CARRIE (Kimberly Pierce, 2013)
แม้ว่าพอดูจบจะรู้สึกผิดหวัง ว่าทำไมหนังถึงออกมาอย่างที่มันเปน แต่พอนั่งคิดอีกที ก็ถือเปนความผิดของตัวเราเอง ที่ดันไปตั้งความหวังจากหนังเวอร์ชั่นนี้มากไป! เข้าใจว่าเปนเพราะยังติดตากับภาพลักษณ์ของ แครี่ ไวท์ ที่แสดงโดยป้า ซิสซี่ สปาเซ็ค ในเวอร์ชั่นเก่า ซึ่งดูเปนคนผอมแห้งแรงน้อยเหมือนโครงกระดูกเดินได้ ชอบทำตาเหลือกๆ เหมือนโดนทารุณกรรมตลอดเวลา รวมความคือเปนนางชะนีน้อยผู้น่าสมเพช ที่แม้กระทั่งคนจิตใจดีงามอย่างเราก็ยังลังเลที่จะเข้าใกล้ให้ความช่วยเหลือ เพราะไม่แน่ใจว่าอีนี่จะลุกขึ้นคว้ามีดมาปาดคอเราเมื่อใด อะไรทำนองนั้น ^^
แต่สำหรับเวอร์ชั่นใหม่ ภาพลักษณ์ของ แครี่ ไวท์ ที่แสดงโดย โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์ (Kick-Ass) ได้ถูกปรับลุคให้กลายเปนสาวน้อยหน้าตาคมคาย น่ารักน่าเอ็นดู ใครเห็นใครก็รัก แม้ว่าจะมีบุคลิกต้วมเตี้ยมเหนียมอาย และมีอาการประสาทแดกกำเริบบ้าง แต่ถึงงั้นก็ยังดูน่าเข้าใกล้ให้ความสนิทชิดเชื้อด้วยอยู่ดี
ที่สำคัญคือ รูปร่างนมต้มของน้องโคลอี้ (หรืออีกนัยหนึ่งคือ แครี่ ไวท์) ก็จัดว่าอวบอัดน่าฟัดน่าจับเหวี่ยงฝุดๆ จึงอาจเปนคำอธิบายได้ว่า เหตุใดหนุ่มหล่อระดับดาวโรงเรียนอย่าง ทอมมี่ (แอนเซล เอลกอร์ต) จึงยอมตกปากรับคำ(สั่ง)จากแฟนสาว ซู สเนลล์ (กาเบรียลล่า ไวล์) ให้มาชวนแครี่ไปงานพร็อมด้วยกัน โดยที่ฝ่ายชายแทบจะไม่แสดงท่าทีอิดออดเลย แสดงว่าเจ้าหนุ่มทอมมี่ก็มิได้มีความรู้สึกกล้ำกลืนฝืนใจที่จะเข้าหาแครี่เท่าใดนัก เผลอๆ อาจจะเต็มใจก็ได้ที่ถูกเมียเปิดโอกาสให้ควงหญิงอื่นไปงาน เพราะหุ่นของอีหนูแครี่ก็เชฟบ๊ะน่าฟัดฟาดหาน้อยไม่! (อีกทั้งหนังยังให้เห็นในฉากหนึ่งด้วยว่า ทอมมี่ก็มีท่าทีสนใจแครี่อยู่เหมือนกัน)
มองในแง่นี้ ทำให้พูดได้ว่า แครี่ ไวท์ เวอร์ชั่นนี้เปนเด็กสาวที่มี 'เสน่ห์ทางเพศ' แอบซ่อนอยู่ในบุคลิกท่าที ในระดับที่รุนแรง! ไม่น้อยไปกว่า 'พลังจิต' เคลื่อนย้ายวัตถุสิ่งของที่เธอมีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ราวกับว่าผู้กำกับ คิมเบอร์ลี่ เพียร์ซ (Boys Don't Cry) ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ทั้งสองอย่างนั้นมันคือสิ่งเดียวกัน! เปนสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติภายในเลือดเนื้อร่างกายของเด็กสาว ผู้ไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่าตนเองมีความแตกต่างที่ 'เหนือกว่า' คนอื่นๆ หลายเท่า (คิดเอาง่ายๆ ว่าชะนีเพื่อนร่วมชั้นของแครี่ มีสักกี่คนที่ดูดีดูสวยกว่าเธอบ้าง) และการค้นพบถึงความพิเศษที่ตนมี ก็ตามติดมาด้วยความยากลำบากในการควบคุมและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต
ไม่รู้เหมือนกันว่า ที่จะพูดต่อไปนี้มันจะแลดู 'เว่อร์' เกินไปมั้ย แต่อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าผู้กำกับแลดูจงใจใช้การค้นพบพลังจิตของแครี่ อันนำไปสู่ฉาก 'นรกแตก' ในตอนท้ายเรื่อง เปนเสมือนนิทานเปรียบเทียบ เพื่อบอกว่า 'เสน่ห์ทางเพศ' ของเด็กสาวขี้อาย ผู้ไม่รู้ตัวว่าตนเปนคนสวยและเซ็กซี่อย่างวายร้ายนั้น มันคือ 'พลังงาน' ที่เต็มไปด้วยอันตรายและน่าสะพรึงกลัวสุดๆ ยิ่งเฉพาะในยามที่เธอถูกทำให้โกรธแค้นจนไม่อาจควบคุมตนเอง ดังเช่นสำนวนที่ว่า "Hell Hath No Fury Like a Woman Scorned ... ความโกรธเกรี้ยวของชะนีที่ถูกเหยียดหยามนั้นร้อนแรงยิ่งกว่าไฟนรก"
ฉะนั้นหนุ่มๆ ที่คิดจะเด็ดดอกไม้งามมาเชยชมแล้วโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี พึงระวังตัวไว้! เพราะ 'ไฟนรก' อาจมิได้เกิดขึ้นอย่างเปนรูปธรรมชัดเจน แบบเดียวกับการระเบิดอารมณ์ของแครี่ แต่อาจเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับที่ มาร์กาเร็ต ไวท์ (จูลี่แอนน์ มัวร์) จัดการกับชีวิตของตนเองและลูกน้อยผู้เกิดมาโดยปราศจากความผิด และพฤติกรรมอันเห็นแก่ตัวของพวกมึงก็คือต้นเหตุหนึ่งแห่งความเสื่อมทรามของโลกใบนี้อย่างแท้จริง!

No comments:
Post a Comment