไหนที่ชอบจะดูบ่อยมาก ดังนั้น vcd จึงเป็นสิ่งที่เหมาะกับผมที่สุด
A : อ่านจดหมายของคุณกาฬสิงห์แล้วทำให้ผมนึกถึงสมัยเป็นเด็กนะครับ ผมเองจะว่าว่าโดนทางบ้านห้ามไม่ให้ไปดูหนังก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะพี่สาวหรือพี่ชายเวลาจะไปดูหนังทีก็มักจะพาผมติดสอยห้อยตามไปด้วย เข้าใจว่าตรงนี้จะเป็นเหตุให้ผมเป็นคนชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็กๆ ยังจำได้ถึงความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เข้าโรงหนังเมื่อเกือบๆยี่สิบปีก่อนว่ามีความสุขมาก
อีกอย่างบ้านเดิมที่ผมอยู่นั้นก็มีโรงหนังรายรอบเต็มไปหมด พอโตพอที่จะเข้าโรงหนังคนเดียวได้แล้ว ผมก็เลยตระเวนดูแทบทุกเรื่องทุกโปรแกรมเลยทีเดียว (อาศัยเก็บเงินจากค่าขนมที่ได้รับในแต่ละวันครับ) จำได้เลาๆว่าตอนที่ผมเริ่มเข้าโรงหนังคนเดียวนั้น ค่าตั๋วราคาสูงสุดคือ 60 บาท ต่ำสุดคือ 30 บาท (แน่นอนว่าผมต้องดูราคาต่ำสุดอยู่แล้ว) ยังเคยคิดๆเลยนะครับ ว่าในยุคนี้ที่ราคาตั๋วเขยิบเพดานขึ้นมาถึงร้อยห้าสิบบาทแล้ว ต่ำสุดน่าจะอยู่ที่แปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท เด็กๆที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเองจะลำบากกับการเก็บเงินไปซื้อตั๋วดูหนังสักใบมากกว่าคนในยุคผมยุคคุณกาฬสิงห์สักเท่าไหร่นะครับ
คุณกาฬสิงห์บอกว่าเดี๋ยวนี้คุณไม่ค่อยหลงใหลการดูหนังในโรงหนังเหมือนก่อนอีกแล้ว แต่ผมก็เข้าใจคุณยังคงหลงใหลการดูหนังอยู่เหมือนเดิมนะครับ ต่างจากผมที่มาถึงตอนนี้กลับไม่รู้สึกหลงใหลการดูหนังเอาเสียเลย ไม่ว่าจะดูจากโรงหรือดูจากจอสี่เหลี่ยมเล็กๆที่บ้าน ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าเป็นเพราะอะไร จะว่าอิ่มตัวกับการดูหนังไปเสียแล้วก็คิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะถึงผมจะบอกว่าเป็นคนชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็กๆก็จริง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับจะเรียกได้ว่าดูมากดูมายอะไร (ไม่ก็อาจเป็นเพราะกำลังพยายามหาคำตอบที่คุณข้าวโพดคั่วเคยแสดงทัศนะเอาไว้เมื่อสองปีก่อนที่ว่า “ทุกวันนี้เราดูหนังไปเพื่ออะไร?” อยู่ก็เป็นได้นะครับ)
Q : เขียนมาคุยเสียยืดยาว อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนนะครับ สุดท้ายนี้ขอให้ Starpics ทำหนังสือดีๆรวมถึงของแจกของแถม (ที่งามมาก) อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมจะติดตามตลอดไป และขอให้คุณมีความสุขกับการดูหนังครับ
A : ไม่เบื่อหรอกครับ และขอบคุณคุณกาฬสิงห์มากๆที่กรุณาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการดูหนังของคุณมาให้เราฟัง หวังว่าจะได้เมล์ฉบับต่อไปจากคุณอีกนะครับ
GloriaBin
Q : สวัสดีค่ะพี่สมเกียรติ... น้องไม่รู้จะหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากใคร เลยตัดสินใจเมล์มาหาพี่ คิดว่าพี่คงจะช่วยเหลือน้องได้ ไม่ทราบว่าพี่พอจะมีประวัติของนักแสดงเกาหลีที่ชื่อ Won Bin มั้ยคะ น้องเคยดูเค้าแสดงในหนังโทรทัศน์เรื่อง Autumn in My Heart ค่ะ ไม่ทราบว่าพี่เคยดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่าคะ เนื้อเรื่องก็งั้นๆ น้องว่าออกจะเชยๆน้ำเน่าๆเสียด้วยซ้ำ ประมาณเดียวกับ คำมั่นสัญญา ของบ้านเราเลยค่ะ แต่น้องก็ติดตามดูตลอด ที่ตามดูก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกค่ะ น้องชอบพระรองของเรื่องมากกว่าพระเอกเสียอีกนะคะ เขาหล่อและน่ารักมาก เลยอยากขอทราบประวัติของเขา รบกวนพี่ช่วยหาให้ด้วยค่ะ (และถ้าเป็นไปได้ขอรูปด้วยนะคะ)
A : เผอิญที่ผมได้ดูวิดีโอฉบับตัดต่อใหม่ม้วนเดียวจบของซีรี่ส์ชุดนี้พอดี...เห็นด้วยกับน้อง GloriaBin นะครับว่าหนังเรื่องนี้ค่อนข้างน้ำเน่าเอามากๆ แต่ก็ได้ยินมาว่าซีรี่ส์ชุดนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหลายๆประเทศทั่วเอเชียเช่นกันรวมทั้งบ้านเราด้วย สำหรับประวัติของนักแสดงที่น้องอยากทราบนั้น ค่อนข้างหายากเหมือนกันนะครับ แต่ก็พยายามเต็มที่จนได้มาแค่ว่า... Won Bin เป็นชื่อที่ใช้ในการแสดงครับ ชื่อจริงของเขาคือ ‘คิมโดจิน’ มีชื่อเล่นว่า ‘แอนโธนี่’ เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน 1977 เรียนจบทางด้าน Media & Drama จากมหาวิทยาลัยในเกาหลี มีพี่น้องทั้งหมดหกคน (พี่ชายสองคนและพี่สาวอีกสามคน) นับถือศาสนาคริสต์ งานอดิเรกชอบขับรถแข่ง, เล่นเทควอนโด้, สกี, บาสเก็ตบอล, เกมคอมพิวเตอร์และถ่ายภาพ สำหรับผลงานทั้งหมดที่ผ่านมาจะเป็นซีรี่ส์แนวดราม่า ได้แก่ Propose (1977), Our Story (1997), Love Me, please (1999), Ready Go (1999), Kkogi (2000), Endless Love (2000) หรือ Autumn in My Heart นั่นเอง นอกจากนี้ก็มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกคือ Guns & Talks (2001) (เข้าใจว่าจะมีโปรแกรมฉายในบ้านเราด้วยนะครับ) สำหรับงานชิ้นล่าสุดคือ Friends ที่ร่วมแสดงกับนักแสดงหญิงชาวญี่ปุ่น เคียวโกะ ฟูคาดะ
Q : อีกเรื่องนะคะ น้องอยากรบกวนขอเนื้อเพลงจากหนังเรื่อง Hedwig and the Angry Inch หน่อยค่ะ เพลงที่เฮ็ดวิกร้องในร้านเบเกอรี่หรืออะไรสักอย่างนี่แหละค่ะ เป็นฉากที่เขาพบกับคนรักของเขาเป็นครั้งแรก น้องไม่แน่ใจว่าเพลงนี้ชื่อเพลงว่าอะไร (สังเกตจากคำแปลที่พูดถึงเมืองเล็กๆที่โหดร้ายอะไรทำนองนี้) จำได้ว่าตอนท้ายๆของเรื่องก็จะมีเพลงนี้อีกครั้ง แต่เป็นคนละคนร้องน่ะค่ะ แถมเนื้อร้องก็คงจะไม่เหมือนกันด้วย ยังไงก็ขอความกรุณาพี่สมเกียรติช่วยลงเนื้อเพลงให้ด้วยนะคะ... และจะติดตาม Starpics ตลอดไปค่ะ
A : เพลงที่น้องว่ามามีชื่อว่า “Wicked Little Town” ครับ ในหนังเปิดอยู่สองครั้งเป็นคนละเนื้อร้องกัน เพราะฉะนั้นก็นำลงให้ทั้งสองเพลงพร้อมกันครับ
WICKED LITTLE TOWN
OST: Hedwig and the Angry Inch
You know, the sun is in your eyes
And hurricanes and rains and black and cloudy skies.
You're running up and down that hill. You turn it on and off at will.
There's nothing here to thrill or bring you down.
And if you've got no other choice. You know you can follow my voice.
Through the dark turns and noise of this wicked little town.
Oh Lady, luck has led you here and they're so twisted up
They'll twist you up. I fear.
The pious, hateful and devout, You're turning tricks til you're turned out,
The wind so cold it burns, You're burning out and blowing round.
And if you've got no other choice. You know you can follow my voice
Through the dark turns and noise of this wicked little town.
The fates are vicious and they're cruel.
You learn too late you've used two wishes like a fool
And then you're someone you are not, And Junction City ain't the spot,
Remember Mrs. Lot and when she turned around.
And if you've got no other choice. You know you can follow my voice
Through the dark turns and noise of this wicked little town.
WICKED LITTLE TOWN (REPRISE)
OST: Hedwig and the Angry Inch
Forgive me, For I did not know.
'Cause I was just a boy. And you were so much more
Than any god could ever plan, More than a woman or a man.
And now I understand how much I took from you:
That, when everything starts breaking down,
You take the pieces off the ground
And show this wicked town something beautiful and new.
You think that luck has left you there.
But maybe there's nothing up in the sky but air.
And there's no mystical design, No cosmic lover preassigned.
There's nothing you can find that can not be found.
'Cause with all the changes you've been through.
It seems the stranger's always you.
Alone again in some new wicked little town.
So when you've got no other choice.
You know you can follow my voice
Through the dark turns and noise of this wicked little town.
Oh it's a wicked, little town. Goodbye, wicked little town.








No comments:
Post a Comment