Thursday, November 7, 2013

ผีเข้าผีออก (พ.ศ. ๒๕๕๖)


ผีเข้าผีออก (ภาคภูมิ วงษ์จินดา, พ.ศ. ๒๕๕๖)

ก็ไม่มีอะไรมาก! เผอิญอดรู้สึกขึ้นไม่ได้ว่าช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ดูหนังผีไทยที่นำเสนอเรื่องของกลุ่มเด็กวัยรุ่นชอบลองดีกับผี ด้วยการแสดงกิริยาและท่าทีปราศจากความเคารพยำเกรงต่อวิญญาณอย่างโจ่งแจ้งชัดเจน เริ่มจาก ม.6/5 ปากหมาท้าผี ต่อด้วย ฮาชิมะ โปจเจกต์ ไม่เชื่อต้องลบหลู่ ซึ่งต่างก็ประกาศจุดยืนผ่านชื่อเรื่องออกมาอย่างชัดเจนเลยว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ก็จะไม่ยอมศิโรราบให้กับพลังอำนาจของภูตผีปีศาจโดยเด็ดขาด พูดอีกแบบก็คือปฏิเสธความเชื่อเรื่องเร้นลับเหนือธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง

จนมาถึงเรื่องนี้ ผีเข้าผีออก ที่เล่าเรื่องของกลุ่มนักศึกษาที่พากันเข้าไปถ่ายทำหนังสั้นในฮวงซุ้ย และได้กระทำการหยาบหยามไม่ให้เกียรติอากงอาม่าที่นอนนิ่งอยู่ในหลุมศพเอาเสียเลย ทำให้เกิดเหตุการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายตามมาจนถึงขั้น 'กองแตก' ต้องล้มเลิกการถ่ายทำกลางคัน เมื่อทีมงานคนหนึ่งมีอาการเหมือนถูกผีอากงอาม่าในสุสานแห่งนั้นเข้าสิง เลยทำให้ต้องวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงกันไปคนละทิศละทาง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ทำเปนเก่ง ปากกล้าอวดดีมาโดยตลอด

ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นภายในใจของคนทำหนังไทยยุคนี้ อย่างน้อยก็สามรายเข้าไปแล้ว ที่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาทำหนังพูดถึงประเด็นเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย และเข้าฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้มองเห็นถึงภาพรวมบางอย่างที่ค่อนข้างน่าสนใจใคร่ครวญหาคำตอบอยู่ไม่น้อย ว่าเหตุใดหนังทั้งสามเรื่องจึงต้องกำหนดให้เปนเรื่องของกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่เชื่อเรื่องผี และคิดอยากลองดีด้วยการเข้าไปพิสูจน์ว่าผีมีจริงหรือเปล่า ซึ่งก็ได้ประจักษ์ด้วยตนเองในท้ายที่สุดว่าวิญญาณนั้น แม้ไม่อาจมองเห็น แต่ก็มิได้หมายความว่าไม่มี และผู้ที่แสดงอาการลบหลู่ดูหมิ่นนานา ก็จะต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสม!

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับแนวทางในการนำเสนอของหนังแต่ละเรื่องด้วย ว่าจะมีส่วนทำให้บทลงโทษที่ตัวละครได้รับจากการแสดงความประพฤติเช่นนั้นเปนไปเช่นไร โดยจะเห็นได้ว่าทั้ง ม.6/5ฯ และ ผีเข้าผีออก ต่างก็วางตัวเปนหนังตลกทั้งคู่ บทลงโทษที่ตัวละครได้รับจากการดูหมิ่นวิญญาณ จึงสามารถ ลดหย่อนผ่อนเพลาลงได้ หลังจากที่พวกวัยรุ่นเกิดความสำนึกผิดและคุกเข่าขอขมาวิญญาณต่อความผิดที่ตนได้กระทำลงไปทั้งโดยตั้งใจและเจตนา จนได้รับการ 'นิรโทษกรรม' ไปตามระเบียบ ต่างจาก ฮาชิมะฯ ที่วางตัวเปนหนังผีซีเรียส ตัวละครวัยรุ่นแทบทุกตัวที่ลบหลู่ดูหมิ่นผี จึงต้องประสบเหตุเภทภัยถึงแก่ชีวิตไปโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง!

แต่กระนั้น มีข้อน่าสังเกตอยู่ว่าวิญญาณอาฆาตใน ฮาชิมะฯ นั้นเปน 'ผีญี่ปุ่น' ซึ่งขึ้นชื่อลือเลื่องในเรื่องความดุและความจองเวรแบบไม่ยอมเลิกรา เพราะงั้น ไม่ว่าตัวละครจะพยายามหาทางผ่อนหนักให้เปนเบาเพียงใด ก็ย่อมไม่เปนผล ต่างจากอีกสองเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งไม่เพียงแต่เปนหนังตลก แต่ผีในหนังยังเปน 'ผีไทย' กับ 'ผีจีน(ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย)' นอกจากจะพอพูดกันรู้เรื่องแล้ว ทั้งผีไทยผีจีนก็ยังแลดูค่อนข้างมีความเมตตาปรานีอยู่มิใช่น้อย ประมาณว่าเปนผีขี้ใจอ่อน โดนอ้อนวอนขอความกรุณาหนักๆ เข้าก็ยอมยกโทษให้ง่ายๆ เลิกแล้วต่อกันไปซะงั้นเอง (ก็อย่างที่เคยพูดไปแล้ว ว่าบุคลิกเฉพาะตัวประการหนึ่งของผีไทย ซึ่งสะท้อนออกมาจากความเปนสังคมชาวพุทธ คือเปนผีที่รู้จักการให้อภัยหรือ 'อโหสิกรรม' เพียงแค่ผู้กระทำความผิดแสดงความสำนึกออกมาอย่างจริงใจเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงหลักคำสอนที่ว่า "เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร" ได้เปนอย่างดี)

อย่างที่บอกแล้วว่ารู้สึกแปลกใจ ที่อยู่ๆ ก็ได้ดูหนังผีไทยสามเรื่องที่ว่าด้วยเรื่องกลุ่มวัยรุ่นที่แสดงท่าทีอยากลองดีกับผีอย่างปราศจากความกลัวเกรงในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามันน่าจะเปนเพราะในสังคมไทยกำลัง (หมายถึงในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้) เกิดปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นหรืออย่างไร? จึงทำให้คนทำหนังเกิดแรงผลักดันบางอย่างในการถ่ายทอดถึงความคิดและทัศนคติส่วนตัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมผ่านสื่อฯ ที่ตนมีความถนัดและคุ้นเคย 

มันจะเปนไปได้หรือไม่ ว่าสังคมไทยในยุคนี้กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่ผู้คนกำลังลุกขึ้นมาแสดงอาการตั้งคำถามต่อ 'อำนาจ' บางอย่างที่แผ่อิทธิพลครอบงำอยู่ในวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมมาเนิ่นนาน โดยที่เราทุกคนต่างก็ถูกกล่อมเกลาให้ต้องสยบยอมต่ออำนาจนั้นโดยดุษณีตลอดมา จนแทบไม่เคยลุกขึ้นมา 'ตั้งคำถาม' ถึงที่มาแห่งอำนาจนั้นเลย ซึ่งพอเกิดปรากฏการณ์ที่มีคนในสังคมลุกขึ้นมาแสดงท่าทีต่อต้านท้าทายอำนาจนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนทำหนังจะหยิบยกเอาปรากฏการณ์นั้นมาถ่ายทอดเปนภาพยนตร์ให้เราๆท่านๆได้ดูกัน (ส่วนคุณภาพที่ออกมาจะดีหรือเลวเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของแต่ละคนอะนะ)

อย่างไรก็ดี เปนที่น่าสังเกตว่าบทสรุปของหนังทั้งสามเรื่อง พูดให้ชัดคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครในตอนจบเรื่อง แม้จะแตกต่างกันไปในรายละเอียด แต่โดยสาระสำคัญแล้วกลับไม่มีความแตกต่าง กล่าวคือ ถึงท้ายที่สุด มนุษย์ก็ต้องเปนฝ่ายพ่ายแพ้ผีร่ำไป พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ คนตัวเล็กๆ ย่อมไม่อาจต่อต้านหรือท้าทาย 'อำนาจ' อันยิ่งใหญ่ได้โดยเด็ดขาด และจำต้องยอมตนเข้าเปนส่วนหนึ่งของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่ยินดียอมรับอำนาจนั้นให้มีอิทธิพลเหนือชีวิตตนด้วยความเต็มใจ!!!

คิดไปคิดมา มันช่างน่าเศร้าใจ...

No comments: