Sunday, November 24, 2013

DOLORES CLAIBORNE (1995)



DOLORES CLAIBORNE
(Taylor Hackford, 1995)

ดูข่าวแม่ยายจ้างวานมือปืนสังหารลูกเขย เพราะทนเห็นลูกสาวโดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจต่อไปไม่ไหว ก็ให้คิดถึงหนังเรื่องนี้ทันที เปนหนึ่งในหนังสร้างจากนิยาย สตีเฟ่น คิง ที่ 'ดีที่สุด' และส่วนตัวก็ 'รักเรื่องนี้มาก' โดยเฉพาะ แคธี่ เบทส์ ในบทแม่บ้านที่ตกเปนผู้ต้องหาฆ่านางจ้างซึ่งเปนหญิงชราช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เพราะต้องการครอบครองทรัพย์สินที่นายจ้างระบุในพินัยกรรมว่ายกให้ ถือเปนการแสดงอันควรส่งให้เธอคว้าออสการ์ตัวที่สองมาครองด้วยซ้ำไป น่าเสียดายที่ปีนั้นเธอถูกมองข้าม พลาดแม้กระทั่งการเสนอชื่อเข้าชิง!

นักแสดงหญิงอีกคนที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ ในบทลูกสาวผู้ห่างเหินกับแม่แท้ๆ ยิ่งกว่าคนแปลกหน้า เนื่องจากปักใจเชื่อว่าแม่เปนคนลงมือฆ่าสามี ซึ่งคือพ่อของเธออย่างเลือดเย็น โดยกฎหมายไม่อาจเอาผิดเพราะปราศจากหลักฐานมัดตัว

แตกต่างจากครั้งล่าสุด ที่มีคนเห็นกับตาว่าแม่เธอกำลังจะลงมือสังหารนายจ้างพิการแบบคาหนังคาเขา กลายเปนหลักฐานชั้นดีที่สามารถส่งตัวนางเข้าไปใช้ชีวิตที่เหลือในคุกได้ไม่ยาก แม้ว่านางจะปฏิเสธอย่างแข็งขันเพียงใดก็ตาม

จุดเด่นของหนัง นอกจากฝีมือการแสดงในระดับ 'สุดยอด' ของสองนักแสดงหญิงดังกล่าวแล้ว คือการดัดแปลงบทภาพยนตร์โดยฝีมือ โทนี่ กิลรอย (ซึ่งต่อมาเปนผู้เขียนบทและกำกับหนังดราม่าสุดเข้มข้น Michael Clayton ในปี 2007) และการกำกับภาพยนตร์ของ เทย์เลอร์ แฮ็คฟอร์ด (An Officer and a Gentleman, The Devil's Advocate) ที่ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวแห่งชะตากรรมของสองแม่-ลูกที่ต่างตกเปนเหยื่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว จากน้ำมือของผู้อยู่ในฐานะผัวและพ่อของหญิงทั้งสอง-ได้อย่างทรงพลัง เข้มข้น และน่าสะเทือนอารมณ์เอามากๆ พร้อมกันนั้นก็ทำให้คนดูตระหนักอย่างถ่องแท้ว่า ความรักของ 'แม่' ช่างยิ่งใหญ่ ถึงขั้นสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อป้องกันสวัสดิภาพของลูกให้รอดพ้นจากเงื้อมมือคนโฉด

แม้ว่าคนโฉดชั่นนั้นจะเปนคนๆ เดียวกับผู้ให้กำเนิดลูกน้อยก็ตาม!

หนังดำเนินเรื่องโดยวิธีตัดสลับเหตุการณ์ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งถูกผสานเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน โดยใช้โทนสีของภาพเปนตัวแบ่งแยกความแตกต่างของเวลา ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครหลักทั้งสอง กล่าวคือ เหตุการณ์ปัจจุบันจะใช้โทนสีที่ให้อารมณ์หม่นหมอง แห้งแล้ง เย็นชา สะท้อนถึงสภาวะอารมณ์ของลูกสาวที่ต้องทนแบกรับความรู้สึก และความเชื่อที่ว่าแม่ลงมือฆ่าพ่ออย่างโหดเหี้ยม ถึงจะไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน แต่ชาวเมืองต่างก็เชื่อไปในทางเดียวกันหมด ส่วนเหตุการณ์อดีต ภาพจะออกมาในโทนสีสันสดใส เจิดจ้า งดงาม สื่อถึงอารมณ์ของแม่ที่ยึดติดกับเรื่องราวในอดีตอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ตนสามารถปกป้องลูกสาวให้รอดพ้นจากความเลวร้าย อันเกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เพศชาย แม้ว่าจะต้องแลกกับการถูกตราหน้าว่าเปนฆาตกรจากคนทั้งเมือง และที่แย่ยิ่งกว่า คือถูกลูกสาวเข้าใจผิดเต็มๆ!

ใครที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ แต่ไม่เคยดูหนัง ก็น่าจะเดาได้แหละ ว่าคนโฉดชั่วที่แม่ต้องลงมือสังหาร เพื่อมิให้มันมาทำอันตรายลูกสาว หาใช่ใครที่ไหน! คือพ่อแท้ๆ ของลูกนั่นเอง และว่ากันตามจริง ตัวแม่เองก็ใช่ว่าจะรอดพ้นการตกเปนเหยื่อความรุนแรง เพราะก็โดนผัวลงไม้ลงมืออย่างทารุณเหมือนกัน ทว่านางก็จำอดทนกล้ำกลืนฝืนความเจ็บปวดโดยไม่ปริปาก ด้วยไม่ต้องการให้ลูกสาวรู้เห็นว่าแม่ถูกทำร้ายหนักหนาสาหัสเพียงใด แต่สิ่งที่กลายเปนตัวจุดชนวดระเบิดให้นางตัดสินใจจัดการขั้นเด็ดขาดกับผัวขี้เมาสุดกักขฬะ คือการรับรู้ว่ามันลงมือกระทำระยำตำบอนกับลูกในไส้ได้ลงคอ เหมือนเห็นลูกเปนเครื่องมือตอบสนองอารมณ์ใคร่ใฝ่ต่ำในสันดานของตนเพียงถ่ายเดียว ปราศจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีใดๆ โดยสิ้นเชิง

พูดกันตรงๆ คนแบบนี้อยู่ไปก็รกโลกจริงๆ!

จึงเป็นที่มาของการลงมือฆาตกรรม ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ชาวเมืองกำลังให้ความสนใจกับสุริยคราส อันเปนปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่นานครั้งจะเกิดขึ้น อีกทั้งชั่วชีวิตของคนหนึ่งคนก็ใช่ว่าจะมีโอกาสชมปรากฏการณ์นี้ด้วยตาตนเองได้บ่อยครั้ง เช่นเดียวกับ การลงมือ 'ฆาตกรรม' ของ โดโลเรส ไคลบอร์น หญิงชนชั้นใช้แรงงานผู้ตกเปนเบี้ยล่างของผัวมาเกือบทั้งชีวิต ซึ่งมันคือครั้งแรกและครั้งเดียวที่นางตัดสินใจฆ่าคน! (จากคำแนะนำแบบอ้อมๆ ของนายจ้างผู้มีหัวอกเดียวกัน!) ซึ่งประสบผลสำเร็จงดงามในฐานะ 'ฆาตกรรมสมบูรณ์แบบ' อีกต่างหาก! อันเปนสิ่งที่มิใช่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ไม่ต่างจากรเกิดขึ้นสุริยคราสเช่นกัน

จนเมื่อลูกสาวผู้มองแม่ในแง่ลบ เพราะเข้าใจผิดว่าแม่เปนหญิงร้ายกาจถึงขนาดลงมือฆ่าผัวได้โดยไม่รู้สึกรู้สา-ได้รับทราบถึงสาเหตุแท้จริงในการกระทำของแม่ ทำให้เธอยอมรับความจริง และหวนกลับไปเผชิญหน้าความทรงจำเลวร้าย ที่เธอเก็บกดไว้ในส่วนลึกของจิตใจ จนดูเหมือนว่าเธอได้ลืมเลือนเหตุการณ์นั้นไปแล้ว แต่ความจริงหาได้เปนเช่นนั้นไม่! ทันทีที่มีบางอย่างมาสะกิดความทรงจำอย่างถูกจังหวะและเวลา ภาพเหตุการณ์ที่เธอไม่ปรารถนาจะจดจำในวันที่เธอถูกพ่อลวนลามทางเพศอย่างโหดร้าย ก็หวนกลับคืนสู่ห้วงแห่งความรับรู้อย่างเลี่ยงไม่ได้

นี่เองที่ทำให้แม่ต้องยื่นมือเข้ามาจัดการ เพื่อยุติวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นกับลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยมือแม่เอง เพราะหากขืนรอให้กฎหมายมาช่วย มันจะยิ่งสายเกินไปกว่านี้!

มีนักวิจารณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า ความจริงบางอย่างในชีวิตคนเรา บางครั้งก็เปนเรื่องยากที่จะยอมรับและเผชิญหน้าได้อย่างองอาจ ไม่ต่างอะไรกับดวงอาทิตย์ที่ปลดปล่อยพลังงานแสงอันรุนแรงแผดกล้า จนไม่มีผู้ใดสามารถเงยหน้ามองดวงอาทิตย์อย่างเต็มตาได้เลย จนเราอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต กว่าจะมีโอกาสได้ตระหนักถึงความจริงอันเลวร้ายเพียงชั่ววูบ ดุจดั่งช่วงเวลาเดียวกับที่เงามืดของดวงจันทร์เคลื่อนคืบคลานเข้าบดบังดวงอาทิตย์จนมิดดวง!

แบบเดียวกับที่ลูกสาวได้รับรู้ถึงความจริงในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ว่าแม่รักเธอมากมายถึงขั้นยอมทำได้ แม้กระทั่งการเอาชีวิตตนเองเปนเดิมพัน!

ถึงบรรทัดนี้ ก็คงจะทราบชัดเจนแล้ว ว่าหนังเรื่องนี้พูดถึงความรุนแรงในครอบครัว ทั้งการที่สามีทำร้ายทุบตีภรรยา และการที่พ่อทำเลวระยำชั่วช้ากับเลือดเนื้อตนเองอย่างไม่ละอาย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ถึงจะเปนสิ่งผิดกฎหมาย แต่กว่าจะกฎหมายจะยื่นปีกแห่งอำนาจเข้าช่วยเหลือพวกเธอให้หลุดพ้นจากห้วงเหวแห่งความทุกข์ทรมาน ก็ช่างเนิ่นนานและสุดแสนจะยุ่งยาก จึงอาจถือเปนความจำเปนเร่งด่วนในการที่พวกเธอจะลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรมด้วยน้ำมือของตนเอง!

No comments: