THE BRIDGE ***1/2
คนตายทำร้ายคนเป็น
ตั้งแต่เด็กๆ ผมรู้จักสะพานโกลเด้นเกทในฐานะสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งมันยังคงเป็นเช่นนั้นแม้ว่าผมจะอายุปูนนี้แล้ว แต่สิ่งที่ได้รู้เพิ่มขึ้นหลังจากดูสารคดีนี้ คือความจริงอันน่ากลัวว่ามันเป็นสถานที่ที่คนมาฆ่าตัวตายมากที่สุด
นับตั้งแต่เปิดใช้งานในปี 1937 ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา สายน้ำใต้สะพานอันสวยงามแห่งนี้ได้กลืนกินชีวิตมนุษย์ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1,200 คน
เฉพาะในปี 2004 ซึ่งผู้กำกับ เอริค สตีล กับทีมงานไปตั้งกล้องถ่ายภาพตามมุมต่างๆของสะพาน โดยเฉพาะกับการถ่ายภาพผู้คนจำนวนมากที่เดินขวักไขว่ไปมาบนนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเดินๆหยุดๆเพื่อชื่นชมทัศนียภาพงดงาม แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยจนทีมงานต้องตัดสินใจโทร.แจ้งให้เจ้าหน้าที่เขายับยั้ง ทว่าก็มิใช่จะทำได้กับทุกคน ปรากฏว่าตลอดปีนั้นมีคนมาฆ่าตัวตายยังสถานที่นี้ได้สำเร็จถึง 24 ราย โดย 3 รายยังคงไม่พบศพจนถึงปัจจุบัน
อาจเป็นตัวเลขที่ฟังดูไม่มากเมื่อเทียบกับตัวเลขการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุหรือโรคร้ายสารพัน แต่หากคำนึงว่าเป็นความตายจากการลงมือทำลายชีวิตตนเอง แม้จะมีตัวเลขแค่ 1 ก็ยังถือเป็นเรื่องน่าสลดหดหู่ใจ
เหตุใดคนถึงนิยมไปฆ่าตัวตายที่สะพานนี้ ดูจะเป็นปริศนาที่สารคดีนี้ทิ้งค้างให้คนดูนำไปคิดต่อ เช่นเดียวกับข้อสงสัยของหลายคนที่มาบอกเล่าความรู้สึกจากการต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวหรือคนรู้จักใกล้ชิดไปตลอดกาล ซึ่งจะพูดคล้ายๆกันว่าทำไมบุคคลเหล่านั้นจึงเลือกที่จะตาย แทนการเลือกที่จะอยู่ แล้วเดินหน้าต่อสู้กับความขรุขระยากลำบากนานา เพื่อที่สักวันชีวิตจะได้พบกับความสุขที่เฝ้าคอย...
การเลือกที่จะจบชีวิตตนเองอาจถือเป็นหนทางแก้ปัญหาของคนเหล่านั้นก็จริง ซึ่งเมื่อความตายยื่นมือเข้ามายุติปัญหาทั้งมวลให้แล้ว ทุกอย่างก็เป็นอันจบสิ้น แต่พวกเขาหารู้ไม่หรอกว่าการตัดสินใจเลือกประตูนี้เป็นทางออก มันได้เปิดประตูแห่งความทุกข์ใจอันไม่มีวันจบสิ้นแก่อีกหลายคนที่ยังคงมีลมหายใจ
กลายเป็นความเศร้าสลดใจที่เกิดขึ้นกับผมขณะกำลังดูสารคดีนี้ จากความคิดที่ว่าคนตายนั้นย่อมไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว แต่คนที่ยังไม่ตายนั่นต่างหากที่คล้ายกับต้องตกอยู่ในสภาพดั่งตายทั้งเป็น เพราะไม่ว่าจะพยายามหาคำตอบอันสมเหตุสมผลในการฆ่าตัวตายของคนที่ตนรัก-รู้จัก-คุ้นเคยเพียงใด คำตอบที่ได้ก็มักจะย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่า แล้วพวกเขาทำอะไรผิดพลาดไป...ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขายังทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือผู้จากไปให้ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของชีวิตไม่พออีกหรือ...
สารคดี The Bridge ใช้วิธีการดำเนินเรื่องผ่านคำสัมภาษณ์ของญาติมิตรและคนรู้จักของผู้ที่ฆ่าตัวตาย ตัดสลับกับภาพของสะพานนี้ในมุมต่างๆและในหลายหลากช่วงเวลา ภาพสะพานที่ปรากฏแก่สายตาผู้ชมจึงให้อารมณ์ที่แตกต่าง ทั้งสง่างามน่าขามเกรงและลึกลับน่าหวาดหวั่น หลายๆครั้งที่ผู้ชมจะได้เห็นสะพานตกอยู่ในท่ามกลางกลุ่มหมอกหนาทึบที่ค่อยๆเคลื่อนตัวผ่าน ช้าบ้างเร็วบ้าง เผยให้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการของมัน ซึ่งไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธมิได้คือมันเป็นสถานที่ที่งดงาม จนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่ามีคนนับพันเลือกมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือตนเอง
ไม่เพียงเท่านั้น หนังยังแทรกภาพของผู้คนขณะกำลังปีนข้ามราวกั้นซึ่งสูงเพียง 4 ฟุต และทิ้งตัวลงจมหายไปในสายน้ำเบื้องล่างเข้ามาเป็นระยะ (จนชวนให้นึกถึงสารคดี Faces of Death-แอบดูเป็น แอบดูตาย เมื่อหลายปีก่อนเสียมิได้) และจากข้อมูลที่บันทึกไว้ ระดับความสูงของสะพานห่างจากพื้นน้ำประมาณสองร้อยถึงสามร้อยฟุต เทียบเท่าความสูงของตึก 25 ชั้น เมื่อกระโดดลงมาใช้เวลาเพียง 4 วินาที ร่างจะกระแทกผิวน้ำด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 75 ไมล์ต่อชม. จึงกล่าวได้ว่าไม่มีสักคนเดียวที่จะรอด
แต่กระนั้นก็ยังมีผู้ที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก และหนึ่งในนั้นก็มาถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกของเขาในสารคดีนี้ คือ เควิน ไฮด์ หนุ่มวัย 25 ปีที่เคยมากระโดดสะพานนี้เมื่อปี 2000 จากความทรมานด้วยอาการทางจิตที่เขาต้องประสบมานานปีจนไม่อาจแบกรับไหว และตัดสินใจเลือกความตายเป็นทางออก เขาเล่าว่าวันนั้นเขายืนร้องไห้อยู่นานนับชั่วโมง จู่ๆก็มีนักท่องเที่ยวหญิงชาวเยอรมันเดินเข้ามาขอให้เขาช่วยถ่ายรูปให้ โดยมิได้มีท่าทีใส่ใจกับอาการตรมทุกข์ของเขาแม้สักนิด จนเขาอดที่จะนึกฉุนเฉียวอยู่ในใจเสียมิได้ และหลังจากที่เขาถ่ายรูปให้เธอเสร็จแล้ว เควินก็ปีนข้ามราวกั้นเพื่อทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่ต้นทันที
เขาคงทำได้สำเร็จ ถ้าหากว่าในเสี้ยววินาทีที่จะกระโดดนั้น เขาจะไม่เกิดความรักชีวิตขึ้นในใจอย่างฉับพลัน ทำให้เขาเปลี่ยนท่าพุ่งสู่ผิวน้ำโดยใช้เท้าลง แทนการใช้ศีรษะหรือลำตัวซึ่งรับรองผลได้แน่นอนกว่า (คงจะทราบกันดีว่าการกระโดดน้ำจากที่สูงนั้น ยิ่งความสูงมากเท่าไร แผ่นน้ำที่รองรับก็ยิ่งแข็งมากขึ้นเท่านั้น คนที่มากระโดดน้ำตาย ณ สะพานนี้จึงมิได้จมน้ำตายเสมอไป) และเขาเองก็บอกว่าอาจเป็นโชคดีที่รองเท้าของเขาค่อนข้างแข็งแรง ซึ่งมีส่วนช่วยลดแรงกระแทกได้พอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็บาดเจ็บสาหัส ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนานนับเดือน
ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น คือตอนเขาเล่าถึงช่วงเวลาที่ตกอยู่กลางวงล้อมของกระแสน้ำ และสำนึกได้ว่าตนเองยังไม่ตาย ร่างกายของเขาก็สัมผัสกับความอ่อนโยนของปลาโลมาที่คอยพยุงร่างของเขาไว้มิให้จม จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ยามฝั่งมาช่วยเหลือ
คำบอกเล่าของเควินนั้นมีจุดหนึ่งที่สะกิดใจผมมาก คือตอนที่เขาเล่าถึงนักท่องเที่ยวที่ขอให้เขาช่วยถ่ายรูปให้ โดยไม่แยแสสนใจว่าเขากำลังอยู่ในสภาพใดนั้น...“เธอกำลังมีความสุขมากซะจนไม่สนใจอะไรเลยสักนิด”...แม้ว่าเควินจะมิได้มีเจตนากล่าวร้ายเธอผู้นั้นก็จริง แต่ผมคิดว่าคำพูดของเขานั้นมาจากมุมมองของคนที่กำลังอยู่ในอาการสิ้นหวังท้อแท้ในการมีชีวิต และมีความประสงค์จะทำลายชีวิตตนเองเป็นพื้นฐาน ซึ่งสิ่งเดียวที่ผู้ที่กำลังตกอยู่ในภาวะนั้นกำลังต้องการอย่างที่สุด คือการได้รับความเข้าใจและกำลังใจจากใครสักคน มากกว่าจะเป็นการร้องขอให้ช่วยทำอะไรให้
เรื่องที่ว่าเธอผู้นั้นจะเป็นจริงอย่างที่เควินตั้งข้อสังเกตหรือไม่ขอให้ยกไว้ก่อน แต่หากมองเหตุการณ์นี้ด้วยใจเป็นธรรม การที่เควินได้เห็นนักท่องเที่ยวคนนั้นกำลังมีความสุขมากมาย อาจมีส่วนไม่มากก็น้อยที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกไม่อยากตายก็เป็นได้ เพียงแต่เควินอาจจะไม่รู้ตัวและไม่คิดว่ามันจะเป็นเหตุการณ์สำคัญถึงขั้นพลิกชีวิตของเขา
ในความเห็นของผม...โลกเราคงไม่เลวร้ายถึงขั้นที่คนเราไม่แยแสใส่ใจกันและกันหรอกครับ ผมยังคงเชื่อว่าไม่น่าจะมีใครใจจืดใจดำถึงขนาดเห็นคนที่กำลังอยู่ในอาการหดหู่สิ้นหวัง แล้วจะมีแก่ใจหัวเราะเริงร่าได้โดยไม่รู้สึกรู้สมอันใด ใจผมจึงออกจะคิดว่าบางทีเธอผู้นั้นอาจต้องการช่วยเควินด้วยการหาทางเบี่ยงเบนสมาธิของเขาเสียด้วยซ้ำ แต่ทว่าการแสดงออกต่อสถานการณ์ต่างๆของมนุษย์เรานั้นย่อมไม่อาจกำหนดให้เป็นแบบแผนเดียวกัน จึงไม่เสมอไปที่คนๆหนึ่งจะแสดงอาการปลอบใจอีกคนหนึ่งด้วยการลูบหลังอย่างแผ่วเบาและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่บางคนก็ไม่นิยมการถูกปฏิบัติแบบนั้นเช่นกัน เพราะคิดแบบนี้ผมจึงปักใจเชื่อว่าการที่เธอผู้นั้นตรงมาขอให้เควินช่วยถ่ายรูปให้ น่าจะถือเป็นการช่วยยับยั้งเขามิให้คิดฆ่าตัวตาย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่คิดแบบนี้จะเกิดจากการที่ผมดูหนังมากไปหรือเปล่า แต่การที่เธอทำเช่นนั้นก็น่าจะมีส่วนช่วยเบี่ยงเบนสมาธิและความคิดที่จะทำลายชีวิตตนเองของเควิน อย่างน้อยก็ในชั่วระยะหนึ่งซึ่งแม้จะไม่นานนัก แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าถึงสถานที่ที่คนกำลังยืนร้องไห้อยู่นั้นเป็นที่ที่ง่ายต่อการก้าวเข้าหาความตายยิ่งนัก การทำทีเดินเข้าไปขอให้เขาช่วยทำอะไรให้เราสักอย่าง ถึงจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่เข้าท่าและไม่ถูกกาลเทศะเท่าไร แต่ก็คงเป็นเรื่องที่มีน้อยคนนักที่คิดจะทำ
พูดถึงประเด็นนี้เสียยืดยาว เพราะผมรู้สึกว่าคำพูดของเควินนั้นชวนให้สิ้นหวังต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี แค่คิดว่าคนเราไม่ควรฟังความข้างเดียวก็เท่านั้น! พูดกันตรงๆ หากเป็นผมซึ่งอยู่ในสภาวะมีความสุขล้นจนแทบว่าจะไม่แยแสสนใจสิ่งใดรอบกาย แต่หากเห็นใครที่กำลังร้องไห้ หน้าตาเศร้าสร้อยคอตกอยู่ต่อหน้า ผมคงไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่จะถามว่าต้องการให้ช่วยเหลืออะไรบ้างไหมเป็นแน่ และคงจะรีบเดินหนีไปให้ห่างโดยเร็วเสียมากกว่า
จุดเด่นที่ผมสัมผัสได้จากการดู The Bridge คือพลังทางอารมณ์ที่อัดแน่นในแทบทุกๆฉาก ไม่โฉ่งฉ่างตึงตังแบบ Bowling for Columbine และไม่สะเทือนใจรุนแรงแบบ Capturing the Friedman แต่ออกจะเป็นความรู้สึกเศร้าใจแบบซึมลึกมากกว่า ด้วยตลอดทั้งเรื่องไม่มีการพูดถึงประเด็นอื่นที่นอกเหนือไปจากความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจของญาติมิตรและคนรู้จักของผู้ที่ฆ่าตัวตายที่สะพานนี้ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ 1. คนที่เจ็บป่วยจากอาการทางจิตขั้นรุนแรง ทั้งโรคหวาดระแวงและจิตเภท ซึ่งต้องทนทุกข์ทรมานกับมันมานานหลายปีโดยที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายจนไม่อาจทนกับสภาวะปัจจุบันได้อีก 2. คนที่มีอาการหดหู่ซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้มีความพยายามจะฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้งจนในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ และ 3. คนที่มีสุขภาพจิตปรกติดี แต่ต้องประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายรุนแรงในชีวิต อาทิ คนรักเสียชีวิต, ตกงาน, เจอภาวะวิกฤติการเงิน, อกหัก ฯลฯ
ในตอนแรกผมแปลกใจที่ในบรรดาผู้ให้สัมภาษณ์ล้วนมีแต่คนใกล้ชิดผู้ตาย กับคนที่เห็นเหตุการณ์ฆ่าตัวตายแบบต่อหน้าต่อตา เช่นนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่มาเล่นกีฬาทางน้ำแถวนั้น โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลสะพานหรือยามฝั่งซึ่งน่าจะเป็นผู้ประสบเหตุลักษณะนี้บ่อยครั้งออกมาแสดงความเห็นแม้แต่คนเดียว และแม้ว่าเวลาโดยส่วนใหญ่ของหนังจะเป็นของญาติมิตรผู้เสียชีวิตซึ่งป่วยเรื้อรังจากอาการทางจิตขั้นรุนแรง แต่ก็ปราศจากจิตแพทย์มาให้คำอธิบายถึงอาการของผู้ป่วยเช่นกัน
คิดๆแล้ว ผมเห็นว่าการไม่มีทั้งเจ้าหน้าที่หรือจิตแพทย์ออกมาพูดเนื้อหาข้อมูลอันแข็งกระด้าง ก็ส่งผลดีให้สารคดีนี้มีความทรงพลังในแง่ของการสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้ชมได้มาก ขณะเดียวกันก็ทำให้เนื้อหาของหนังมีความเป็นสากลสูง เพราะความรู้สึกต่อการต้องสูญเสียบุคคลที่ตนรักไปตลอดกาล ย่อมเป็นเรื่องสะเทือนใจคนทั้งโลกได้เหมือนๆกัน อีกทั้งการได้ฟังครอบครัวและคนใกล้ชิดของผู้ตายบอกเล่าความรู้สึกที่แต่ละคนมีต่อการจากไปอย่างไม่คาดคิดด้วยวิธีการทำลายชีวิตตนเอง ซึ่งยังคงส่งผลกระทบทางอารมณ์อย่างต่อเนื่องไม่ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังทำให้ดูสารคดีนี้ด้วยความรู้สึกหดหู่เป็นทวีคูณ
เช่นคำให้สัมภาษณ์ของพ่อแม่ผู้สูญเสียลูกชายวัยต้น 20 ซึ่งกล่าวด้วยใบหน้านองน้ำตาว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวอบอุ่น ต้องทนเผชิญหน้ากับการถูกทารุณกรรมจากคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน จนเขาคิดว่าตนเองน่าจะโตขึ้นมาเป็นนักเลงหรือฆาตกรโรคจิตด้วยซ้ำ แต่ในที่สุดเขาก็สามารถผ่านพ้นการมีชีวิตเช่นนั้นมาจนก่อร่างสร้างครอบครัวของตนเองขึ้นมา... คำกล่าวของแม่ที่ได้แต่ทำใจคิดว่าลูกสาวผู้จากไปคงมีความสุขไปแล้ว ด้วยไม่อาจคิดหาคำตอบอื่นใดจะเหมาะสมกับใจตนได้... คำพูดของชายหนุ่มที่ไม่ยอมรับความจริงว่าน้องสาวกระโดดน้ำฆ่าตัวตายเอง แต่กลับเชื่อมั่นว่าน้องคงโดนใครสักคนบังคับให้กระโดด... คำพูดของเพื่อนที่รู้สึกผิดกับการละเลยสัญญาณอันตรายที่ส่งมาเป็นระยะ จากคำเปรยด้วยท่าทีไม่จริงจังอันพาดพิงถึงความตาย ซึ่งพอได้ยินบ่อยครั้งก็มักจะคิดว่าเป็นเรื่องไม่จริงจัง ไม่กล้าทำจริงดังปากพูดจนถึงขั้นยุส่งด้วยซ้ำ หรือเพื่อนบางคนที่รู้สึกผิดว่าตนน่าจะให้เวลาใกล้ชิดผู้จากไปมากกว่านี้ แม้จะไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือแบ่งเบาปัญหาได้ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยเหลือได้ในแง่ของการยินดีรับฟังความทุกข์ด้วยท่าทีเข้าอกเข้าใจ...
ออกจะน่าเสียดายเล็กน้อยว่าหนังน่าจะให้เวลากับการนำเสนอเรื่องราวของผู้ที่ฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ประสบความล้มเหลวในชีวิตให้มากกว่าอีกสักนิด เพราะคิดว่าคนกลุ่มนี้น่าจะมีแนวโน้มต่อการปลิดชีพตนเองได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น ด้วยว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เคยมีอาการทางจิตให้คนรอบข้างได้สังเกตสัญญาณอันตรายจนต้องคอยเฝ้าระวังแบบอีกสองกลุ่ม ทำให้เมื่อเกิดเหตุน่าสลดใจขึ้นย่อมก่อความงุนงงและตกตะลึงแก่คนรอบข้างได้มากกว่าหลายเท่า
อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญอันทรงคุณค่าของ The Bridge คือการแสดงท่าทีชัดเจนว่าประสงค์ที่จะต่อต้านการฆ่าตัวตายของมนุษย์ มิใช่ด้วยเหตุผลดังที่ได้ยินได้ฟังกันมานับไม่ถ้วนครั้งว่าการฆ่าตัวตายเป็นบาป แต่เพราะมันแสดงให้ผู้ชมประจักษ์แจ้งว่าคนตายทำร้ายคนเป็นได้อย่างร้ายกาจบาดลึกเพียงใด...
สมเกียรติ ชินตระกูลวัฒนะ
อำนวยการสร้าง-เจสสิก้า วูลฟ์สัน, อลิสัน พัลเมอร์ เบิร์ค, เอริค สตีล/กำกับภาพยนตร์-เอริค สตีล/กำกับภาพ-ปีเตอร์ บาลด์วิน, ปีเตอร์ แม็คแคนเดิ้ลส์/ลำดับภาพ-ซาบีน เคนเยนเบห์ล/ดนตรีประกอบ-อเล็ก เฮฟเฟส/ผู้จัดการกองถ่าย-โบ เจ. จีโนต์
*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics
+WS+R0.jpg)



No comments:
Post a Comment