GIGGS
Q: สวัสดีค่ะคุณสมเกียรติ... ไปเที่ยวสงกรานต์สาดน้ำแก้ร้อนที่ไหนคะเนี่ย ตอนแรกกะว่าจะเมล์มาคุยด้วยตั้งแต่หลังประกาศผลรางวัลออสการ์ แต่ด้วยเหตุผลต่างๆนานาทำให้หาเวลาค่อนข้างยาก
A: มาช้ายังดีกว่าไม่มาครับ และขอคุยถึงเรื่องสงกรานต์หน่อยดีกว่า...สำหรับผมสงกรานต์ปีนี้เป็นปีที่ ‘เซ็ง’ มหาเซ็งสุดๆอย่างที่ไม่มีปีไหนทำให้รู้สึกเซ็งได้เท่าปีนี้เลย ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไรนะครับ ทั้งที่โดยปรกติของสงกรานต์ทุกปี ผมมักจะอยู่บ้าน ไม่ยอมออกไปไหนให้โดนสาดน้ำโดยที่เราไม่เต็มใจเล่นด้วยอยู่แล้ว แต่ปีนี้มันเหมือนกับไม่รู้จะไปไหนดี ครั้นจะหันหน้าไปชวนใครก็ดูเหมือนทุกคนจะมีโปรแกรมส่วนตัวกันหมด แล้วผมเองก็อพยพตัวเองออกมาอยู่ชานเมืองกรุงเทพฯด้วย บรรยากาศเลยยิ่งเงียบๆเหงาๆซึมๆเซาๆยังไงพิกล เพราะคนส่วนใหญ่แถวบ้านผมเขาพากันกลับต่างจังหวัดเป็นส่วนมาก กลายเป็นว่าผมต้องอุดอู้อยู่คนเดียวในห้องเล็กๆ (แต่ผมเรียกมันว่า ‘บ้าน’) ที่ต้องปิดประตูให้แน่น ปิดหน้าต่างให้สนิท แถมยังต้องปิดผ้าม่านตรงระเบียงให้มิดชิดอยู่ตลอดเวลา หากเผลอปล่อยให้แสงแดดลอดเข้ามาแม้แต่เพียงนิดเดียวล่ะก็...ผมคงต้องตายเพราะอาการแพ้แสงแดดแน่ๆ...แต่หลังจากผ่านช่วงสงกรานต์มาแล้ว อาการดังกล่าวที่ว่าก็ค่อยๆหายไป ถึงตอนนี้ผมสามารถเปิดประตูหน้าต่างและผ้าม่านตรงระเบียงได้แล้วครับ และผมก็มั่นใจยิ่งนักอีกด้วยว่า “จะไม่มีใครสามารถไล่ผมออกจากบ้านนี้ได้อย่างเด็ดขาด!”
Q: ขอย้อนกลับไปออสการ์ก่อนนะคะ ดีใจกับเดนเซล วอชิงตันจริงๆ แม้ลึกๆแล้วจะเสียดายแทนรัสเซลล์ โครว์ (ขวัญใจตลอดกาล) เพราะบทจอห์น ฟอร์บส์ แนช จูเนียร์ นับเป็นบทที่ดีที่สุดจากการเข้าชิงออสการ์ 3 ปีติดต่อกันของเขาทีเดียว นอกจากนี้ยังเสียดายแทนทอม วิลคินสัน เพราะว่า In the Bedroom เขาแสดงได้ประทับใจจริงๆ เหนือกว่าซิสซี่ สปาเซ็คอีก
A: เห็นด้วยครับที่ว่าทอม วิลคินสันแสดงบทบาทใน In the Bedroom ได้น่าประทับใจมาก เป็นบทที่ออกมาเฉลี่ยน้ำหนักและความสำคัญต่อเรื่องจากบทของซิสซี่ สปาเซ็คอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทั้งสองก็แสดงบทบาทรับ-ส่งอารมณ์ถึงกัน และสามารถถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหลายมาสู่คนดูได้น่าทึ่งมากเลยทีเดียว (คิดอย่างนี้เลยทำให้ผมไม่รู้สึกเสียดายที่ซิสซี่ สปาเซ็คพลาดรางวัลให้แก่ฮัลรี่ เบอร์รี่ เพราะมันคงไม่ยุติธรรมกับวิลคินสันสักเท่าไหร่...งั้นไม่ได้ทั้งคู่นั่นแหละสมแล้ว!) ส่วนรัสเซลล์ โครว์นั้น ผมขออนุญาตเห็นต่างจากคุณ GIGG นะครับ เพราะผมไม่รู้สึกเสียดายแทนเขาสักเท่าไหร่ ในใจคิดว่าเขาคงจะไม่ถึงขั้นเป็นนักแสดงที่ ‘ยิ่งใหญ่’ พอจะคว้าออสการ์สาขานักแสดงนำสองปีซ้อนติดกันได้หรอก ถึงจะยอมรับก็ตามนะครับว่าบทบาทที่เขาแสดงใน A Beautiful Mind เป็นการแสดงที่ถือได้ว่ายอดเยี่ยม ดูสมจริงและน่าเชื่อถือเอามากๆ แต่ก็อย่างที่เคยกล่าวไปแล้วนั่นแหละครับ ว่าหลังจากที่ดูเดนเซล วอชิงตันแสดงบท ‘ตำรวจเลว’ ใน Training Day แล้ว ผมก็เทใจให้คะแนนแก่เขาไปจนหมดหน้าตัก พอได้ยินผลรางวัลที่ประกาศออกมาก็เลยมีผมคนเดียว (ท่ามกลางเพื่อนๆที่ไปนั่งดูถ่ายทอดสดด้วยกัน) ที่โลดขึ้นจากเก้าอี้มายืนเฮๆด้วยความดีใจ...
Q: กลับมาที่วงการหนังไทยบ้านเรา ขุนแผน ถูกโจมตีอย่างหนักในกระทู้เว็บบอร์ดชื่อดัง ที่สร้างความช้ำใจให้คนดูหนังหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยตอนจบของ The Other ที่ตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าไปรู้เห็น เลยหมดความอยากดูหนังไปเยอะ หรือการตั้งกระทู้โจมตีหนังไทยแทบทุกเรื่อง
A: อืมม์... ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ว่าจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างไรดี เพราะอินเตอร์เน็ตมันเป็นสถานที่รวมคนหลายหมื่นหลายพันชนิด แถมยังไม่ต้องมาให้เห็นหน้าเห็นตากันได้อีกต่างหาก ฉะนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยแหละครับ ว่ามันจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนบางคนยิ่งสามารถแสดงความร้ายกาจออกมาอย่างคาดไม่ถึงสักเพียงไหน แล้วหลังๆมานี่ผมก็ไม่ค่อยได้เข้าไปอ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดที่คุณ GIGG ว่ามาแล้วนะครับ เพราะเข้าไปอ่านแล้วก็ไม่เห็นว่าผู้คนในนั้นจะคุยอะไรกันอย่างมีสาระให้จับต้องได้สักเท่าไหร่ และยังอุดมไปด้วยข้อความกล่าวร้ายป้ายสีใส่กันอยู่ตลอดเวลา เข้าไปอ่านบ่อยๆก็มีแต่จะพาให้เราๆกลายเป็นโรคจิตตามพวกมันไปด้วย เลยต้องอาศัยพี่ๆและเพื่อนๆบางท่านที่มีพลังจิตแข็งแกร่งชอบเข้าไปอ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดนี้บ่อยๆให้คอยส่งข่าวมาให้ทราบ ว่าอยู่ดีๆก็โดนพวกโรคจิตมันมาตั้งกระทู้ด่าบ้างมั้ย...อะไรเทือกนี้แหละครับ
Q: ส่วนตัวเอง ขุนแผน ฉบับนี้ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย อย่างนักแสดงเด่นทุกคนก็เป็นคนไทย ปราศจากลูกครึ่งลูกค่อนอย่าง ทวิภพ ที่ประกาศสร้างใหม่ ไม่ชอบเลยที่เอานางแบบฟลอเรนซ์มาแสดงเป็นแม่มณี เพราะนางแบบคนนี้เธอพูดไทยไม่ชัดเอาจริงๆ ข้อดีอีกข้อของ ขุนแผน คือหลังดูจบตัวเองก็ไปหยิบ ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชมาอ่าน จะอ่านเสภาฉบับหอพระสมุดก็คงไม่ไหว ทั้งหนาทั้งหนักเหลือเกิน ลืมถามคุณสมเกียรติดู ขุนแผน แล้วรู้สึกยังไง รู้สึกว่าคุณปื๊ดแกฝีมือถดถอยหรือเปล่าคะ
A: ไม่นะครับ ถ้าวัดเอาจากความสนุกเป็นสำคัญแล้วล่ะก็ ผมว่าผมดู ขุนแผน ด้วยความสนุกสนานไปตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่เบื่อหรือง่วงเหงาหาวนอนไปเสียก่อนเหมือนบางเรื่องที่คุณปื๊ดกำกับเสียอีกครับ แต่ถ้าจะให้บอกว่าก้าวหน้าไปบ้างมั้ย อันนี้ตอบไม่ได้ครับ เพราะผมก็ไม่ได้ดูหนังของเขาครบทุกเรื่อง อย่าง สวัสดีบ้านนอก ที่มีคนบอกว่าเป็นหนังของคุณปื๊ดที่ดีที่สุด (อะไรจะถึงขั้นนั้น!) ผมก็ยังไม่ได้ดูเลยครับ (อาจเป็นได้ที่เกรงว่าพอได้ดูหนังที่ดีที่สุดของผู้กำกับคนใดไปแล้ว ก็อาจทำให้คิดว่าหนังเรื่องต่อๆไปของเขาจะต้องไม่ดีเทียบเท่าแน่ๆเลย...ทำนองนั้น) ส่วนเรื่อง ทวิภพ นั้นผมขอยังไม่แสดงความเห็นอะไรล่วงหน้านะครับ ต้องรอดูผลงานที่เสร็จออกมาก่อนแล้วจะว่ายังไงก็เอาซะให้เต็มที่!
Q: อยากรู้จังว่าทำไม E.T. ฉายใหม่ฉลองครบ 20 ปีถึงได้มาฉายบ้านเรา แต่ทีตอน Gone with the Wind ที่สตูดิโอนำมาฉายใหม่ถึงไม่ได้มาฉายบ้านเรา
A: แหม...ไม่ต้องไปไกลถึงขนาด Gone with the Wind หรอกครับ แค่ The Exorcist ฉบับที่ ‘คุณไม่เคยดูมาก่อน’ ทางค่ายหนังยังไม่กล้าเอาเข้ามาฉายเลยครับ เพราะงั้นหนังเก่าๆเป็นห้าสิบหกสิบปีอย่าง วิมานลอย คงไม่ต้องไปพูดถึงหรอกครับ...เซ็งเปล่าๆ!
Q: อีกข้อที่อยากรู้ แต่อาจจะเชยไปหน่อยคือทำไมจอร์จ ลูคัสถึงสร้าง Star Wars Episode ท้ายๆก่อน แล้วค่อยมาสร้าง Episode แรกๆ
A: เท่าที่ผมทราบมาก็คือ เพราะตอน 4-6 นั้นเป็นช่วงที่สนุกที่สุดของเรื่องนั่นเองครับ ผมเข้าใจว่าสมัยนั้นจอร์จ ลูคัสยังไม่ ‘ใหญ่โต’ เหมือนอย่างทุกวันนี้ เลยทำให้ต้องยอมเสนอเรื่องช่วงที่สนุกที่สุดแก่ทางสตูดิโอ เพื่อให้ได้รับการพิจารณาสร้างเป็นหนังก่อน เพราะหากมัวแต่ปูพื้นฐานตัวละครกันเสียตั้งแต่ตอนโน้น เผลอๆเราอาจจะได้ดูหนังชุด Star Wars กันแค่ตอนเดียวก็เป็นได้ อีกอย่างก็เข้าใจว่าด้วยเทคโนโลยีของการสร้างเทคนิคทางด้านภาพหรือสเปเชี่ยล เอฟเฟ็คท์ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการทยอยสร้างตอนหลังๆก่อน เพราะตอนแรกๆเนื้อเรื่องจะค่อนข้างจืดมาก เลยจำเป็นต้องหาอะไรมาดึงดูดสายตาคนดู น่าจะประมาณนี้แหละครับ
Q: ทิ้งท้ายด้วยเรื่องของคอหนังสือ ไปงานสัปดาห์หนังสือมา มีเรื่องน่าสังเกตว่าปีนี้ใช้ปริมาณเงินใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่จำนวนหนังสือที่ได้รับกลับลดลงอย่างน่าใจหาย เป็นเหมือนกันไหมคะ
A: น่าจะคล้ายๆนะครับ คือใช้เงินมากแต่ได้หนังสือน้อย ซึ่งก็คงไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากราคาหนังสือแพงขึ้นนั่นเอง แต่ผมกลับรู้สึกว่าอารมณ์ที่ขาดหายไปของการมาเดินเที่ยวงานหนังสือ (ซึ่งเข้าใจว่าจะจัดกันเป็นประจำปีละสองครั้งไปเสียแล้ว) ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาก็คือการไปเดินเลือกซื้อหาหนังสือเก่าๆที่ไม่ค่อยมีให้เห็นตามร้านๆทั่วไป และที่สำคัญคือเป็นหนังสือเก่าที่ราคาถูกด้วย ผมเดินเข้าไปในร้านหนึ่งเห็นหนังสือแปลของอกาธา คริสตี้ฉบับเก่าๆ วางเรียงอยู่ในกระบะ ฝุ่นจับเกรอะกรัง สภาพก็ห่างไกลจากความเป็นหนังสือน่าหยิบจับขึ้นอ่านโดยแท้ แต่ติดป้ายราคาไว้ตัวเบ้อเร่อว่าเล่มละ 150 บาท...ใจผมก็คือแวบคิดขึ้นมาเลยทีเดียวว่าถ้าซื้อไปอ่านสักเล่มคงเพิ่มความเฉลียวฉลาดให้แก่สมองมากขึ้นเสียกระมัง
อีกอย่างที่ผมเห็นบ่อยๆจนเริ่มจะเบื่อๆก็คือ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เห็นมีแต่หนังสือที่เพิ่งออกใหม่ล่าสุด ยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน มาเปิดตัวที่งานนี้เป็นงานแรก และมอบส่วนลดให้ไปเลย 20% อะไรทำนองนี้ หลังๆผมเลยใช้วิธี...สำหรับหนังสือใหม่ ถ้ายังไม่อยากอ่านจนตัวสั่นหรือว่าจำเป็นต้องอ่านด่วน ก็อย่าเพิ่งรีบซื้อเลย รอไว้งานหน้าก็ได้ เผลอๆอาจได้ลดราคามากกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ซะอีก ส่วนหนังสือเก่าๆ ก็จะใช้วิธีคล้ายๆกัน คือถ้าไม่รีบอ่านก็ยังไม่รีบซื้อ เพราะบางเล่มบางเรื่องก็เห็นลดอยู่นั่นแล้วทุกปี...ขายไม่หมดสักที จนคิดว่างานหน้ามันก็คงยังมีขายอยู่นั่นแหละ ไม่ต้องรีบซื้อก็ได้ แต่ผมจะรีบคว้าทันทีเลยสำหรับหนังสือที่แน่ใจว่าไม่สามารถหาได้ตามร้านทั่วไป หรือเป็นหนังสือขาดตลาดไปนานแล้วมากกว่าจะเลือกซื้อหนังสือที่เพิ่งเปิดตัวใหม่
ก็เลยทำให้งานครั้งที่ผ่านมามีหนังสือที่ผมซื้อเพราะอยากอ่านจริงๆจังๆเพียงแค่ไม่กี่เล่มเอง ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าผมจะคิดประหลาดอยู่คนเดียวหรือเปล่า แต่ผมมีความรู้สึกว่าการมาเดินซื้อหนังสือในงานหนังสือนั้น สำหรับผมแล้วชอบที่จะเดินเข้าเลือกดูเลือกซื้อหนังสือที่ไม่ค่อยมีวางตามร้านทั่วๆไปนะครับ อาจไม่ต้องถึงกับเป็นหนังสือเก่าแก่โบราณนักก็ได้ แต่ก็เป็นหนังสือที่ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจอยู่ลึกๆว่า “แหม...กว่าจะตามหาได้ เหนื่อยแทบแย่เลย...” ประมาณนี้แหละ ซึ่งสำหรับงานที่ผ่านมา มีหนังสือที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างที่กล่าวได้จริงๆอยู่แค่เล่มเดียว แถมผมยังซื้อมาด้วยราคาเพียง 20 บาทเท่านั้นเองครับ
*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics





No comments:
Post a Comment