Wednesday, October 9, 2013

GRAVITY (2013)



GRAVITY (Alfonso Cuaron, 2013)


ดูจบละ! อย่างที่บอกอะ ว่าอยากดูเพราะ พี่แสงดาว 'แซนดร้า บุลล็อค' บุญล้อม (ว่าที่จริง นางเล่นเรื่องไหนก็อยากดูทุกเรื่องแหละ รักนางมั่กๆ เลิฟฝุดๆ บ่องตง!) ไม่ได้อยากดู ลุงจอร์จ คลูนีย์ (เพราะรู้สึกเบื่อๆโดยไม่มีสาเหตุ แถมเรื่องนี้ดูแล้วก็เห็นว่าลุงแกเล่นบุคลิกเดิมๆ ทำเปนโปรยเสน่ห์ใส่สาวจนน่ารำคาญ ถ้ายังเปนแบบเมื่อก่อนตอน One Fine Day ก็ถือว่าน่ารักดี แต่ตอนนี้ไม่ไหวละ แก่!) อีกหยั่งคือรู้สึกว่านางไม่ค่อยได้เล่นหนังลักษณะนี้เท่าใด คือแนวไซไฟ ส่วนเรื่องนี้น่าจะจัดให้เป็น Sci-Fi Disaster ...หายนะภัยในห้วงอวกาศ อะไรเทือกนั้นได้แบบไม่ขัดเขิน มีฉากถล่มทลายใหญ่โตโอฬารตระการตาเอามากๆ จนชักรู้สึกเสียดายขึ้นมาตะหงิดๆว่าน่าจะยอมเสียเงินแพงไปดู IMAX 3D เพราะงานด้านภาพเรื่องนี้มันสุดอลังการและงามโคตรๆ แบบว่าการจะได้เห็นโลกจากมุมมองในอวกาศแบบนั้น ใช่ว่าจะมีคนได้เห็นด้วยตาตนเองกันสักกี่คน เพราะงั้นก็ต้องอาศัยได้ดูกันจากหนังที่มีคนอื่นถ่ายมาให้ดูกันนี่แหละ (เกิดเปนคนดูหนังธรรมดา มันสบายแบบนี้แล!)

พูดถึงพี่แสงดาวดีกว่า... ได้ยินว่าตอนแรกผู้กำกับคัวรอง ติดต่อเจ๊โจลี่ให้มาเล่นบทนี้ แต่โดนปฏิเสธไปสองรอบ พี่แสงดาวเลยมาคว้าไปแทน ซึ่งต้องถือว่าเจ๊โจลี่ตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว เพราะแม้ว่ามาดเจ๊จะดูเหมาะกับบทแอ็คชั่น แต่บทในเรื่องนี้ดูไม่ค่อยเหมาะกับเจ๊เท่าไหร่อะ ดูเหมาะกับพี่แสงดาวของน้องมอดมากกว่า แบบว่ามันเข้าทางนางฝุดๆ (ไม่ค่อยออกนอกหน้าเลยเนาะ! เหอๆ) คือเปนบุคลิกของคนอ่อนนอกเปราะใน... ไม่ใช่ 'อ่อน' นะ แต่ 'เปราะ' แบบพร้อมจะแตกหักเสียหายได้เลย อันเนื่องมาจากการสูญเสียลูกสาวคนเดียวไปตลอดกาล ทำให้นางใช้งานเปนเหมือนเกราะป้องกันตน เปนดั่งกำแพงที่สร้างขึ้นล้อมตัวเอง มิให้ความทุกข์โศกศัลย์มากล้ำกราย และถึงขั้นต้องหนีไปแสวงหาความวิเวกเงียบงันในห้วงอวกาศน่ะ แบบว่าบ้าฝุดๆ! ทำราวกับว่าบนโลกนี้ไม่มีที่ให้ยืนอยู่อีกแล้วงั้นแหละ ทั้งที่โลกก็แสนกว้างใหญ่ไพศาล แต่ก็นะ! คนเราต่างมีวิธีหาทางออกของความทุกข์แตกต่างกันออกไป การได้ขึ้นไปทำงานบนสถานีอวกาศก็น่าจะดีแหละ เพราะคนร่วมงานน้อย ปลอดคนมากวนใจ ได้เปนใหญ่เพียงคนเดียวในหน้าที่ที่ทำ จะไปไหนก็ไม่ต้องเดินให้เมื่อย แถมยังได้ดูวิวสวยๆจากนอกโลกทุกวันอีกต่างหาก

แต่ก็นั่นแหละเนาะ! ถ้าไม่เกิดความผิดพลาดหรืออุบัติเหตุขึ้นมา ไหนเลยคนเราจึงจะตระหนักรู้ได้ว่า การมีที่อยู่ที่ยืนบนโลกใบนี้นั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว...

อย่างที่ได้ดูในหนังกันอะนะ ว่าทันทีที่เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น ส่งผลให้ทุกสิ่งอย่างเสียหายเกินกว่าจะแก้ไข ตัวนางเองก็ลอยละลิ่วปลิวคว้างไปในความเวิ้งว้างว่างเปล่าของห้วงอวกาศ อันหาขอบเขตที่สิ้นสุดมิได้ ไม่มีอะไรให้ยึดเหนี่ยวเกาะกุมทรงตัว ไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นใครจะมาให้ความช่วยเหลือ มีแต่ความมืดมิดเปนเพื่อน ดูฉากนี้แล้วก็ให้นึกถึงเวลาคนเราตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ ซึ่งมันคงไม่แตกต่างจากนี้หรอกกระมัง คือมองไปรอบตัวก็เห็นเพียงความมืดดำ มีแสงสว่างเปนเพียงจุดเล็กๆเลือนลางอยู่ห่างไกลลิบลับชนิดที่ว่าหมดโอกาสจะไปถึง ขณะที่ตนเองก็ไม่อาจควบคุมบังคับการเคลื่อนไหวใดๆได้เลย ทำได้เพียงปล่อยให้ตนเองลอยคว้าง รอคอยความตายอยู่เช่นนั้น

ทว่าในความเปนจริงของชีวิตคนเรา ซึ่งไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปพลัดหลงปลิวเคว้งคว้างกลางอวกาศ การตกอยู่ในความทุกข์อาจเปรียบได้ภาวะหมุนติ้ว 360 องศา ไร้สิ่งยึดเหนี่ยวในความมืดมิดดังกล่าวแล้วก็จริง แต่จะเห็นได้ว่า นั่นเปนเพียงสภาวะชั่วคราวที่เกิดขึ้นในจิตใจเราเท่านั้น เพราะที่จริง เรายังคงมีชีวิตอยู่ในโลกซึ่งมีแรงโน้มถ่วงคอยดูดดึงยึดเกาะตัวเราไว้ให้สามารถทรงตัว ยืนขึ้น และก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้เสมอ ด้วยขาทั้งสองข้างของเราเอง ดังเช่นในฉากสุดท้ายที่พี่แสงดาวของน้องมอด ได้กลับลงมาสู่พื้นโลกโดยสวัสดิภาพ แม้ว่าจะมีสภาพสะบักสะบอมยับเยินอยู่ไม่น้อยก็ตาม แต่นางก็ยังคงมีชีวิตรอด! กล้องถ่ายจับภาพจากมุมต่ำเงยขึ้นให้เห็นร่างของพี่แสงดาวพยายามทรงตัวลุกขึ้นยืนให้มั่นคงด้วยสองเท้า ก่อนจะก้าวเดินห่างออกไปด้วยอาการโผเผเซซัด

ดูฉากนี้แล้วทำให้รู้สึกได้ว่าการที่คนเราสามารถยืนขึ้นได้ด้วยขาทั้งสองข้างของตนเองนั้น มัน 'ยิ่งใหญ่' ที่สุดแล้ว! และด้วยขาทั้งสองข้างของเรานี่แหละ ที่จะพาเราไปได้ทุกๆแห่งหนในโลก ตราบเท่าที่เราไม่ยอมแพ้...  :'-P

No comments: