THE PURGE (James DeMonaco, 2013) **1/2
คืนแห่งความพินาศ
ก่อนหน้า The Purge จะเข้าฉายบ้านเราไม่กี่วัน หลายคนคงได้ดูข่าวคดีอาชญากรรมครึกโครมของหนุ่มปืนโหดที่ควักปืนขึ้นมากระหน่ำยิงแฟนสาว ผู้กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยกันในอีกไม่นาน และตามไปจ่อยิงว่าที่แม่ยายผู้พยายามวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่ไม่สำเร็จ หลังเสร็จการสังหารผู้หญิงมือเปล่าที่ปราศจากทางสู้ทั้งสอง หนุ่มปืนโหดรายนี้ก็เดินลอยชายจากไปอย่างใจเย็น ด้วยลักษณะการเดินแบบที่เรียกว่า 'ส่ายอาดๆ' คือไม่เกรง ไม่แคร์ ไม่แยแสต่อสายตาของผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นแม้แต่น้อย รวมถึงกล้องวงจรปิดที่ทำหน้าที่บันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างละเอียด
ในฉากแรกเปิดเรื่อง The Purge ก็เป็นภาพเหตุการณ์ที่บันทึกจากกล้องวงจรปิดเช่นกัน โดยเป็นภาพการทำร้ายและเข่นฆ่ากันอย่างทารุณระหว่างมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูฉากเปิดหนังเรื่องนี้ ก็คงจะพากันนึกถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญของข่าวอาชญากรรมที่ผมได้เล่าไปข้างต้น และก็คงอดคิดเหมือนกันไม่ได้ว่า เหตุการณ์ที่เราเห็นจากในหนังซึ่งระบุว่าเป็นโลกอนาคต ปี 2022 เอาเข้าจริง มันก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนกำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี่เอง นั่นคือ คนเรานั้นบทจะฆ่าจะแกงกันขึ้นมา ก็ลงมือทำกันได้อย่างง่ายดาย แค่คว้าปืนขึ้นมายิง แล้วก็เดินลอยนวลจากไปอย่างเยาะเย้ยกฎหมาย ราวกับบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป!
อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีดังกล่าว ถือว่าเป็นความโชคดีของประชาชนตาดำๆ อย่างพวกเรา ที่ผู้รักษากฎหมายเมืองไทยไม่นิ่งดูดาย ปล่อยให้เรื่องหายเงียบไปราวคลื่นกระทบฝั่ง หรือทำอะไรเชื่องช้าอืดอาดอย่างแต่ก่อน (ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคดีนี้ค่อนข้างโด่งดัง สื่อมวลชนให้ความสนใจติดตามแบบเกาะติดหรือเปล่า) เพราะเพียงแค่ไม่กี่วัน ก็สามารถตามจับตัวหนุ่มปืนโหดรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายได้รวดเร็วทันอกทันใจผู้คนในยุค 4G ดีแท้!
ก่อนจะเรื่อยเปื่อยไปไกลกว่านี้ ขอบอกก่อนว่าผมดู The Purge ไปด้วยความรู้สึกพรึงพรั่นสั่นประสาทอยู่ลึก นอกเหนือจากการได้เห็นภาพที่มนุษย์เข่นฆ่า ทำร้ายร่างกายกันอย่างโหดเหี้ยมตามสถานที่ต่างๆ ราวกับเป็นแฟชั่นอันพึงปฏิบัติตาม ยังเกิดจากการอดไม่ได้ที่จะคิดเรื่อยต่อไป ถึงข้อมูลที่หนังได้กล่าวไว้อย่างเปิดเผยและชัดเจน ว่าการถือกำเนิดของวัน "ชำระบาป" หรือ The Purge ที่ปรากฎในหนังเรื่องนี้ คือ นโยบายที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการเถลิงอำนาจของคณะผู้บริหารประเทศชุดใหม่ ที่ประสงค์จะสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นของประเทศ และความเจริญรุ่งเรืองของคนในชาติ ด้วยการกำหนดให้ประชาชนทุกคนสามารถก่ออาชญากรรมในหลายๆ รูปแบบได้โดยอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการลักขโมย, การข่มขืน หรือฆาตกรรม ภายในระยะเวลา 12 ชม. โดยปราศจากการเข้าควบคุมเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงการขัดขวางห้ามปราม และให้ความช่วยเหลือใดๆ จากผู้รักษากฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน
พูดง่ายๆ มันคือการส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้คนกระทำผิดกฎหมายได้อย่างเสรี (พูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือการอนุญาตให้สามารถฆ่าคนได้อย่างถูกกฎหมาย!) ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสปลดปล่อยและระบายความตึงเครียด อึดอัดกดดันในอารมณ์ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องตลอด 364 วันให้หมดสิ้นไปภายในคืนเดียว ด้วยการให้แสดงออกถึงพฤติกรรมอันก้าวร้าวรุนแรงและเป็นอันตรายต่อผู้อื่นได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ใดๆ ตามอาญาบ้านเมือง เพราะมีกฎหมายนิรโทษกรรมการันตีความปลอดภัยไว้เรียบร้อยแล้ว
พูดเพียงเท่านี้ หลายท่านก็คงจะเข้าใจกันดีว่า สังคมที่ปล่อยให้คนทำผิดกฎหมาย-ต่อให้เป็นความผิดเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม โดยไม่ได้รับการลงโทษ แต่กลับยังคงลอยหน้าชูคออยู่ในสังคมราวกับไม่มีความผิดปรกติใดๆ มาแผ้วพาน เราจะยังถือว่านั่นเป็นสังคมที่เจริญแล้วได้หรือ? ส่วนคณะผู้บริหารประเทศที่ส่งเสริมให้ผู้คนในชาติลุกขึ้นทำร้ายทำลาย เข่นฆ่าล้างผลาญชีวิตเอาชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาด ด้วยการกำจัดบุคคลผู้เป็นศัตรูทางอารมณ์ให้หมดสิ้นไปภายในเวลาชั่วข้ามคืน อันจะส่งผลให้ภาพรวมของประเทศในด้านต่างๆ ดูสวยสดงดงามเกินความเป็นจริง จะยังถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความสง่างามในการก้าวขึ้นบริหารประเทศ เพื่อนำพาชีวิตของผู้คนในชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น กระทั่งในหมู่ประชาชนด้วยกันที่ประพฤติปฏิบัติตนไม่ต่างจากสุนัขหิวโหย พอมีคนโยนกระดูกให้ก็รีบโดดงับทันที คือการขานรับนโยบายการให้มีวัน "ชำระบาป" ที่เปิดโอกาสให้ตนได้ลงมือทำในสิ่งที่ยามปรกติไม่มีวันกล้าทำอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการฆ่าคน! อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า คนเราส่วนใหญ่นั้นพร้อมเสมอที่จะปลดปล่อยตนเองให้เข้าสู่ภาวะด้านมืดครอบงำได้ง่ายดาย เพียงแค่รอจังหวะและโอกาสในการลงมือเท่านั้น
คุยเรื่องเครียดๆ มาพอสมควร เปลี่ยนมาคุยเรื่องเบาๆ เกี่ยวกับตัวหนังบ้างดีกว่า บอกกันตามตรงเลยว่า ผมชอบหนัง The Purge มาก ตลอดเวลาที่นั่งดูก็ลุ้นตามไปด้วยว่าเรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไร ตัวละครหลักทั้งสี่จะช่วยกันนำพาตนเองให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชในคืนชำระบาปได้หรือไม่ และบทสรุปของหนังจะลงเอยอย่างไร
อย่างที่ทราบกันดีว่า The Purge บอกเล่าเรื่องราวในโลกอนาคตซึ่งเกิดขึ้นและสิ้นสุดลงภายในหนึ่งคืน อันเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศให้ประชาชนทุกคนสามารถกระทำสิ่งที่อาจเรียกให้ฟังดูสวยหรูได้ว่า 'การชำระล้างบาปในจิตใจ' หรือพูดง่ายๆ คือถ้าหากโกรธหรือเกลียดใคร ก็อย่าปล่อยมันาไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงใจอีกต่อไป แต่จงรีบเร่งกำจัดมันซะให้สิ้นซาก เพื่อที่ตัวเราจะได้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ราวกับได้เกิดใหม่ก็ไม่ปาน! ผ่านมุมมองของครอบครัวผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย พ่อ-เจมส์ แซนดิน (อีธาน ฮอว์คส์), แม่-แมรี่ แซนดิน (ลีน่า เฮดดี้ย์), โซอี้-ลูกสาวคนโต (อเดเลด เคน) และ ชาร์ลี-ลูกชายคนเล็ก (แม็กซ์ เบิร์คโฮลเดอร์) ที่เตรียมตัวต้อนรับการมาเยือนของคืนชำระบาปประจำปี ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าทุกคนในบ้านจะสามารถผ่านพ้นค่ำคืนแห่งความร้ายกาจนี้ไไปด้วยเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ด้วยการที่ปิดล็อคประตูหน้าต่างซึ่งติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยชั้นเลิศ ที่เจมส์เป็นผู้ขายให้แก่ลูกค้าจำนวนมาก-ขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านให้ครบตามกำหนดเวลาที่รัฐบาลประกาศไว้
ว่าที่จริง ครอบครัวแซนดินก็น่าจะผ่านพ้นคืนนั้นไปด้วยความสงบราบรื่น ถ้าเพียงแต่เด็กชายชาร์ลีจะทำเพิกเฉย ไม่ใส่ใจกับการได้เห็นชายจรจัดผิวสี (เอ๊ดวิน ฮอดจ์) ผู้วิ่งหนีการถูกไล่ล่าคร่าชีวิตอย่างกระเซอะกระเซิง มาตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออยู่หน้าบ้าน ในสภาพที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือด ถือเสียว่าไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตนที่จะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชะตากรรมของคนอื่น แต่บังเอิญที่เด็กน้อย มิใช่คนใจไม้ไส้ระกำถึงขั้นนั้น! (อาจเป็นเพราะว่าเขายังผ่านโลกมาน้อยเกินไปก็เป็นได้) จึงทำให้ชาร์ลีไม่อาจอยู่นิ่งเฉยโดยไม่ทำอะไรเลย และตัดสินใจปลดล็อคประตูบ้านเพื่อให้ชายจรจัดแปลกหน้าได้เข้ามาหลบภัยทันที ไม่ทันคิดว่ามันจะคือการเปิดประตูต้อนรับหายนะที่กำลังมามาเยือนครอบครัวของตนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อกลุ่มวัยรุ่นคึกคะนองที่ประกาศตนเองต่อครอบครัวแซนดิน ว่าพวกตนต่างอยู่ในสถานภาพของคนชนชั้นสูงเช่นเดียวกัน นั่นคือ มีการศึกษาสูงส่งและร่ำรวยมีอันจะกินอย่างสมบูรณ์พูนสุข แต่กลับถือโอกาสในคืนชำระบาปออกไล่ล่าสังหารชีวิตคนจรจัดที่อาศัยอยู่ตามท้องถนน ซึ่งปราศจากชื่อเสียงและความสลักสำคัญใดๆ ในสังคม และถูกตีค่าว่าไม่แตกต่างอะไรจากมดปลวกหรือแมลงสาบที่ชุมนุมกันอยู่ในท่อระบายน้ำโสโครก ขืนมีชีวิตอยู่ต่อไปก็รังแต่จะรกโลก หาประโยชน์อันใดมิได้ จึงสมควรที่จะต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก!
ในตอนแรกที่เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดคิดขึ้นมา ในฐานะหัวหน้าครอบครัวที่ต้องคอยดูแลและพิทักษ์ปกป้องทุกคนในครอบครัว ให้รอดปลอดภัยจากภยันตรายใดๆ มากล้ำกราย ทำให้เจมส์มุ่งแต่จะหาทางจับตัวชายจรจัดแปลกหน้าผู้นั้น ส่งไปให้กลุ่มวัยรุ่นบ้าคลั่ง ซึ่งแห่กันมาล้อมบ้านของเขาไว้พร้อมด้วยอาวุธสังหารครบมือ แลกกับการที่พวกมันจะปล่อยให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขต่อไปภายในบ้านหลังใหญ่ จนกว่าช่วงเวลาแห่งคืนชำระบาปจบสิ้น ด้วยความที่เจมส์ห่วงใยในสวัสดิภาพของภรรยาและลูกๆ เป็นสำคัญ เขาจึงลืมเสียสนิทว่าทุกคนต่างก็มีความรักตัวกลัวตายเช่นกัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงคนจรจัด ต่างเชื้อชาติผิวพันธุ์ และมีสถานภาพทางสังคมที่ต่ำต้อยด้อยค่ากว่าพวกตนก็จริง แต่คนเหล่านั้นจะมี 'ความเป็นคน' น้อยกว่าพวกตนก็หาไม่!
จนเมื่อแมรี่ ผู้เป็นภรรยา กล่าวทักท้วงขึ้นมา เนื่องจากไม่อาจทนเผชิญหน้ากับสายตาอันเต็มไปด้วยความจงเกลียดจงชังของชายจรจัดแปลกหน้า ทำให้เธอตระหนักคิดขึ้นได้ในทันทีว่า การที่เธอกับสามีช่วยกันจับตัวคนที่ไม่มีทางสู้ ส่งไปให้กลุ่มคนกระหายเลือดรุมฆ่า แลกกับสวัสดิภาพในชีวิตตนและครอบครัว มันก็ไม่ต่างอะไรจากการที่พวกเขาเป็นคนฆ่าคนบริสุทธิ์ด้วยมือตัวเอง แล้วพวกเขาจะแตกต่างอะไรจากพวกบ้าคลั่งที่ล้อมบ้านพวกเขาอยู่ด้านนอกล่ะ? ทั้งที่ว่ากันตามจริง ไอ้เด็กนรกพวกนั้น แม้มันจะไม่ละอายและเกรงกลัวการทำความชั่ว แต่ก็ไม่กล้าจะเปิดเผยใบหน้าแท้จริงให้ผู้คนพบเห็น ทว่าปิดบังอำพรางไว้ภายใต้หน้ากากตัวตลก ไม่ต่างอะไรจากพวกขี้ขลาดตาขาวดีๆ นี่เอง!
เมื่อได้ยินเหตุผลของภรรยา เจมส์จึงได้รู้คิดและเปลี่ยนใจที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับพวกเด็กนรกเหล่านั้นเอง ซึ่งก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า แท้จริงแล้ว เขามิได้เป็นคนใจคออำมหิตเหี้ยมเกรียมต่อเพื่อนมนุษย์โดยสันดานเลย เพราะทุกสิ่งอย่างที่เขาทำลงไปนั้น ก็ด้วยความรักต่อลูกเมียล้วนๆ กระทั่งการที่เขาและภรรยาแสดงท่าทีในการสนับสนุนนโยบายคืนชำระบาป ก็มองได้ว่าเป็นการคิดของนักธุรกิจที่ต้องพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เพราะเขามีอาชีพเป็นตัวแทนขายการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยตามบ้าน จึงแน่นอนที่สุดว่ายิ่งนโยบายนี้ประสบผลสำเร็จมากเพียงใด โอกาสในการขายของของเขาก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย และนั่นก็หมายถึงจำนวนเงินมหาศาลที่จะหลั่งไหลเข้าสู่กระเป๋าของเขาอย่างต่อเนื่องจนไม่อาจประเมินค่าได้
จะว่าไปแล้ว เจมส์กับลูกเมียของเขา ต่างก็เป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีสถานะทางสังคมสูงส่งกว่าอีกหลายชีวิตที่ร่วมอยู่ในสังคมเดียวกันกับเขาก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าเขาจะเป็นอิสระอย่างแท้จริง ด้วยว่ายังมีสิ่งอื่นที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง คอยทำหน้าที่ชักใยบงการวิถีทางการดำเนินชีวิตของพวกเขาอย่างเงียบเชียบอยู่ตลอดเวลา
ไม่ต่างอะไรกับวิถีชีวิตในปัจจุบันของเราๆ ท่านๆ นั่นแล...
สมเกียรติ ชินตระกูลวัฒนะ
อำนวยการสร้าง-ไมเคิล เบย์, เจสัน บลูม, แอนดรูว์ ฟอร์ม, แบรดลี่ย์ ฟูลเลอร์/กำกับภาพยนตร์, บทภาพยนตร์-เจมส์ ดีโมนาโค/กำกับภาพ-ฌาคส์ จอฟเฟร็ต/ลำดับภาพ-ปีเตอร์ โวซดาส/ออกแบบงานสร้าง-เมลานี่ โจนส์/ดนตรีประกอบ-นาธาน ไวท์เฮด/ผู้แสดง-อีธาน ฮอว์คส์ (เจมส์ แซนดิน), ลีน่า เฮดดี้ย์ (แมรี่ แซนดิน), แม็กซ์ เบิร์คโฮลเดอร์ (ชาร์ลี), อเดเลด เคน (โซอี้), เอ๊ดวิน ฮอดจ์, ไรส์ เวคฟิลด์
* ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics




No comments:
Post a Comment