ฮาชิมะ โปรเจกต์ ไม่เชื่อต้องลบหลู่
(ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์, พ.ศ. ๒๕๕๖)
ก็อย่างที่คนส่วนใหญ่ 'ใส่' กันไปแล้วนั่นละ ว่า ฮาชิมะ โปรเจกต์ ไม่เชื่อต้องลบหลู่ จัดเปนหนังผีที่ค่อนข้างน่ากลุ้มเอามากๆ (นี่พยายามหาคำที่เบาสุดๆ แล้วเนาะ!) พูดตรงๆ คือไม่แน่ใจว่าโปรดิวเซอร์ใหญ่ค่าย M๓๙ ติดหนี้บุญคุณอดีตผู้บริหารฟิล์มบางกอก ซึ่งมานั่งในตำแหน่งผู้เขียนบท ตัดต่อ และโปรดิวเซอร์ร่วมของหนังเรื่องนี้หรืออย่างไร จึงปล่อยให้หนังออกมา 'ดูไม่จืด' ได้ถึงขนาดนี้ (ว่าที่จริง ตอนก่อนจะเข้าไปดูก็นึกเล่นๆ ว่าถ้าทำออกมาในสไตล์เดียวกับ Chernobyl Diaries ล่ะก็...กูจะด่า!! เพราะดูจากตัวอย่างหนังก็รู้สึกว่ามันน่าจะไปทางนั้นได้ ถ้าทำแบบนั้นจริงก็แสดงว่าแม่งไม่ได้คิดสร้างสรรค์ห่าอะไรใหม่เล้ยยยย แต่พอได้ดูหนังจบแล้ว กลับคิดว่าให้แม่งลอกฝรั่งมาเลยอาจจะดูดีกว่าหนังที่เปนอยู่ก็ได้นะเว้ยเฮ้ย!)
พูดกันแบบแฟร์ๆ หนังก็มีข้อดีของมันอยู่นะ คือนอกเหนือจากการแสดงของ อเล็กซ์ เรนเดลล์ กับ สายป่าน อภิญญา ซึ่งอยู่ในระดับ 'สุดยอด' ทั้งคู่แล้ว ยังอยู่ที่การดำเนินเรื่องในช่วงครึ่งแรกที่เปนการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนห้าคน ที่พยายามหาทางเข้าไปทำงานในวงการภาพยนตร์ อันเป็นสาขาวิชาที่ร่ำเรียนจนจบจากมหาวิทยาลัย โดยทำรายการแนวเรียลลิตี้ ล่าท้าผี ไปเสนอตามบริษัทหนังหลายแห่ง แต่ก็ไม่เคยได้รับการติดต่อกลับ เลยนำไปลงในยูทูป จนมีโปรดิวเซอร์รายการผีชื่อดังสนใจ และยื่นข้อเสนอให้พวกเขาไปถ่ายทำรายการแนวเดียวกันยังเกาะฮาชิมะ ซึ่งถือเปนสถานที่หลอนติดอันดับสองของโลก ด้วยความเปนคนรุ่นใหญ่ที่ปฏิเสธความเชื่อเรื่องสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ ทั้งหมดจึงพร้อมใจกันมุ่งหน้าสู่เกาะหลอนแห่งนั้น พร้อมด้วยความฝันบรรเจิดถึงอนาคตในวงการภาพยนตร์อันสดใสที่ทอดยาวรอคอยอยู่เบื้องหน้า
โดยหารู้ไม่ว่ามันจะเปนการเดินทางและการทำรายการครั้งสุดท้ายของพวกเขา!
ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ ว่าช่วงครึ่งแรกของหนังทำออกมาได้ดี เห็นได้ว่ามีความพยายามจะเร้าอารมณ์ตื่นเต้นเขย่าขวัญคนดู เช่น การให้มีตัวละครตัวหนึ่งเหมือนโดนวิญญาณตามติดอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ก่อนออกจากเมืองไทยจนกระทั่งกลับมาจากญี่ปุ่น ซึ่งก็ทำให้สามารถคิดครีเอทฉากหลอนๆ น่ากลัวมา 'ตุ้งแช่' ใส่คนดูได้ตามสมควร (แต่ก็มีบางช็อตที่แลดูป่วยไข้มากๆ ไม่รู้ใส่เข้ามาในหนังได้ไง คืออยู่ๆ ก็ให้ผีโผล่มากรี๊ดๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยหรือสัญญาณนำร่องใดๆ จนอดคิดไม่ได้ว่า นี่แม่งยุคไหนแล้วฮะ!! มึงยังเล่นมุกเสี่ยวๆ แบบนี้อยู่อีกนะ ไร้รสนิยมสัสๆ!)
ว่ากันตามจริง ถ้าดูแค่ฉากเขย่าขวัญในหนังอย่างเดียวก็ถือว่าน่าสนใจ ฉากส่วนใหญ่ทำออกมาได้น่ากลัวพอสมควร แต่ส่วนที่ถือได้ว่าย่ำแย่และ 'เลวร้าย' ที่สุดของหนังคือ บทภาพยนตร์ที่หาตรรกะความเปนเหตุเปนผลไม่ได้เลย นับตั้งแต่ตอนที่ตัวละครทั้งห้าเดินทางกลับจากญี่ปุ่น และเผชิญหน้าอาถรรพณ์ที่ตามติดมาจากเกาะฮาชิมะทีละคน เห็นได้ชัดเจนว่าบทหนังได้พยายามวาเล่ห์กล ล่อหลอกให้คนดูงงจนเดาทิศทางหนังไม่ถูก เพื่อจะหักมุมจนในตอนท้ายตามสไตล์หนังสยองขวัญทั่วไป แต่กลายเปนว่า 'ตกม้าตาย' กลายเปนคนทำหนังนั่นแหละที่หลังหักเสียเอง เพราะมีแต่จะทำให้คนดูงุนงง ไม่เข้าใจว่าคิดออกมาให้มีเข้าท่าเข้าทีกว่านี้ไม่ได้หรือไง!!
การให้คนตายไปแล้วสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้เหมือนกับเปนคนปรกติธรรมดานั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และเปนที่ยอมรับกันได้ในหมู่นักดูหนังผีรวมถึงนักอ่านเรื่องผีมาช้านาน แต่ในกรณีของหนังเรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่าออกจะจงใจหลอกคนดูมากเกินไปจนดูไม่เนียน ด้วยเมื่อคิดย้อนไปถึงความเปนเหตุเปนผลแล้ว ก็ไม่เห็นถึงความเปนไปได้ใดๆ เลยที่คนตายไปแล้วจะสามารถเดินทางขึ้นเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมากับเพื่อนๆ ได้โดยไม่มีใครสงสัย รวมถึงอาจมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเพื่อนหญิงคนหนึ่งในกลุ่ม และ บลาบลาบลา... ก่อนจะเฉลยให้คนดูรับทราบว่าร่างกายอันไร้ลมหายใจของคนนั้นถูกฝังอยู่ในญี่ปุ่นโน่น นอกจากยังมีรายละเอียดบ้าๆ บอๆ อีกนานาที่พอนำมาย้อนคิดแล้วก็รู้สึกว่า แม่งไม่ make sense โดยสิ้นเชิง!!
ทำให้พอดูจบแล้วก็นึกอยากถอดรองเท้าตบหน้าทั้งผู้กำกับและผู้เขียนบทเปนกำลัง และอยากตะโกนถามใส่หน้าทั้งคู่อย่างเหลือเกินว่า "ยุคนี้แล้ว พวกมึงคิดว่าคนดูหนังยังโง่อยู่หรืออย่างไร?"

No comments:
Post a Comment