Wednesday, November 27, 2013

เกย์เว้ยเฮ้ย 6 พี่ล่ำ...พระโขนง (พ.ศ. ๒๕๕๖)



เกย์เว้ยเฮ้ย 6 พี่ล่ำ...พระโขนง
(สราวุธ อินพรหม, พ.ศ. ๒๕๕๖)

(โพสต์นี้ "เรท 18++" เพราะอุดมด้วยคำหยาบคายและคำบรรยายกิจกรรมทางเพศของชายกับชาย ซึ่งไม่ต้องใช้วิจารณญาณใดๆ ในการอ่าน แต่ถ้าอ่านแล้ว 'เกิดอารมณ์' ไม่ว่าจะอารมณ์ใดก็ตาม ถือเปนเรื่องช่วยไม่ได้!!)


ที่จริง น่าจะเขียนถึง The Hunger Games: Catching Fire เพราะเพิ่งดูมา แต่ตรองแล้วก็คิดว่าไม่เขียนแม่งละ! เพราะไม่มีแนวคิดวิลิสมาหราห่าเหวไปกว่าที่ชาวบ้านเค้าคิดเขียนกันออกมาก่อนแล้วเลย เทียบกันแล้วของเรายังจะโง่เง่า-งมงาย-งั่งเงิบ-หงุดหงับ-ต่ำตมกว่าของคนอื่นหลายเท่า เลยฉีกทิ้งซะ! เพราะอ่านเองยังทุเรศอะ เลยว่าอยู่เฉยๆ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นอะไรเลย ก็ไม่มีใครอะไรกับเราหรอก (มึงเปนใครล่ะ? ดังหรือก็เปล่า หมายังไม่รู้จัก มีห่าอะไรดีพอให้ใครสนใจเหรอ??) แต่หากขืนดันทุรังแสดงความด้อยปัญญาออกมาให้คนอื่น(แอบ)ด่า อันนั้นก็ถือว่าสมควร เพราะเสือกรนหาที่เอง!!

ก็เลยเปลี่ยนมาเขียนเรื่องนี้แทนละกัน หนังห่วยแตกแบบนี้คงไม่มีใครสนใจหรอกว่าเราจะเขียนถึงมันอย่างไร พูดให้ถึงที่สุดจริงๆ ไม่ว่าจะหนังดีหรือหนังห่วยก็เขียนๆ แม่งไปเหอะ ซีเรียสอะไรนักหนาวะ เราไม่ใช่เซเล็บฯ สักหน่อย แค่เขียนประโยคเดียวพูดถึงเหี้ยห่าอะไรไม่รู้ แม่งกดไลค์เปนพัน แชร์กันเปนร้อย กูแม่งคิดหัวแทบแตกตายห่ากว่าจะได้ประโยคนึง ไม่มีใครอ่าน หาว่ายาวมั่งอะไรมั่ง งั้นก็ช่างแม่งละกัน!! นี่บล็อกกู กูโพสต์เองอ่านเองคนเดียวก็ได้! อย่าได้แคร์!! 

นี่ถือเปนหนังในชุด เกย์เว้ยเฮ้ย ที่ได้ดูเปนเรื่องแรก (แบบว่าอยู่ๆ ฟ้าก็ประทานมาให้ดู เลยดูซะหน่อยเพื่อมิให้เสียศรัทธา ^^) ดูจบแล้วก็....นะ! เรื่องคุณภาพไม่ต้องพูดถึง ความสนุกก็ไม่ต้องถามหา ทั้งเนื้อเรื่องและมุกตลกนั้น พูดได้เลยว่า 'ระยำ' ทุกภาคส่วน น่ากลุ้มใจมาก ว่าหนังแบบนี้ก็ยังทำออกมาได้เนาะ! ถึงตอนนี้ล่อกันไป 8 ภาคแล้วอะ แสดงว่าทำแล้วได้เงิน มีกลุ่มคนดูเป้าหมายเปนฐานลูกค้าชัดเจนแน่นเหนียวพอที่จะทำให้คนทำหนังสามารถทำจนเปนอาชีพได้อะ งี้ก็อย่ากระนั้นเลย! จงมาเร่งทำหนังแบบนี้ออกมาดูดเงินจากประชากรเก้งกวางกันดีกว่า เห็นๆ กันอยู่แล้วนี่แหละว่ามันมี 'ตลาด' จะได้แบ่งเค้กกันไป คนดูก็จะได้มีทางเลือก ไม่ต้องโดนผูกขาดอยู่กับคนทำรายเดียว อีกอย่างก็รู้ๆ กันว่าประชากรเก้งกวางในประเทศนี้มีเยอะ ไม่งั้นหนังสือ Attitude จะขายได้เหรอ ทำมาสองจะสามปีแล้วมั้ง แถมราคาก็แพงบรรลัย ทั้งที่เนื้อหาก็งั้นๆ ไม่ค่อยมีอะไร ว่าตามตรง! สาระประโยชน์ด้านสุขภาพก็เทียบ Men's Health ไม่ได้ พวกไลฟ์สไตล์ก็ทาบหนังสือ 'แอบตุ๊ด' อย่าง Volume, Image, Lips ไม่ติด มีดีกว่าอยู่อย่างเดียวคือกระสัน เอ๊ย! ขยันเสาะหานายแบบหน้าใหม่ ขาวใสวิ๊งๆ หุ่นน่ายกซด มาเปิดตัวให้ชาวเก้งกวางได้ยลอยู่ทุกเล่ม เลยยังคงโดดเด่นอยู่บนแผงได้ทุกเดือนถึงบัดเด๋วนี้! จนมีหนังสืออีกเล่มที่ตอนแรกวางตัวเปน Men's Health แต่ไปๆ มาๆ ขอขยับปรับลุคเพื่อมาจิกตีช่วงชิงกลุ่มตลาดเดียวกันซะเลย แต่เน้นนายแบบล่ำๆ หุ่นเป๊ะ เห็นซิกซ์แพ็คชัดเว่อร์ หน้าตาเข้มข้น ออกแนวเถื่อนๆ เนื้อตัวเปนมันเลื่อมเหมือนเคลือบเมือกตลอดเวลา เห็นทีไรให้รู้สึกเหนียวตัวทุกที! แสดงว่าประชากรเก้งกวางนี้มีกำลังจ่ายสูงจริงๆ นะ อย่าทำเปนเล่น... ยิ่งพวกทำอาชีพขายตรงด้วยอะ วุ้ย! เงินเปนฟ้อนเลยเชียว แบบว่าใช้ให้เงินทำงานอะ นั่งอยู่เฉยๆ เงินก็ไหลเข้ามาเองอะ จากนั้นผู้ชายก็จะหลั่งตามมายิ่งกว่าสายฝนอันชื่นใจเลยแหละเธอว์ว์ว์ว์ว์

ไม่รู้ว่าผู้กำกับหนังชุดนี้ (ว่ากันเฉพาะเรื่องนี้ละกัน เพราะได้ดูแค่เรื่องเดียว) มีความเปนเก้งกวางอยู่ในตัวเองหรือไม่เนาะ คือถ้ามี ก็จะไม่แปลกใจเลยที่หนังออกมาแบบนี้ แต่ถ้าไม่มี ก็ขอเดาว่าคงจะผ่านการดูหนัง เกย์ทั้ง R ทั้ง X มาไม่น้อย ถึงได้รู้จังหวะว่าเมื่อใดควรจะต้องใส่ฉากเอากัน เพื่อเพิ่มอรรถรสความบันเทิงให้ผู้ชม ซึ่งขอบอกเลยว่า 'จัดเต็ม' เอามากๆ กล่าวคือหนังแบ่งออกเปนสี่ช่วงๆ ละ 15 นาที แต่ละช่วงก็คงมีกฎข้อบังคับว่าจะต้องมีฉากอย่างว่าอยู่หนึ่งฉากเสมอ ซึ่งทุกฉากก็จะให้คนดูได้ดูกันอย่างดื่มด่ำเนิ่นนานพอจะทำให้น้ำเดินได้ไม่ยาก! เพราะลีลาการแสดงฉากดังกล่าวของนักแสดงนั้น พูดกันตรงๆ ก็ไม่แทบไม่ต่างจากหนัง X ของฝรั่ง แค่ไม่มีกิจกรรมเข้าจังหวะบางท่า เช่น การ 'ถวายบัว' (บ๊วบ) และ 'ล้างตู้เย็น' ให้ดูเท่านั้น

เข้าใจว่าคงเปนมันวางตัวเปนหนัง R เลยเห็นอวัยวะเพศไม่ได้! แต่ก็เห็นๆ อยู่ว่าฉากนัวเนียฟัดเหวี่ยงต่อกันของนักแสดงนั้น มันดู 'จริงจัง' เสียจนชวนให้รู้สึกว่ามันกำลังเอาจริงๆ ยังไงยังงั้น (เลียนแบบโดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์กับจูลี่ คริสตี้ใน Don't Look Now เรอะ!) พูดอีกอย่างคือ การแสดงบทปรกติๆ ทั่วไปของนักแสดงทุกคนในหนังนั้น อยู่ในระดับ 'เหี้ย' มาก! แต่พอเล่นฉากโลกีย์ แม่งกลับกลายเปนขั้น 'เทพ' ได้ราวกับโดนปลุกเสก! คือแก้ผ้ากอดจูบ ดูดปาก ไซ้ซอกคอ โลมเลียหัวนมแลหน้าท้องกันได้โดยไม่เคอะเขินกระดากอาย ยิ่งฉากกระแทกกระทั้นช่วงล่างเข้าใส่กันนั้น ดูจัดหนักรุนแรงชนิดเห็นแก้มก้นเกร็งระริกๆ ซะไม่มีอะ *_* จนอดคิดไม่ได้เลยว่าถ้าไม่เอากันจริงๆ ก็คงฝึกส่ายเอวมาดีแน่แท้!

(หรือที่จริง มันจะมีอีกเวอร์ชั่นหนึ่งซะก็ไม่รู้ แบบว่าเปนเวอร์ชั่นเอาไว้ส่งนอกโดยเฉพาะ ถ่ายเป็นหนัง X เต็มสตรีมแม่งเล้ย! ซึ่งพูดกันตรงๆ หนัง X เกย์ของไทย มีน้อยถึงน้อยมากที่จะเอานายแบบล่ำๆ หุ่นเป๊ะๆ เน้นซิกส์แพ็คมาเล่น ส่วนใหญ่จะหุ่นปลวกๆ ถ้าจะมีดีอยู่บ้างก็คงเพราะหน้าใสไร้สิว บางเจ้าแย่ทั้งหน้าแย่ทั้งหุ่นราวกับเพิ่งลากขึ้นมาจากปลักควายเอามาเข้ากล้องเลยก็มี เพราะงั้นถ้าหนัง X ไทยคิดจะพัฒนา ก็หานายแบบหุ่นแซ่บๆ เหมือนหลุดออกมาจากฟิตเนสแบบเรื่องนี้แหละ รับรองว่าขายได้แน่! เผื่ออนาคตหนัง X เกย์ของไทยจะได้ไปยืนหยัดระดับโลกเคียงข้าง Bel Ami, Corbin Fisher, Sean Cody, Cocky Boys อะไรกะเค้ามั่ง!)

ก็เลยสงสัยต่ออีกหน่อยนึง ว่าไปหานักแสดงที่ยอมเล่นฉากแอ็คชั่นอะไรแบบนี้จากที่ไหน เพราะในความรู้สึกอะนะ ลำพังแค่หานักแสดงหุ่นแซ่บเว่อร์นั้นไม่ยาก หยิบสวิงไปช้อนตามฟิตเนสต่างๆ สักสามสี่ทีก็ติดตาข่ายขึ้นให้เลือกหยิบทิ้งทีละตัว จนกว่าจะเจอที่แซ่บถูกใจจริงๆ ได้ละ! ยิ่งถ้าไม่ รีควาย (require) ว่าหน้าตาจะต้องหล่อเปนเทพบุตร เอาแค่หน้าบ้านๆ แต่ไม่ถึงกับเหียก! ก็น่าจะยิ่งหาง่ายเข้าไปอีก (ยิ่งกลุ่ม 'หน้าเน่าเป้าเริ่ด' อาจถึงขั้นหาได้ง่ายราวฝูงมดด้วยซ้ำ) ทว่าส่วนที่ยากยิ่งสิ่งเดียว คือ การเจรจาให้มาเล่นฉากแอ็คชั่นอะไรแบบนั้นระหว่างชายกับชายด้วยกันเองนี่แหละ เพราะมันมิใช่แค่กอดจูบลูบคลำกันธรรมดา แต่ถึงขั้นซุก-ซบ-ไซ้-เบียดเสียด-ขยี้ขย้ำกันอย่างหนักหน่วง พูดง่ายๆ คือมันเปนการแสดงที่ 'เปลืองเนื้อเปลืองตัว' สุดๆ! ขืนเจรจาไม่ดีอาจเจอตีนกระแทกหน้าเข้าให้ เพราะชายแท้ที่รักสุขภาพ (แต่ชอบแก้ผ้าถ่ายรูปตัวเองลง IG ใช้ตัวเองเปนนายแบบโฆษณาขายอาหารเสริม) ก็มีอยู่เกลื่อนกล่นถมถืดนะ!!! ถึงได้บอกไงว่าเรื่องเข้าไปทาบทามเจรจา แม่งโคตรยาก! แทบว่าน่าจะเปนทีมงานที่สำคัญที่สุดยิ่งกว่าบทหนังเสียอีก (ที่เคยเรียนๆ กันมาว่าหัวใจหลักของหนังมี 4 อย่างน่ะนะ ถ้าเปนหนังประเภทนี้ ให้เอาฝ่ายแคสติ้งเข้าไปใส่แทนบทหนังได้เลย เพราะหนังแบบนี้ มีใครสนใจเรื่องบทกันด้วยเหรอ?)

พูดไปพูดมา เลยชักไม่แน่ใจว่าตกลง บรรดานักแสดงที่มาเล่นเรื่องนี้ ก็ล้วนเปนเก้งกวางด้วยหรือป่าวนะ ถึงได้ยอมมาเล่นกันง่ายๆ แถมยังแอ็คติ้งใส่กันได้สมจริง เหงื่อหยดติ๋งๆ อีกต่างหาก!

อย่างที่รู้ว่าหนังชุดนี้ สร้างตามกระแสหนังดังๆ อย่างภาคนี้ก็คือล้อ พี่มากพระโขนง แต่ก็ขึ้นไตเติ้ลออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับตำนานแม่นาค เนื้อเรื่องก็เปนแนวรักสามดุ้น เมื่อหนุ่มเจ้าเสน่ห์นายหนึ่งปฏิเสธรักจากหนุ่มหนึ่ง แล้วไปลงเอยกับหนุ่มอีกคนแทน โดยชวนว่าไหนเมียข้าก็ตายไปแล้ว เอ็งก็ไม่มีใคร งั้นมาเปนเมียข้าละกัน พูดจบก็จูงมือกันไปเยี่ยมวิมานฉิมพลีด้วยกัน ตอนได้ยินก็เข้าใจว่าฝ่ายที่ถูกชวนให้เปนเมียจะเปนฝ่ายรับ แต่กลายเปนว่าคนชวนนั้นแหละเปนฝ่ายรับเสียเอง เลยงงๆ อยู่ว่าแล้วมันจะเปน 'เมีย' ได้ยังไง?? แถมท่าทางรับเก่งเสียด้วยนะ ต่อมาฝ่ายหนุ่มที่ถูกปฏิเสธรัก คิดเล่นของทำเสน่ห์ด้วยการนำ 'น้ำกามพราย' (ซึ่งรีดสดๆ ด้วยตนเองจากหนุ่มโสดอีกคนที่เกิดในคืนเดือนเพ็ญ) มาแอบป้าย จนกลายเปนความพิศวาสขึ้นมาทันตาเห็น เลยจูงกันไปขึ้นวิมานพร้อมกัน คราวนี้เจ้าหนุ่มที่เคยเปนรับก็สลับโหมดด้วยการเปนรุกขึ้นมาซะงั้นเอง 

เลยไม่รู้ว่าเปนเพราะผู้กำกับมั่ว หรือเพราะต้องการบอกว่า คำเรียกขานกันว่า 'ผัว-เมีย' ในหมู่ประชากรชาวเก้งนั้น เปนเพียงคำบอกกล่าวว่าตนมีความสัมพันธ์ทางเพศกับใครแล้วก็เท่านั้น มิได้ระบุตายตัวตามมโนทัศน์ของคนส่วนใหญ่ที่ถูกสอนอย่างฝังหัวกันมาว่า เมียต้องเปนฝ่ายรับ ผัวต้องเปนฝ่ายรุก ตลอดกาล เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่นเดียวกับเพศชายต้องเกิดมาคู่กับเพศหญิง ถ้าชายกับชาย หรือหญิงกับหญิง หันมา 'ซั่ม' กันเองเมื่อใดจะเกิดอาเพศขึ้นทันทีกระนั้น! ก็คงพอจะเรียกว่าเปนความเลื่อนไหลในบทบาทบนเตียงของชาวเก้งกวางก็ได้กระมัง คือเปนได้ทั้งผัวและเมียในคนๆ เดียว

อย่างไรก็ดี แม้จะเปนหนังอันว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มเพศทางเลือก แต่บท 'กะเทย' ที่ปรากฏในหนังก็ยังมีสภาพเปนตัวตลก คอยสร้างสีสัน ยิงมุกฮาๆ ให้หนังอยู่เหมือนเดิม (ซึ่งก็ใช้ไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ ออกแนวตลกฝืดฉิบหายหลายฉาก!) ที่จริงจะโทษคนทำหนังก็ไม่ได้ เพราะเค้าก็ชัดเจนแล้วว่าทำหนังเก้งเพื่อขายเก้ง มิได้ต้องการจะเชิดชูบทบาท ยกระดับสถานภาพของกะเทยให้ดูเปนมนุษย์มากขึ้นแต่อย่างใด ฉะนั้น ถ้าเปนตุ๊ตเปนกะเทยแล้วคิดจะมาเอาดีทางด้านเล่นหนัง ก็ต้องยอมรับด้วยว่าจะต้องได้บทเปนตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะอยู่ร่ำไป โอกาสที่ได้บทดีๆ หรือมีแอ็คชั่นบนเตียงนั้นอย่าพึงหวัง เพราะเค้าสงวนไว้ให้เก้งกับกวางโดยเฉพาะ

สรุปคือสังคมไหนๆ แม่งก็มีเรื่องชนชั้นเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้นแหละ อย่ามาตอแหลเรื่องความเท่าเทียม เรื่องสิทธิมนุษยชนปลวกๆ ให้เหม็นขี้ฟันเลยว้าาาาา กูฟังแล้วปวดขี้!

No comments: