THE HUNGER GAMES: CATCHING FIRE
(Francis Lawrence, 2013)
ที่จริง ควรเขียนถึง Romeo & Juliet เพราะเพิ่งดูสดๆร้อนๆ แต่ไม่ต้องเสียสติไตร่ตรองก็ตกลงใจได้เลยว่าไม่เขียนละกัน! เพราะหลับตั้งแต่ต้นเรื่อง (ไม่รู้ว่าร่างกายอ่อนเพลีย หรือเพราะหนังมันน่าเบื่อเหี้ยๆ กันแน่! แต่เพื่อความแฟร์ เอาเปนว่าน้องมอดง่วงพอดีละกันฮะ ^^) เลยหลับๆ ตื่นๆ ได้ดูแค่บางฉาก แต่ถึงงั้้นก็พูดได้เต็มปากว่า เฮลี่ย์ สไตน์เฟลด์ สวยมาก น่ารักฝุดๆ ขาวใสไร้สิว หน้านวลผ่องเปนยองใยราวกับใช้ครีมกวนอิม รูปร่างอวบอัดน่าจับทุ่มทอดกอดฟัดเปนที่สุด ส่วน ดั๊กลาส บู๊ธ ก็หล่อดี มีกล้ามนิดๆ พองาม ออกแนว pretty boy ขาววิ๊งๆ จนบางฉากที่เผอิญสะลึมสะลือปรือตาขึ้นมอง ก็ให้สงสัยว่าเหตุใด 'จูเลียต' เวอร์ชั่นนี้จึงตัดผมสั้น นุ่งกางเกง เน้นฟันดาบ (ดาบจริง มิใช่ดาบติดตัวมาแต่กำเนิด!) เอ...หรือว่านี่เรากำลังดู Mulan กันแน่หว่าาาาาา หลับต่อดีก่าาาา....คร่อกกกก!
ก็เลยเปลี่ยนมานั่งระลึกชาติ เขียนถึงเรื่องนี้แทน ส่วน R&J ก็ลืมๆมันไปเหอะ เพราะ เช็คสเปียร์ น่าจะไปผุดไปเกิดเปนลูกหาบอยู่ที่เคนย่าได้หลายสิบชาติแล้วมั้ง? คือลืมไปหมดแล้ว ว่าตัวเองเคยแต่งบทละครอะไรไว้ แต่คนทำหนังทำละครก็ยังอุตส่าห์หยิบบทละครของเขามาสร้างอยู่ไม่เลิกรา แบบว่าไม่เบื่อกันบ้างเล้ยยยย... -*- พูดแบบนี้มิได้หมายความว่าน้องมอดจะรู้จักผลงานของเช็คสเปียร์อย่างถ่องแท้ก็หาไม่ เพียงแต่ได้ยินชื่อบ่อยๆ แล้วเบื้อเบื่ออะ รำคาญ! สงสัยว่าบทละครดีๆ เรื่องอื่นๆ ในโลกนี้ไม่มีอีกแล้วใช่ปะ? มีแต่ของท่าน 'เขย่าหอก' คนเดียวเท่านั้นที่โดดเด่นเด้งโลดในโลกหล้าหาใดเทียบเทียมมิได้ มันจะอะไรกันนักหนาหนอนี่ ไม่เข้าใจ!
แต่ก็นะ ไม่รู้ว่าที่จะพูดนี้มีอยู่ในบทละครหรือเปล่า คือเผอิญลืมตามาดูฉาก เมอคิวชิโอ เพื่อนรักสุดหล่อของโรมิโอ โดนดาบเสียบพุงนอนพะงาบๆ ใกล้ตาย แล้วมันก็ครวญคร่ำร่ำไรว่า เพราะความเกลียดชังของสองตระกูลนั่นแล ที่ช่วงชิงความสุขสนุกสนานในชีวิตข้าไปจนหมดสิ้น และลงท้ายด้วยการสาปแช่งทั้งสองตระกูลให้พินาศล่มจมไปตามๆ กัน ก่อนจะแหงแก๋ก๊องแก๊งไปแบบตายตาไม่หลับ นอกจากนี้ยังมีฉากทำนองเดียวกันเกิดขึ้นกับตัวละครอื่นๆ เช่นตอนโรมิโอรำพึงหลังจากฆ่าคนไปแล้วว่าตัวเองทำอะไรลงไป บลาบลา... แสดงถึงการที่ตัวละครมักจะสำนึกขึ้นได้ว่า ทุกสิ่งอย่างที่ผ่านมา มันช่างเปนอะไรที่สุดจะโคตรโง่เง่าไร้สาระฉิบหาย และทำให้ตนต้องสูญเสียอะไรต่างๆ ในชีวิตไปโดยไม่อาจนำกลับคืน ไม่ว่าจะเปนจิตใจ อารมณ์ ความคิด สติปัญญา เวลา และสุดท้ายคือการมีลมหายใจ แต่ดันมาตระหนักได้ในห้วงเวลาที่สายเกินจะแก้ไข พูดอีกแบบคือ ตราบใดไม่เห็นโลงศพก็คงไม่รู้จักหลั่งน้ำตาหรอก!
คิดไปคิดมา บทละครของท่านเขย่าหอกนี่ก็มีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่เหมือนกันนะแฮะ ถ้างั้นก็เชิญหยิบนำกลับมาสร้างใหม่ทำใหม่ต่อไปเถอะเนอะ (อ้าว! ตรรกะล่มเปนกำแพงเบอร์ลินถล่ม อีกแล้วซิกู! 55555555555555555555+)
ตกลงว่านี่ตั้งใจจะเขียนถึง Catching Fire ใช่ป่าวอะ (ถามตัวเองนะ ไม่ได้ถามใคร) งั้นเอาสั้นๆ ละกันว่า หนังสนู๊กกกก...สนุกอะ แบบว่าคุ้มค่ากับการรอคอยมั่กๆ อยากดูมาตั้งแต่ได้ดูตัวอย่างหนังเมื่อต้นปีละฮะ มั่นใจมากด้วยว่าจะต้องออกมาสนุก แล้วก็เปนอย่างที่คิด! คงเพราะเนื้อเรื่องภาคนี้สนุกกว่าทุกภาค ซึ่งหนังก็แทบว่าจะสร้างออกมาตามหนังสือเป๊ะๆ มีดัดแปลงบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่ทำให้เสียรสชาติเดิมในหนังสือ มิหนำซ้ำยังจะดีกว่า ตรงที่ทำออกมาเปนภาพซึ่งดูยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างมากๆ อย่างฉากบรรณาการซึ่งเคยเปนผู้พิชิตในอดีตทั้ง 12 เขต ควบรถม้าไปโชว์ตัวให้ชาวแคปิตอลได้โห่ร้องต้อนรับ ก็ให้ความรู้สึกน่าตื่นตาตื่นใจแบบหนังมหากาพย์โบราณซะมิมี! ฉากนี้นึกถึง Ben Hur หรือ Cleopatra ขึ้นมาทันทีเบยยยย...
ส่วนซีนที่ชอบมากๆ เพราะว่ามันดู 'จัดหนัก' ในการกระตุ้นอารมณ์ดราม่าหลากแบบได้น่าทึ่ง คือฉาก แคทนิส กับ พีต้า ขึ้นเวทีพบปะประชาชนในเขตไหนสักเขต ที่ตอนแรกก็ดราม่าซาบซึ้งอยู่ดีๆ แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยความตายของตาแก่คนหนึ่งซะงั้น! ถือเปนซีนที่สุดยอดมาก เปี่ยมด้วยอารมณ์หลากหลายทั้งสนุก-ขบขัน-ตื่นเต้น-ตื้นตัน-รันทด-ลุ้นระทึก และสิ้นสุดลงด้วยโศกนาฎกรรม T__T ฉากนี้ตอนเห็นในตัวอย่างหนังก็คิดว่ามันจะต้องเมโลฯ แน่ๆ แต่พอได้ดูเต็มๆ ในโรงก็ยอมรับว่าผู้กำกับ ฟรานลอว์ เก่งจริงอะไรจริง! คือคุมจังหวะการปล่อยอารมณ์ออกมาได้เฉียบขาด ไม่มากไม่น้อย ดูแล้วน้ำตาปริ่มๆ เล็กน้อยแบบการ์ตูนตาหวาน ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ซีนนี้ซีนเดียวนะ ซีนที่แคทนิสวิ่งเข้าไปขวางทางไม่ให้ เกล โดนพีซคีปเปอร์ลงแส้ fetishism แล้วโดนปืนจ่อหน้า นางก็ทำเปนเชิดหน้า พูดเสียงต่ำๆ โดยดัดริมฝีปากเล็กน้อยว่า "เอาเลยซิ" นี่...แหม่ นึกถึงฉากอังศุมาลิน-จินตหรา วิ่งเข้าไปยืนด่า โกโบริ-วรุต ที่สั่งลงโทษทหารญี่ปุ่นให้กินกล้วยจนอ้วกแตกซะไม่มี! แต่บางฉากก็น่ากลุ้มอยู่นะ โดยเฉพาะฉาก นังอันโกะ-เอฟฟี่ ที่พยายามจะดราม่าทุกช่องทาง เช่นฉากหยิบรายชื่อในวันเก็บเกี่ยว หรือฉากบนรถไฟที่บอกให้ทุกคนต้องมีสัญลักษณ์ประจำตัว บ้าๆบวมๆอะไรก็ไม่รู้ เห็นแล้วอยากไล่กลับไปเฝ้าไร่สตรอว์เบอร์รี่ที่ซูดาน
เห็นๆ กันใช่ปะ? ว่าภาคนี้ เจนลอว์ สวยทุกฉาก พูดได้ว่าไม่มีช็อตไหนที่นางดูไม่สวย ไม่ว่าจะรวบผม-ปล่อยผม ไว้ผมเปีย-ปล่อยผมฟู สวมชุดธรรมดาหรือชุดลิเก แต่งหน้าเปนธรรมชาติหรือปล่อยหน้าเยินๆ เพราะไปคลุกฝุ่นดินทรายมา ไม่แน่ใจว่าราศีรัศมีดาราออสการ์จับหรืออย่างไร...ถึงออกมาดูสวยทรงเสน่ห์ทุกช็อตทุกฉากขนาดนั้น!! ส่วนฝีมือการแสดงนั้นหายห่วงนะฮะ เล่นเก่งอะ โดยเฉพาะช็อตปิดเรื่องนี่แทบว่าจะลุกขึ้นแสตนดิ้งโอเวชั่นให้กลางโรงเลย แลดูว่านางคงต้องใช้พลังแอ็คติ้งบริเวณใบหน้าในระดับขั้นเทพ คือสีหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากบิดเบี้ยวเหยเกเพราะเศร้าเสียใจตื่นตะลึงกับข่าวที่ได้รับ กลายเปนขมึงทึงดุดันโกรธแค้นได้อย่างแนบเนียนและน่าทึ่ง ไม่รู้ว่านางไปฝึกกล้ามเนื้อใบหน้าเพื่อเล่นฉากนี้นานแค่ไหนเนาะ! ดูแล้วเทพฝุดๆ สมราคาดาราออสการ์เจงๆ นี่ถ้าตัวเองเปนครูแอ็คติ้งคงจะรีบเร่งเอาฉากนี้ไปเปิดให้นักเรียนในคลาสดูไว้เปนตัวอย่างทันที! (อ่อ อีกฉากที่นางเล่นแอ็คติ้งใบหน้าได้สุดยอดคือฉากในลิฟต์ที่เจอ โจฮันนา มายืนแก้ผ้าให้ดู สีหน้าเจนลอว์ตอนนั้นมันแบบว่า... ไปดูเอาเองละกัน บรรยายไม่ถูก รู้แต่ว่าถ้าไม่ใช่ดาราออสการ์เล่นแบบนั้นไม่ได้นะเนี่ย)
ส่วน พีต้า-จอชฮัทเชอร์ นี่ไม่รู้ว่าได้รับรังสีจากเจนลอว์เผื่อแผ่มาฤาไฉน ถึงได้หล่อเป๊ะเว่อร์ทุกช็อตทุกฉาก ถึงหุ่นจะออกแนวเตี้ยล่ำเปนมะขามข้อเดียวไปหน่อย แต่หน้างี้หยั่งกะเซ็ตมาให้ดูดีทุกโอกาสเหมือนกัน ส่วนอีกสองคนคือ เกล-เลียมเฮมส์ กับ ฟินนิค-แซมคลาฟ นี่ไม่ต้องพูดมาก เพราะหล่อวายป่วงทั้งคู่อยู่แระ แทบไม่ต้องเซ็ตก็น่ามอง :-P แต่หุ่นฟินนิค ตอนเปิดตัวดูเปนปูกล้ามกามไปหน่อยเนาะ คือนมใหญ่จนไหล่ลู่กันเลยทีเดียว สงสัยหนัก! น่ากลัวว่าถ้าอายุมากขึ้น นมจะยานเปนถุงแป้งเอานะ! จอชฮัทเชอร์ก็เหมือนกัน แก่ตัวไปแล้วไม่ดูแล จะกลายเปนถังเบียร์ได้ง่ายๆ เพราะหุ่นให้ ส่วนใจจะรักชอบอยากเปนหรือเปล่าก็ต้องคอยดู เพราะงั้นน้องเลียมก็ดูแลตัวเองดีๆ นะลูก! อย่าจัดกล้ามให้บวมเหมือนพี่คริสซะล่ะ เพราะของพวกนี้ขึ้นแล้วมันลงลำบาก
สำหรับเนื้อเรื่องก็อย่างที่รู้กันอะเนาะ ว่าภาคนี้เปนการขับเคี่ยวระหว่าง แคทนิส กับ ปธน.สโนว์ จอมฉ้อฉล ผู้พยายามใช้อำนาจของตนเพื่อกดดันแคทนิส เด็กสาวธรรมดาที่กลายเปนศัตรูตัวฉกาจของแคปิตอลอย่างคาดไม่ถึง มิให้เธอลุกขึ้นมาทำตัวกระตุ้นปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮึอขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐ ซึ่งแลดูว่าจะปกครองด้วย 'ระบอบสโนว์' คือกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพียงผู้เดียว ใครทำอะไรไม่ถูกใจหรือผิดพลาดไป ก็สั่งเก็บสถานเดียว อย่างแคทนิสก็โดนสั่งฆ่ามาตั้งแต่ต้นแล้วด้วยซ้ำ แต่ถูกทักท้วงจาก พลูตาร์ค เกมเมคเกอร์คนใหม่ที่ยกเหตุผลล้านแปดมาอ้างว่างั้นว่างี้ ให้ใจเย็นๆ รอไปก่อน บลาบลา...
ปธน. สโนว์ ก็ดันเชื่อด้วยนะ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าไอ้ ปธน. คนนี้มันน่าจะโง่จริงโง่จังอยู่เหมือนกัน แถมออกแนวเปนตาแก่เอาแต่ใจ คือพอเจอหน้าพลูตาร์คทีไร ก็ถามเปนอยู่แค่คำเดียวว่าเมื่อไหร่จะกำจัดแคทนิสเสียที! เหมือนแม่งถามอย่างอื่นไม่เปนเลย ราวกับมันมีหลักการบริหารประเทศชาติด้วยการเข่นฆ่าประชาชนเท่านั้น! (ถ้าเปนงั้นก็ไม่ต้องสงสัยว่าการก้าวขึ้นสู่อำนาจของมันจะเต็มไปด้วยซากศพประชาชนผู้บริสุทธิ์เกลื่อนกล่นตลอดเส้นทางเพียงใด) คือรู้จักแต่จะทำให้คนกลัว หารู้ไม่ว่าคนเรานั้นเมื่อกลัวจนถึงที่สุด ความกลัวจะสวิงกลับไปสุดแรงกลายเปน 'ความกล้า' บ้าบิ่นสุดฤทธิ์ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะกลัวจนไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว งั้นก็หลังชนฝาสู้แม่งให้ตายไปข้างหนึ่งละกัน อย่างน้อยก็ยังดีกว่ามีชีวิตอยู่อย่างสิ้นหวัง เพราะถูกความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจอยู่ตลอดเวลา! สู้จนตัวตายไปซะ ดีไม่ดีอาจมีคนยกย่องว่าทำเพื่อประเทศชาติก็ได้ ใครจะรู้!!
เพราะความโง่เขลา-ยโสโอหัง-จองหองอวดดี-อวดเก่งอวดฉลาด-คิดว่าตนเองมีอำนาจล้นฟ้าทุกคนต้องอยู่ใต้อาณัติตลอดเวลาของ ปธน. สโนว์ นั่นเอง ทำให้มันต้องแพ้ภัยตนเอง โดนคนที่ฉลาดล้ำลึกและใจเย็นกว่าหลายเท่าซ้อนแผนอย่างเนียนๆ สมน้ำหน้าแม่งจริงๆ ว่าเสือกอยากโง่นัก! ซึ่งมันก็ล้างอายให้ตนเองด้วยการสั่งฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็นยิ่งกว่าสัตว์นรก! จนอยากเร่งวันเวลาให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้ดูจุดจบของ ปธน. ทรราชย์อย่างมันใน Mockingjay 2 ซึ่งต้องรออีกสองปีแน่ะ!
แต่ถึงจะต้องรอนาน เราๆ ก็ยังเบาใจได้อยู่ว่า ยังไงจะต้องได้เห็นความอวสานของคนระยำ ที่กระทำการอันชั่วชาติจนแผ่นดินลุกเปนไฟ สมควรแก่โทษานุโทษที่มันพึงได้รับอย่างเต็มที่แน่นอน ตามกฎแห่งโลกภาพยนตร์ อันแตกต่างจากในโลกแห่งความเป็นที่เราๆ ต่างก็ต้องรอโดยมิรู้วันสิ้นสุดว่า เมื่อใดที่คนระยำต่ำช้ามันจะเดินทางไปพบจุดจบตามผลแห่งกรรมที่มันก่อไว้ เผลอๆ ประชาชนนั่นเองแหละที่จะตายไปก่อนได้เห็น! เพราะมัวแต่มืดบอดกับจุดยืนและความคิดของตนเปนหลัก จนนำมาซึ่งความแตกแยกขัดแย้งอย่างยากที่จะหลอมรวม อันนำไปสู่การเข่นฆ่ากันเองของคนในชาติ ซึ่งก็แลดูว่าจะเข้าทางของผู้นำทรราชย์อย่างแท้จริง!

No comments:
Post a Comment