LOVE SYNDROME รักโง่ๆ
เมื่อวานไปดูมาอะ หนังก็สนุกดีนะฮะ แบบว่ามีตลกหลายฉากให้ขำต่อเนื่อง แถมเปนตลกที่ไม่พยายามจะให้ตลกเหมือนหนังลักษณะเดียวกันที่ผ่านๆมา พูดตรงๆคือพวก 'สวีทตี้' ทั้งหลาย! จนแทบพูดได้ด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้ดีกว่าหนังสไตล์เดียวกันทุกเรื่องที่เคยได้ดูมา (นอกจากกลุ่มสวีทตี้ก็คือจัดหนักแลกระแทกจิ้น) แม้มันจะดูยาวยืดยาดไปหน่อยก็ตาม แต่รวมๆถือว่าพอทนได้ นักแสดงหน้าตาดีและเล่นดีแทบทุกคน แต่ละคนต่างก็ฉายเสน่ห์ออกมาบนจอได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามสมควร ที่โดดเด่นมากคือ โตโน่ กับ ยิปซี ที่เล่นฉากต่อปากต่อคำกันได้ลื่นไหล ดูแล้วฮาและรื่นรมย์ไม่น้อย (อยากเห็นทั้งคู่เล่นหนัง screwball comedy ด้วยกันทันทีเบย) ขณะที่พาร์ทดราม่าของทั้งสอง ต่างก็ถ่ายทอดอารมณ์รัก อกหัก ผิดหวัง เศร้าซึ้ง เสียใจ ออกมาได้แบบ 'เอาตาย' อยู่เหมือนกัน สรุปสั้นๆได้ว่าเล่นดีทั้งคู่
อีกคนที่แม้จะออกมาน้อย เป็นแค่ตัวประกอบ แต่ก็ดูเด่นอะ (ไม่รู้อุปาทานไปเองป่าว) คือน้อง แจ๊ค กิตติศักดิ์ ที่เล่นเรียบๆ นิ่งๆ แต่แหม่... อารมณ์ที่ส่งออกมามันใช่ทุกฉากเลยทีเดียว โดยส่วนตัวชอบมากกว่าตอนเล่น เกรียน ฟิคชั่น อีกนะฮะ ส่วนอีกคนที่พูดได้ว่ารักนางฝุดๆ แต่จำชื่อไม่ได้ จำได้แต่ชื่อในหนังว่า 'พริกแกง' ซึ่งเล่นเปนสาวออฟฟิศ แต่บุคลิกห่างไกลจากความเผ็ดร้อนจัดจ้านของชื่อตัวลิบลับ คือมาแนวโก๊ะๆ เวิ่นๆ ตลอดเรื่อง บุคลิกของนางบางมุมดูคล้าย จันทร์จิรา จูแจ้ง สมัยเล่น พริกขี้หนูกับหมูแฮม อะ แทบว่าจะโขกกันออกมาเลยทีเดียว เพียงแต่จันทร์จิราดูเข้มแข็งกว่า แต่แม่ 'พริกแกง' ในหนังออกจะแหยๆ จนอยากจับไปกดชักโครกให้ได้สติ แต่นางก็เล่นดีโคตรๆเบย ดูแล้วรู้สึกว่านี่แหละคือตัวแทนของสาวออฟฟิศส่วนใหญ่ ที่มีชีวิตแต่ละวันจ่อมจมอยู่กับงาน และละครหลังข่าว กับความเวิ่นว่าสักวันจะมีเจ้าชายรูปหล่อมาเยือนชีวิต และนำพาเธอไปขัดสีฉวีวรรณความงามที่ถูกขี้เถ้าบดบัง จนกลายเป็นเจ้าหญิงโฉมงาม และครองรักกันอย่างเปนสุขสืบไป
ทว่าชีวิตจริง ถ้าทุกอย่างเปนจริงอย่างที่ฝันได้ง่ายๆอย่างนั้น ก็ดีอะดิ!
อย่างที่ได้บอกในสเตตัสก่อนหน้า หลังเพิ่งดูหนังจบ แต่คงไม่มีใครเห็นเพราะมันดึกเกิน ก็ขอบอกอีกละกันว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเหมือนโดนอบรมเรื่องการปฏิบัติตนของผู้ผิดหวังในความรัก เพราะมันเป็นหนังว่าด้วยเรื่องของคนอกหัก รักคุด ตุ๊ด-ทอมเมิน ไปซะทุกตอน ประกอบด้วยเรื่องของหนุ่มที่ผิดหวังเพราะแฟนสาวที่รักมานาน ไม่ยอมแต่งงานด้วยเสียที แถมยังหนีไปเมืองนอกอีกต่างหาก, หญิงที่ไม่เคยเชื่อถือเรื่องความรัก แต่ดันมารู้จักความรักครั้งแรกกับคนมีเจ้าของแล้ว, สาวออฟฟิศเปิ่นๆ เชยๆ ที่หลงรักชายรูปหล่อเพอร์เฟ็คท์ จนยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา ก่อนจะรู้ความจริงว่าเขาแค่ต้องการเธอไปเปนเพื่อนช่วยเลือกรองพื้น (กระเบื้องปูหน้า! 5555) สุดท้ายคือหนุ่มน้อยมัธยมที่แอบหลงรักเพื่อนทอม และพยายามทำทุกวิถีทางให้เธอเปลี่ยนรสนิยมจากตีฉิ่งเปนเป่าปี่แทน!
ซึ่งชัดเจนว่าบทสรุปความรักของทุกคู่ที่กล่าวมา ล้วนลงเอยที่ความผิดหวัง กระทั่งคู่แรกที่น่าจะทำให้เปนสมหวังได้ แต่หนังก็ไม่ยอมทำเช่นนั้น อาจเพราะต้องการยั่วล้อเสียดสีสูตรหนังรักโรแมนติกทั้งหลายที่คนส่วนใหญ่ชอบดู ดูแล้วก็เวิ่นตามไปแบบมีสติบ้าง ไร้สติบ้าง แต่กระนั้น หนังก็พยายามชี้ชวนให้คนดูพยายามทำสิ่งดีๆเพื่อความรักกันต่อไป แม้ว่าความรักนั้นจะมีแต่นำมาซึ่งความเจ็บปวด โศกเศร้า ร้าวใจ กับความจริงที่ว่าคนที่เรารัก แม้จะรักเราแต่ก็ลังเลไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเรา แถมยังเอาแต่วิ่งหนีอยู่ตลอดเวลา กับความจริงที่ว่าถึงจะรักมากแค่ไหน แต่เราก็ทำได้แค่มองคนที่รักมีความสุขอยู่กับคนที่เขารัก (ส่วนตัวเราจะเปนอย่างไรก็ช่าง มันเรื่องของกู! T__T) และกับความจริงที่ว่า แม้ไม่ได้เปนแฟน แต่ขอเปนเพื่อนก็พอ (โอว...น้ำซึมออกตาซะมิมี!)
ที่จริง หนังก็มีโมเมนท์เด็ดๆ ซึ้งๆ ฮาๆ จี๊ดๆ อยู่หลายตอน นั่งดูไปก็เพลิดเพลินเหมือนดูซีรีส์ซิทคอมของฝรั่งๆ ที่แป็บๆก็ยิงมุกเก๋ๆออกมาให้คนดูสตั้นกันไป แต่โดยส่วนตัว ก็อย่างที่บอกแล้ว ว่ารู้สึกเหมือนกำลังโดนผู้ใหญ่แก่ๆ มาเทศนาสั่งสอนในเรื่องผิดหวังจากรัก ประมาณเปนเพลงได้ว่า "หากจะรักแล้ว รักใครก็จงรักเถิด ความรักบรรเจิดพริ้งเพริศหนักหนา..." คือแม้นว่าเขาจะไม่รักเราด้วยเหตุผลบลาๆล้านแปด ก็ช่างปะไร! ในเมื่อหัวใจแลความรู้สึกเปนของเรา ยังไงเราก็ยังรักเขาได้อยู่ดี เพราะความรักเปนเรื่องสมบูรณ์ในตัวของมันเอง ฯลฯ ซึ่งจะว่าไป ประเด็นนี้ก็พอจะรับได้อยู่ เพราะ Verb to be กับมันอยู่ทุกวัน!
แต่ที่ทนไม่ได้ฝุดๆ คือการที่หนังเหมือนจะบอกผ่านเคสเล็กๆเคสหนึ่ง ว่าถ้าจะให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีก ก็ต้องช่วยคนที่เรารักให้แม่งมีความสุขด้วยนะ แม้ว่าเราจะต้องกระอักจนแอบไปนั่งกลืนเลือดตัวเองเพียงลำพังก็ต้องทำ! เพราะแค่ได้รักเขาก็เท่ากับเรามีความสุขแล้วไม่ใช่เหรอ!! ...สำหรับประเด็นนี้ขอบอกตรงๆเลยละกันว่า "ส้นตีนแน่ะ! กูยังเปนคนอยู่นะ" เลยยังจมอยู่กับ "รักโง่ๆ" เหมือนไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที :'-P

No comments:
Post a Comment