Thursday, November 7, 2013

SPRING, SUMMER, FALL, WINTER…AND SPRING (2003)



SPRING, SUMMER, FALL, WINTER…AND SPRING (Kim Ki-Duk, 2003) ***1/2
กาละแห่งชีวิต

ผมได้ดูหนังของ คิมคิดุก เป็นครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพฯ ครั้งที่ 1 (หากจำไม่ผิด) ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงภาพยนตร์ยูไนเต็ด อาร์ทิสต์ ดิ เอ็มโพเรี่ยม (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์เอสเอฟเอ็กซ์ เอ็มโพเรี่ยม) เรื่องที่ได้ดูมีชื่อว่า Birdcage Inn เป็นเรื่องของผู้หญิงสองคน คนหนึ่งเป็นโสเภณีที่มาเช่าห้องเล็กๆในบ้านหลังหนึ่งอยู่ โดยใช้เป็นสถานที่ทำงานด้วย ส่วนอีกคนเป็นลูกสาวเจ้าของบ้านเช่าที่ตั้งท่ารังเกียจรังงอนอีกฝ่ายจนออกนอกหน้า ผมจำรายละเอียดของเรื่องไม่ค่อยได้แล้ว จำได้เพียงว่าไปๆมาๆ ก็มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ฝ่ายหลัง ซึ่งทำท่าเหม็นขี้หน้าฝ่ายแรกมาโดยตลอด ยอมหันมาญาติดีด้วย หนำซ้ำยังช่วย ‘รับแขก’ แทนให้อีกต่างหาก!

ยอมรับว่าพอดูจบแล้ว ผมงงมากๆกับความสัมพันธ์ของผู้หญิงทั้งสองคนที่ปรากฏในเรื่อง นึกไม่ออกว่าทำไมทั้งคู่ถึงผูกพันกันได้มากมายขนาดนั้น! เลยได้แต่สรุปอยู่ในใจว่าหนังน่าจะต้องการพูดถึงประเด็นมิตรภาพ หรืออะไรทำนองนี้ จากนั้นก็ไม่คิดติดใจอีก เพราะตัวหนังก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้ประทับใจเท่าไหร่ จึงค่อยๆลืมไปโดยอัตโนมัติ ยกเว้นเพียงสิ่งหนึ่งที่เห็นทีไร ก็จะนึกเสมอว่าเคยเห็นมันเป็นครั้งแรกจากเรื่องนี้ จำได้ว่าตอนที่ได้ดูนั้น ผมยังไม่เคยเห็นมีมาตั้งในแทบทุกห้างสรรพสินค้าในบ้านเราแบบตอนนี้เลย…

‘ตู้ร้องคาราโอเกะแบบหยอดเหรียญ’ ไงครับ

มาคิดๆดูก็รู้สึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่ารสนิยมในการดูหนังของผมนั้น ไม่น่าจะ ‘คลิก’ กันได้กับหนังของคิมคิดุกด้วยประการทั้งปวง อธิบายให้ชัดเจนคือเพราะผมเป็นคนชอบดูหนังที่เข้าใจง่ายๆ ดูสนุก และมีเนื้อหาสาระตามสมควร ซึ่งนั่นล้วนเป็นสิ่งที่หาพบได้ยากมากในหนังที่มีชื่อของคิมคิดุกเป็นผู้กำกับ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังของผู้กำกับเกาหลีหลายๆคนที่คอหนังเอเชียบ้านเราคุ้นชื่อกันดีอย่าง อิมควอนเต็ก (Chunhyang, Chihwaseon), ลีชางดอง (Peppermint Candy, Oasis), คิมจีวุน (The Quiet Family, A Tale of Two Sister) หรือ กวักแจยอง (My Sassy Girl, The Classic)

แต่กลายเป็นว่าหลังจาก Birdcage Inn (1998) ผมกลับได้ดูหนังของคิมคิดุกแทบทุกเรื่องเลยทีเดียว เรียงตามลำดับดังนี้ Address Unknow (2001), Real Fiction (2000), The Isle (1999), Bad Guy (2002), The Coast Guard (2002) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทุกเรื่องที่ผมเอ่ยชื่อมานี้ ล้วนดูเข้าใจยาก (แต่สาระเพียบ!) และไม่สนุกด้วยประการทั้งปวง แถมยังมีฉากออกแนวซาดิสม์ๆให้ดูอีกต่างหาก เช่นการใช้เบ็ดตกปลากับอวัยวะบางส่วนของมนุษย์ใน The Isle หรือการใช้ดินสอวาดรูปเป็นอาวุธฆาตกรรมใน Real Fiction รวมถึงการนำเสนอชะตากรรมอันน่ารัดทดของตัวละครที่ล้วนเต็มไปด้วยความหดหู่ หม่นเศร้า เช่น เด็กสาวที่ถูกบังคับให้ไปขายตัวใช้หนี้โดยแมงดาที่แอบหลงรักเธอใน Bad Guy หรือทหารยามชายฝั่งที่ยิงผู้บริสุทธิ์ตายด้วยความเข้าใจผิด และถูกความผิดบาปเข้าครอบงำจิตใจจนกลายเป็นพวกสติแตกใน The Coast Guard เป็นต้น



สำหรับ Spring, Summer, Fall, Winter…and Spring (2003) ผมได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือมานานว่าคราวนี้ “คิมคิดุกเปลี่ยนไป!” ถึงขั้นได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศเกาหลีใต้เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ตามมาด้วยเสียงสรรเสริญเยินยอจากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกมากมายอีกเช่นเคย ไม่เว้นแม้กระทั่งในบ้านเราที่จัดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เผอิญว่าผมเพิ่งมีโอกาสได้ดูเป็นวีซีดีเมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่เช่นนั้นก็คงจะนำมาเขียนถึงเสียตั้งนานแล้ว

ในฐานะแฟนหนังขาประจำของคิมคิดุก (แต่ไม่ถึงขั้น ‘พันธุ์แท้’ เพราะยังหาอีกสองเรื่องก่อนหน้า Birdcage Inn คือ Crocodile [1996] กับ Wild Animals [1997] มาดูไม่ได้ ส่วนเรื่องล่าสุดคือ Samaria หรือ Samaritan Girl [2004] ที่คิมคิดุกได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเบอร์ลินไปแล้วนั้น ตอนนี้ก็ได้แต่ร้องเพลงรออยู่ครับ) Spring, Summer, Fall, Winter…and Spring ถือเป็นหนังเรื่องแรกของเขาที่ทำให้ผมบอกว่าตัวเองว่า “ชอบ” เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะช่วงนี้ผมกำลังชอบดูหนังสั้นมาก (เพราะดูแป๊บๆก็จบแล้ว) อีกทั้งวิธีการนำเสนอของเรื่องนี้ยังแบ่งออกเป็นตอนๆจำนวน 5 ตอน โดยตั้งแต่ละตอนเป็นชื่อตามฤดูกาลต่างๆ ซึ่งหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวัฏจักรเดิมๆไม่รู้จบสิ้น ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือรู้สึก ‘ทึ่ง’ ว่าผู้กำกับหนังที่ชอบนำคนดูเข้าไปสัมผัสกับโลกอันหม่นมืด เลวร้าย และน่าหดหู่มาโดยตลอดอย่างคิมคิดุก บทจะทำหนังที่ชักชวนคนดูเข้าสู่โลกแห่งความสงบ รื่นรมย์ และงดงามนั้น เขาก็ถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ

แต่กระนั้น ก็ใช่ว่าคิมคิคุกจะละเลยการแอบแฝงแง่มุมการมองชีวิตอันเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของเขาไปแต่อย่างใด เพียงแต่หนนี้ เขาเลือกที่จะนำเสนอแง่มุมดังกล่าวออกมาอย่างนุ่มนวลและเรียบง่ายกว่าในหลายๆเรื่องที่ผ่านมา จนอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นหนังของคิมคิดุกที่คนดูส่วนใหญ่สามารถ ‘รับได้ง่าย’ (หรือ ‘ย่อยง่าย’ ว่างั้นเถอะ) โดยไม่รู้สึกว่ากำลัง ‘ทำร้ายตัวเอง’ แบบเดียวกับตอนดู The Isle หรือ The Coast Guard (ซึ่งพอดูจบ ผมก็แทบจะเอาหัวโขกกำแพงด้วยความเวียนหัวว่า “มึงต้องการจะพูด-่าอะไรวะ!”) ขณะเดียวกันก็เป็นหนังที่ทำให้นึกอยากดูซ้ำอีกหลายๆรอบ เพื่อให้ใกล้ชิดกับคำว่า ‘ปลง’ มากขึ้นนั่นเอง (อย่าเพิ่ง ‘สาธุ’ นะครับ)



เรื่องราวของพระกับเณรสองรูปที่อาศัยอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ณ อาศรมในทะเลสาบ ท่ามกลางธรรมชาติอันสงบงดงามแวดล้อมด้วยป่าไม้และทิวเขา ไกลห่างจากเทคโนโลยีและแสงสีใดๆจะเข้าถึงได้ง่าย บทแรกของหนังเริ่มต้นด้วย “ฤดูใบไม้ผลิ” เมื่อพระชรา (โอยังซู) สอนบทเรียนแก่เณรน้อย (คิมจองโฮ) ซึ่งสนุกสนานกับการทรมานสัตว์ ได้แก่ ปลา, กบ และงู โดยการจับตัวพวกมันมาผูกกับก้อนหิน แล้วปล่อยให้พวกมันดิ้นรนกระเสือกกระสนไปตามยถา โดยเณรน้อยเอาแต่หัวเราะชอบใจที่ได้แกล้งสัตว์ หารู้ไม่ว่าการกระทำทั้งหมดของตนมิได้รอดพ้นจากสายตาของพระชราที่เฝ้ามองมาด้วยท่าทางหนักใจ ถึงแม้ท่านจะเล็งเห็นว่าเณรน้อยกระทำลงไปด้วยความเยาว์วัยไร้เดียงสาก็ตาม หากท่านก็ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องอบรมสั่งสอนให้เณรน้อยได้รู้จักว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด เพราะถ้าไม่สอนสั่งเสียตั้งแต่ยังตัวกะเปี๊ยกเท่านี้ เมื่อเติบใหญ่ขึ้นไปก็คงยากที่จะดัดไม้แก่ให้เข้ารูปได้ดังต้องการเป็นแน่

วิธีการสอนของพระชรา ต้องเรียกว่าเป็นการ “หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง” โดยแท้ เพราะเณรน้อยแกล้งสัตว์ด้วยการจับตัวมันมาผูกกับก้อนหิน พระชราก็นำก้อนหินขนาดย่อมๆมาผูกติดหลังเณรน้อยบ้าง เพื่อให้ได้รับรู้รสชาติในแบบเดียวกับที่สัตว์เหล่านั้นน่าจะรู้สึกแบบเดียวกัน ในยามมีวัตถุหนักๆมาถ่วงการเคลื่อนที่ไปมาอย่างอิสระของตน พระชราสั่งให้เณรน้อยไปตระเวนปลดหินออกจากตัวของสัตว์เหล่านั้นให้หมด แลกกับการที่ตนจะได้เป็นอิสระจากพันธนาการเช่นกัน แต่ก็ไม่วายสำทับไปด้วยว่า “หากมีสัตว์ตัวหนึ่งตัวใดเสียชีวิตล่ะก็ เจ้าจะต้องแบกหินนี้ไว้ในใจของเจ้าไปจนชั่วชีวิต”

ถ้าเป็นผู้กำกับคนอื่นๆล่ะก็ ผมว่าทั้งปลา, กบและงูจะต้องมีชีวิตอยู่ให้เณรน้อยตามไปปลดหินออกจากตัวอย่างแน่นอน แล้วในคืนนั้น เณรน้อยก็คงจะนอนหลับฝันดีแน่ๆ แต่ขอโทษที...อย่าลืมว่าผู้กำกับคนนี้ชื่อคิมคิดุกนะครับ จึงไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้เณรน้อยกลับไปนอนหลับฝันดีได้เด็ดขาด!



บทที่สองเป็นตอน “ฤดูร้อน” ซึ่งก็ ‘ร้อน’ สมชื่อจริงๆ เมื่อเณรน้อยผู้ต้องแบกหินในใจไปชั่วชีวิต ได้เติบใหญ่ขึ้นกลายเป็นพระหนุ่มวัยรุ่น (โซแจคุง) ผู้ไม่ประสีประสาต่อโลกภายนอกและไม่เคยรู้จักรสชาติของความรักเลยสักนิด จนกระทั่งการมาเยือนของหญิงสาว (ฮาโยจิน) รุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งเดินทางมาพำนักรักษาตัวจากอาการเจ็บป่วยทางกาย ณ อาศรมกลางทะเลสาบแห่งนี้ โดยแม่ของเธอเป็นผู้พามาส่ง และจากไปภายในเวลาไม่นาน ทิ้งลูกสาวให้อยู่ลำพังกับพระสองรูปกลางป่าลึก ด้วยความไม่คาดคิดแม้แต่น้อยว่ามันจะเป็นการก่อปัญหาขึ้นในภายหลัง

คำกล่าวที่ว่า “น้ำตาลใกล้มด” เท็จจริงเป็นเช่นไร พิสูจน์ได้จากหนังในตอนนี้เอง เมื่อพระหนุ่มที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นอันเป็นวัยที่ฮอร์โมนเพศกำลังแล่นพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง จนไม่อาจใช้บทสวดมนต์ใดๆมาระงับหรือข่มกลั้น ‘ความอยาก’ (ตัณหา) ทางกายได้เลย ขณะที่เด็กสาววัยรุ่นนั่นเล่าก็มิได้แสดงอาการแข็งขืนหรือหวงเนื้อตัวอย่างที่ควรกระทำยามอยู่ต่อหน้าผู้ถือศีลครองธรรม เป็นเหตุให้ทั้งสองแอบลับลอบได้เสียกันจนได้ โดยรอดพ้นจากการรับรู้ของพระชรา ที่เฝ้ามองความสนิทสนมของพระหนุ่มกับเด็กสาวอย่างคาดไม่ถึงว่าจะมีสิ่งใดลึกซึ้งแอบเร้นอยู่ เว้นเสียแต่จะมองเห็นว่าอาการหดหู่ซึมเศร้าของเด็กสาว ค่อยๆลดน้อยลงกว่าเมื่อแรกที่มาพำนักยังอาศรมนี้ กลับกลายเป็นมีชีวิตชีวาและร่าเริงขึ้น ราวกับเจ้าหล่อนได้ ‘ยาดี’ กระนั้น!

เช่นกันกับคำกล่าวที่ว่า “ความลับย่อมไม่มีในโลก” ในที่สุด พระชราก็จับได้คาหนังคาเขา (อย่าให้ต้องเล่าเลยนะครับว่าคาหนังคาเขายังไง!) ว่าพระหนุ่มในปกครองของท่านมีสัมพันธ์สวาทกับเด็กสาวผู้เจ็บป่วยใต้จมูกท่านมาเนิ่นนานแล้ว แม้ท่านจะเล็งเห็นว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ข้อเรียกร้องตาม ‘ธรรมชาติ’ ของสัตว์โลกทั่วไปก็ตาม ทว่าในฐานะมนุษย์และ ‘ความเป็นผู้ถือศีลครองธรรม’ ด้วยแล้ว ทำให้ท่านไม่อาจอุเบกขาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้เลย อีกทั้งเมื่อเห็นด้วยว่าเด็กสาวก็ท่าทางสบายดีไม่เจ็บป่วยอีกต่อไปเหมือนได้รักษาด้วยยาถูกโรคแล้ว ก็สมควรแก่เวลาที่เธอจะต้องกลับไปดำเนินชีวิตในโลกฆราวาสดังเดิมเสียที

ทว่า “เมรัยรสใดจะมีรสชาติเริงแรงร้อนเท่าเมรัยรสรักเป็นไม่มี” เมื่อต้องถูกพรากจากหญิงคนรัก พระหนุ่มวัยรุ่นผู้เพิ่งได้ดื่มด่ำกับรสรักเป็นหนแรกในชีวิต จึงมิอาจตัดใจขาดจากหญิงสาวได้โดยง่าย และนี่เองที่ทำให้พระหนุ่มยอมละทิ้งสถานะเพศบรรพชิตของตน เพื่อมุ่งแสวงหาความสุขทางโลกย์ที่ได้เรียนรู้จากอิตถีเพศ และตัดสินใจเดินทางเข้าสู่โลกอันวุ่นวายของมนุษย์ผู้เต็มไปด้วยกิเลส ทั้งรัก-โลภ-โกรธ-หลง โดยมิไยในคำสอนของพระชราที่กล่าวว่า “ตัณหานำมาซึ่งความอยากได้ใคร่ครอบครอง และความอยากนั้นเองที่ชักนำไปสู่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต”

กว่าพระหนุ่มจะรู้ซึ่งถึงสัจธรรมแห่งคำสอนนี้ เวลาก็ล่วงผ่านไปนานปี ภายหลังการกระทำความผิดรุนแรงทั้งในแง่ศีลธรรมและในแง่กฎหมายบ้านเมือง ด้วยมีต้นเหตุสำคัญมาจากความรัก...



บทที่สาม “ฤดูใบไม้ร่วง” เริ่มต้นเมื่อพระชราซึ่งชราภาพลงมากแล้ว ได้ต้อนรับการกลับมายังอาศรมของอดีตเณรน้อยและพระหนุ่มวัยรุ่น ผู้เดินทางกลับมาในรูปลักษณ์หนุ่มวัยฉกรรจ์ และสถานภาพฆาตกรผู้ลงมือสังหารโหดภรรยาตนเองจนเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ชายหนุ่มกลับมาในสภาพผู้บอบช้ำทางใจอย่างยิ่งยวด จากความผิดหวังที่ภรรยาตนปันความรักของเธอไปให้ชายอื่น ทั้งที่เคยให้คำมั่นแก่เขาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดกาล พระชราผู้รู้ซึ้งถึงความวุ่นวายนานาที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ ได้พยายามตักเตือนให้ชายหนุ่มพยายามหักอกหักใจเสียต่อความผิดหวังที่ต้องประสบ ด้วยถ้อยคำง่ายๆทว่าลึกซึ้ง... “ในบางคราเราก็ต้องปล่อยวางจากสิ่งที่เราชอบ เพราะผู้อื่นเขาก็มีสิทธิ์ชอบเช่นเดียวกับเรา”

ทว่าหนุ่มวัยฉกรรจ์ ผู้ลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในวังวนแห่งรักและกิเลสตัณหาที่ครอบงำจิตใจมานานหลายปี ย่อมมิอาจปรับใจยอมรับคำสอนของพระชราโดยง่าย (นี่ไงเล่า...ตัวอย่างของ ‘ไม้แก่ดัดยาก’ ของแท้) มิหนำซ้ำกลับจะถึงขั้นลงมือก่ออัตวินิบาตกรรมเสียอีก พระชราจึงจำต้องใช้ ‘ไม้แข็ง’ กำหราบด้วยการเฆี่ยนตี และออกคำสั่งให้ลงมือแกะสลักตัวอักษรนับร้อยตัวบนกระดานอาศรม (ซึ่งจารึกขึ้นจากหางแมวเป็นๆ!) ด้วยมีดที่ใช้เป็นอาวุธฆาตกรรมนั่นเอง โดยกำชับด้วยว่าเมื่อแกะเสร็จหนึ่งตัวให้สลัด ‘โทสะ’ ออกจากจิตใจไปทีละนิดด้วยเช่นกัน และมิให้หยุดพักจนกว่าจะเสร็จสิ้น ก่อนที่ชายหนุ่มจะต้องกลับไปชดใช้กรรมที่ตนเป็นผู้ก่อไว้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายที่ติดตามมา

ฉากสุดท้ายของตอนนี้ ถือเป็นความคลุมเครือของหนังอยู่ไม่น้อย จากฉากหนึ่งซึ่งนำเสนอราวกับว่าพระชราเป็นผู้มีพลังจิตในการบังคับเรือได้ (หากจริง! ก็เท่ากับเป็นการตอบข้อสงสัยว่า เหตุใดพระชราจึงสามารถไปถึงฝั่งแผ่นดินได้ ทั้งๆที่มีคนพายเรือออกจากอาศรมกลางน้ำไปแล้ว) ซึ่งอาจจะเป็นพลังวิเศษที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนทำสมาธิขั้นสูง จึงเท่ากับว่าท่านได้บรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรมแล้ว เหตุนี้เองทำให้ท่านตัดสิน ‘ปลงสังขาร’ ด้วยการกำหนดวันสิ้นสุดอายุของท่านเพื่อการบรรลุถึงนิพพานในท้ายที่สุด หรืออาจจะเป็นด้วยอีกเหตุผลหนึ่งคือ โลกมนุษย์นั้นช่างวุ่นวายนัก ขนาดท่านปลีกเร้นมาเพื่อแสวงหาความสงบวิเวกกลางป่าเขาลำเนาพฤกษ์ ห่างจากแสงสีมายายั่วตา-ใจ-กายแล้ว หากก็มิวายมีเรื่องร้อนอาสน์มาสู่ท่านจนได้ เหตุนี้เองที่ทำให้ท่านใช้ตัวอักษรซึ่งมีความหมายว่า ‘ประตู’ มาปิดที่ทวารทั้ง 7 บนใบหน้า (ตา 2 หู 2 จมูก 2 ปาก 1) แล้วจึงตัดสินใจละสังขารด้วยการจุดไฟเผาตนเอง!



บทที่สี่ “ฤดูหนาว” อดีตเณรน้อย, พระวัยรุ่นและหนุ่มฉกรรจ์ หวนคืนสู่อาศรมแห่งเดิมอีกครั้งในรูปกายหนุ่มใหญ่ (คิมคิดุกรับหน้าที่แสดงเอง!) ผู้ผ่านประสบการณ์ทางโลกมาแล้วเกือบครึ่งชีวิต ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นจนทะเลสาบทั้งผืนกลายเป็นน้ำแข็ง ซึ่งหลังจากการเจาะแผ่นน้ำแข็งเพื่อเก็บอัฐิของพระชราที่ถูกไฟเผาไปพร้อมกับเรือขึ้นมาบำเพ็ญกุศลแล้ว หนุ่มใหญ่จึงเริ่มต้นใช้ชีวิตในฐานะบรรพชิตด้วยการศึกษาธรรมตามอย่างที่เคยประพฤติมาแต่เยาว์วัย พร้อมด้วยการฝึกปฏิบัติวิชาโบราณตามคัมภีร์ที่เพิ่งพบเจอ โดยไม่หวั่นเกรงต่อสภาพภูมิอากาศที่เหน็บหนาวแม้แต่น้อย

การมาเยือนของหญิงสาวผู้ปกปิดใบหน้าตนเองอย่างมิดชิด พร้อมด้วยเด็กชายวัยแบเบาะในอ้อมกอด ก่อนที่จะแอบเร้นกายหนีหายไปในความมืด ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการจะทิ้งลูกน้อยให้อยู่ในความดูแลของพระหนุ่มใหญ่ ซึ่งเป็นผู้พบร่างไร้ลมหายใจของเธอในเช้าวันถัดมา (จากการผลัดตกลงไปในช่องน้ำแข็งของทะเลสาบ ที่พระหนุ่มใหญ่เจาะไว้เพื่ออาศัยเป็นที่ชำระล้างใบหน้ายามตื่นนอน) ทำให้พระหนุ่มใหญ่ตัดสินใจออกจาริกแสวงทางแสงธรรมแห่งชีวิต ด้วยการนำฐานหินที่ใช้ประดิษฐานรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่มาผูกติดกับตนเอง ก่อนจะลากมันเดินขึ้นสู่ยอดเขา โดยมีรูปเคารพ-เข้าใจว่าคือพระโพธิสัตว์-ในท่านั่งครุ่นคิดคำนึงโอบอยู่ในอ้อมแขน

แน่นอนว่าหนทางแห่งการเดินขึ้นสู่ยอดเขาในสภาพอากาศอันหนาวเย็นถึงจุดเยือกแข็ง อีกทั้งเส้นทางยังเต็มไปด้วยความขรุขระของพื้นถนน ต้นไม้ขึ้นรกระเกะระกะ และภูมิประเทศที่เป็นเนินสูงต่ำ ย่อมนำมาซึ่งความยากลำบากให้แก่พระหนุ่มใหญ่อย่างที่สุด จากการต้องล้มลุกคลุกคลานซ้ำแล้วซ้ำเล่า (ตัดสลับกับภาพของปลา, กบและงูที่ถูกผูกติดกับก้อนหินอยู่เป็นระยะๆ) จนเมื่อพระหนุ่มใหญ่สามารถก้าวขึ้นสู่ยอดเขาเป็นผลสำเร็จ เมื่อมองลงไปยังทะเลสาบที่อยู่กลางวงล้อมของต้นไม้รกชัฏ เห็นอาศรมบนทะเลน้ำแข็งเป็นเพียงจุดเล็กๆในท่ามกลางอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ของแผ่นดิน

...หากไม่ก้าวขึ้นยืนมองลงจากที่สูง ไยจะรู้ว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ช่างเล็กกะจิดริดนักเมื่อเทียบกับความไพศาลของพื้นปฐพี และเพียงแค่ไม่กี่ปีของการมีชีวิตอยู่เหนือผิวโลก ก่อนที่มนุษย์ทุกคนจะคืนร่างให้ผืนดินกลบหน้า ไยหนทางแห่งการแสวงหาความสุขที่แท้จริงของมนุษย์จึงช่างยากลำบากนัก...




บทสุดท้ายของเริ่มขึ้นเมื่อ “ฤดูใบไม้ผลิ” เวียนกลับมาอีกครั้ง ทารกที่ถูกแม่นำมาทิ้งไว้ เติบโตขึ้นเป็นเณรน้อย (ใช้นักแสดงเด็กคนเดียวกับตอนแรก) ส่วนพระหนุ่มใหญ่ก็กลายเป็นพระชรา ผู้ทำหน้าที่ดูแลและอบรมสั่งสอนเณรน้อยที่จะเจริญวัยในภายหน้า... วัฏจักรของฤดูกาลที่หมุนเวียนเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมเช่นนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับวัฏจักรของชีวิตมนุษย์ที่ล้วนต้องเกิด-แก่-เจ็บ-ตายวนเวียนเช่นนี้เรื่อยไปไม่รู้จักจบสิ้นนั่นเอง

ใช่เพียงเท่านั้น เส้นทางการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้นเล่าก็ยังเกิดขึ้นเป็นวงกลมอีกเช่นกัน ซึ่งคิมคิดุกได้ใช้ฤดูกาลต่างๆเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงเส้นทางต่างๆที่มนุษย์ต้องเผชิญในห้าช่วงสำคัญของชีวิต โดยเริ่มต้นจากการกระทำผิดด้วยความเยาว์วัยไร้เดียงสา (เณรน้อย) เติบโตขึ้นจนได้เรียนรู้รสชาติของความรัก (พระหนุ่มวัยรุ่น) ซึ่งนำไปสู่การประกอบกรรมชั่ว (หนุ่มวัยฉกรรจ์) การแสวงหาความสุขที่แท้จริงจากภายในจิตใจตน (พระหนุ่มใหญ่) และสุดท้ายคือการทำหน้าที่ถ่ายทอดหลักธรรมและคำสั่งสอนแก่เด็กน้อยที่ยังด้อยเดียงสาต่อไป (พระชรา)

เมื่อได้ดูหนังมาจนถึงบทสุดท้าย ก็เป็นเรื่องคาดเดาได้ไม่ยากว่า จะต้องได้เห็นเณรน้อยคนใหม่ไปเล่นแกล้งทรมานสัตว์ แบบเดียวกับที่เณรน้อยคนเดิมในอดีตเคยกระทำมาก่อนด้วยความไม่รู้เดียงสาอย่างแน่นอน ซึ่งก็ต้องย้ำอีกทีว่าผู้กำกับหนังเรื่องนี้ชื่อคิมคิดุก! จึงไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้คนดูดูหนังของเขาจบเรื่องได้อย่างสบายใจเด็ดขาด

วิธีการแกล้งทรมานสัตว์ของเณรน้อยคนใหม่ในฉากสุดท้ายเป็นยังไงทราบมั้ยครับ (หากไม่ต้องการทราบเพราะเกรงจะดูหนังไม่สนุก ขอความกรุณาอ่านข้ามย่อหน้านี้ไป) คือการจับปลา, กบ และงู บีบกรามให้ปากพวกมันอ้ากว้างๆ แล้วเอาก้อนหินขนาดย่อมๆแต่ใหญ่กว่าปากของพวกมันยัดใส่ปากไว้เช่นนั้น! ดูฉากจบนี้แล้ว ผมนึกไม่ออกเอาเลยว่าแล้วพระชราจะสั่งสอนเณรน้อยคนนี้ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษด้วยวิธีการอย่างไร... ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังนึกต่อไปอีกว่าแล้วเมื่อเณรน้อยผู้นี้เติบใหญ่ขึ้น ความผิดพลาดในชีวิตนานัปการที่เขาเป็นผู้ก่อ มันจะมิยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าที่คนดูได้ดูได้เห็นในหนังมาตลอดทั้งเรื่องหรอกหรือ...

มนุษย์อาจมีความแตกต่างหลากหลายในแต่ละองค์ประกอบของชีวิต ทว่าสิ่งหนึ่งที่ย่อมไม่มีวันเปลี่ยนแปรคือ ‘ธาตุแท้’ ของมนุษย์ทุกผู้นั่นเอง

ฉะนั้นที่เข้าใจกันว่า “คิมคิดุกเปลี่ยนไป!” เอาเข้าจริงก็เปลี่ยนได้แค่ ‘เปลือก’ เท่านั้นแหละครับ โดยเนื้อแท้แล้ว เขาก็ยังคงมองโลกและชีวิตมนุษย์อย่างเย้ยหยันแกมโหดเหี้ยมเหมือนเดิม


สมเกียรติ ชินตระกูลวัฒนะ


อำนวยการสร้าง-ลีซุงแจ/กำกับภาพยนตร์, บทภาพยนตร์, ลำดับภาพ-คิมคิดุก/กำกับภาพ-บาคดองฮุน/ออกแบบงานสร้าง-สเตฟาน ชอนเบิร์ก/กำกับศิลป์-โอซางมาน/ดนตรีประกอบ-บาคจิวุง/ผู้แสดง-โอยังซู, คิมคิดุก, โซแจคุง, ฮาโยจิน, คิมจองโฮ


*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics

No comments: