Wednesday, March 12, 2014

WE READ YOUR MAIL (SP.583, 2002)


สินิชดา

Q : สวัสดีค่ะ P’ สมเกียรติที่เคารพ... คุยไม่ค่อยเก่งขอถามเลยนะคะ น้องขอทราบ ‘หลักเกณฑ์’ ของการวิจารณ์ภาพยนตร์ของบรรดานักวิจารณ์ภาพยนตร์ เพราะบางครั้งอ่านแล้วสับสนว่า “ตกลงหนังดีมั้ย จะยอมเสียตังค์มั้ย” โดยเฉพาะเวลาจะไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อนๆค่ะ คือเราก็จะ promote หนังเราว่างั้นเหอะ รบกวน p’สมเกียรตินิดนึกนะคะ

A : สำหรับนักวิจารณ์ภาพยนตร์ท่านอื่นๆนั้น...คงไม่สามารถจะตอบแทนกันได้นะครับ เพราะแต่ละท่านต่างก็มีมาตรฐานในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับที่ SP. เราได้ตั้งกรอบหรือโครงเอาไว้อย่างกว้างๆว่า เมื่อผู้อ่านได้อ่านบทวิจารณ์ชิ้นนั้นๆแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะเกิดความรู้สึกอยากไปหาหนังเรื่องนั้นมาดู ซึ่งตรงนี้มันก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคและวิธีการเขียนบทวิจารณ์ของนักวิจารณ์แต่ละท่านแล้วล่ะครับ ว่าทำเขียนบทวิจารณ์ออกมาอย่างไรเพื่อชักจูงใจผู้อ่านให้เห็นหรือรู้สึกว่าหนังเรื่องนั้นๆสมควรที่จะเสียเวลาไปหามาดูมั้ย อาจจะด้วยการหยิบยกเนื้อหาที่เห็นว่าน่าจะชี้ให้เห็นประโยชน์ของการดำเนินชีวิต หรืออาจจะด้วยการให้ข้อมูลด้านวิชาการผลิตภาพยนตร์เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงวิธีการนำเสนอความคิดของคนทำหนัง เป็นต้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของหนัง และฝีมือในการเขียนถ่ายทอดออกมาสู่ผู้อ่านของนักเขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์แต่ละท่านนั่นเอง

ซึ่งหากน้องสินิชดาติดตามอ่านงานวิจารณ์ของนักวิจารณ์หลายๆท่านมาอย่างต่อเนื่อง และพยายามสังเกตให้ได้ถึงวิธีการพูดถึงหนังของนักวิจารณ์ท่านนั้นๆ ว่าเขามีวิธีการเขียนอย่างไร และเมื่อเราอ่านจบแล้ว เราเกิดความรู้สึกว่าหนังเรื่องนั้นๆมันน่าดูหรือไม่ (โดยไม่จำเป็นต้องมีประโยคทื่อๆบอกกันโต้งๆว่า “ไปหาหนังเรื่องนี้มาดูกันเถอะ” หรือ “แนะนำให้ไปหามาดู” อะไรทำนองนี้) โดยส่วนตัวแล้ว หลังจากบทวิจารณ์ภาพยนตร์บางชิ้นจบลง จะเกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้าขึ้นมาฉับพลันว่าอยากดูหนังเรื่องนั้นขึ้นมาทันที ขณะที่อ่านบทวิจารณ์บางชิ้นก็รู้สึกว่ารู้งี้ไม่น่าเสียเวลาไปดูมันเล้ย... (เผลอๆยังมีความรู้สึกว่ากำลังโดนนักวิจารณ์ด่าอีกต่างหากด้วยซ้ำ) หวังว่าคงพอจะเป็นคำตอบให้น้องสินิชดา (ชื่อเพราะจัง...) ได้ตามสมควรนะครับ...และต้องขอเรียนย้ำให้ทราบอีกครั้งว่ากรอบหรือโครงที่ว่านี้...เป็นเกณฑ์อย่างหยาบๆที่นักเขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์เฉพาะใน SP. ใช้เป็นหลักในการทำงานเท่านั้นนะครับ ส่วนนักวิจารณ์ท่านอื่นๆที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารฉบับอื่นๆนั้น...ตอบไม่ได้ครับ...





ฉัตรเกล้า

Q : สวัสดีค่ะคุณสมเกียรติและทีมงาน SP. ผ่านสงกรานต์มาแล้วพอจะทำให้หายร้อนบ้างรึเปล่าคะ ได้ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างหรือเปล่า สนุกมั้ย เล่าให้ฟังบ้างสิค่ะ (เขียนแทนเปิดม่าน) เพราะดิฉันมีกรรม ไม่ได้ไปไหนเลย ต้องอยู่เฝ้างานและลูกน้องที่ต่างฝ่ายต่างก็หยุดไม่ได้เหมือนๆกัน เดี๋ยวนี้เทศกาลไหนๆก็เหมือนๆกันหมด คงเพราะอายุมากขึ้น งานที่รับผิดชอบก็มากขึ้น สังคมก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนชอบเทศกาลปีใหม่กับสงกรานต์มาก การให้และรับของขวัญ คำอวยพรจากผู้รอบข้างที่เรารักและรักเรา แต่เดี๋ยวนี้ชักเฝือๆ เพราะเพื่อนฝูงน้อยลง ต่างก็มีครอบครัวแยกย้ายกันไป มีแต่คู่สัญญาทางธุรกิจเท่านั้น การให้และรับอย่างเคยๆจึงเปลี่ยนไป (สำหรับดิฉันเท่านั้น คนอื่นไม่ทราบนะคะ) เป็นการให้และรับโดยมารยาททางสังคม การให้ด้วยใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน (ด้วยซ้ำไป) อย่างเมื่อก่อน...นี่ดิฉันพล่ามอะไรเนี่ย...


A : อย่าถือว่าเป็นการพล่ามเลยครับ...ถือว่าเป็นการเล่าสู่กันฟังมากกว่า ผมเอง...อย่างที่คุยไว้เมื่อฉบับที่แล้วคือสงกรานต์ที่ผ่านมา...ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนเลยครับ อยู่กับบ้านทุกวัน เพราะเพื่อนๆต่างก็พากันมีธุระส่วนตัวกันไปหมด แล้วผมเองก็เป็นคนไม่ค่อยชอบไปไหนอยู่แล้ว...ยิ่งถ้าต้องไปคนเดียวด้วยแล้วก็ยิ่งไม่ชอบไปไหนอีกเป็นยกกำลังสอง เลยไม่ทราบว่าจะเอาอะไรสนุกๆมาเล่าสู่กันฟังดี แต่ผมเห็นด้วยกับที่คุณฉัตรเกล้ากรุณาเล่ามาให้ฟังนะครับ...คนเรายิ่งอายุมากขึ้น หน้าที่การงาน ภาระความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น เพื่อนฝูงที่คบหากันด้วยความรักและสนิทใจก็เลยพลอยจะลดน้อยถอยลงไปด้วยโดยปริยาย แต่เรื่องแบบนี้ถ้าไม่พยายามไปคิดเล็กคิดน้อยหรือใส่ใจกับมันให้มากจนเกินไปนัก ก็ถือเสียว่าเป็นเรื่องธรรมดาโลกแหละนะครับ...เหมือนอย่างเพลงที่เขาร้องไว้นั่นไงครับ... “ไม่มีใครสักคนที่เป็นของเราจริงจัง...ไม่มีใครจะเดินร่วมทางกับเราจนตาย” เอ...นี่ผมชักจะคุยเรื่องเครียดเกินไปเสียแล้ว ต้องขออภัยด้วยนะครับ


Q : The Last Seduction คุณสมเกียรติเคยดูรึเปล่าคะ ดิฉันเพิ่งได้ดู สงสัยมากว่าตอนจบเป็นอย่างนี้ ไม่ดีเลย ทำไมนางเอก (ร้าย) ของเรื่องจึงมีชีวิตที่ดี หลังจากที่ทำสิ่งร้ายกาจได้มากขนาดนั้น หรือ “ไมค์” ในเรื่อง จะมีหลักฐานมัดตัว “บริดเจ็ท” (ในเรื่อง) ได้

A: เอ...ชักเลือนๆเสียแล้วล่ะครับ ผมเคยดูเมื่อหลายปีก่อน จำรายละเอียดอะไรไม่ค่อยได้เลย...รู้แต่ว่าหนังมันเป็นหนังที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมครับ ซึ่งไม่จำเป็นที่ว่าคนเลวคนชั่วจะต้องได้รับการลงโทษในตอนจบเสมอไป เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง เราก็เห็นคนที่ทำความเลวความไม่ดีต่างๆยังคงเชิดหน้าอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข...และจัดเป็นหนังที่ผู้ชมควรใช้วิจารณญาณในการชมด้วยครับ
Q : ได้ดู ขุนแผน รึยังคะ เห็นเพื่อนไปดูมาบอกว่าไม่สนุกเลย ประมาณว่าไม่ได้เรื่อง (ขนาดนั้น) ตัวดิฉันเองเป็นคนหูเบา พอได้ยินอย่างนี้เลยพาลไม่อยากดู แต่ยังไงก็คงต้องเช่ามาดู เพราะคุณพ่อชอบหนังย้อนยุคทั้งไทยและเทศ

A : ได้ดูแล้วครับ สำหรับผมถือว่าเป็นหนังที่ดูสนุกพอเพลินๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากนัก แม้จะมีอะไรที่ดูขัดหูรกตาไปบ้างก็ทำเป็นลืมๆหรือมองข้ามไปซะ...แต่ก็เป็นหนังในกลุ่มที่ผู้ชมควรใช้วิจารณญาณในการชมเช่นกันครับ


No comments: