A MILLION WAYS TO DIE IN THE WEST
(Seth MacFarlane, 2014)
ก็ตลกตามชื่อหนังอะ มันบอกว่ามีหนทางตายได้เปนล้านแบบในโลกยุคตะวันตกแดนเถื่อน หนังก็เลยหยิบวิธีการตายหลากหลายแบบมาแสดงให้เราดู โดยทำให้กลายเปนเรื่องตลก ซึ่งก็ยอมรับว่าหลายฉากมันทำออกมาได้ตลกจริงอะไรจริง มีอยู่ฉากหนึ่งที่ดูแล้วแอบโกรธตัวเองอยู่หน่อยๆ ว่าเสือกหัวเราะออกมาได้ คือฉากคนโดนน้ำแข็งทับหัวแบะ เลือดสาดกระจาย เห็นแล้วก็โอยยยยย...จะบ้า! ยกมือปิดตาไม่ทัน เพราะมัวแต่ยกมือปิดปากหัวเราะคิกๆอยู่นั่นแหละ แบบว่ามันขำอะ ทั้งที่มันโคตรน่าหวาดเสียวและน่าสยองขวัญจะตาย หยั่งกะ Final Destination แน่ะ แต่แม่งขำว่ะ 555+ แต่คนในโรง ‘กริบ’ ไปตามๆกัน เข้าใจว่าเพราะเห็นบ่อยแล้วในโฆษณา แต่ข้าพเจ้ายังไม่เคยดูก็เลยหัวเราะซะเต็มที่ แต่ก็แอบหงุดหงิดตัวเองหน่อยๆดังที่บอกแล้ว ไม่รู้ช่วงนี้จิตใจตัวเองทำด้วยอะไรเนาะ! T__T ส่วนอีกตอนที่ปล่อยก๊ากเลย คือตอนถ่ายรูป ซึ่งน่ากลัวอะ ใครจะนึกว่าการถ่ายรูปสมัยก่อน มันจะเสี่ยงอันตรายถึงตายขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเปนจริงหรือแค่เอามาทำให้ตลกเฉยๆ ^^ แต่ก็ช่วยให้รู้ว่า ทำไมคนสมัยก่อนถ่ายรูปถึงไม่ค่อยยิ้มกันเลย แถมถ้าใครยิ้มตอนถ่ายรูปจะถือว่าเปนคนบ้าด้วยซ้ำ ก็แปลกดีเหมือนกัน (อ่อ อีกอย่างที่ทำให้ฮาฝุด คือซับไตเติ้ล ช่วยให้หนังไว้ได้พอสมควร มี ‘จีนเตี๊ยะ’ ด้วยอะ ชอบเปนการส่วนตัว 555555….)
เลยคิดว่าคนสมัยก่อน ‘ลำบาก’ กว่าคนสมัยนี้เยอะนะ เพราะอะไรก็ไม่มีสักอย่าง เดินออกจากบ้านแต่ละวันเท่ากับเสี่ยงตาย ไม่จากคนด้วยกัน ก็จากสัตว์ร้าย หรือจากโรคภัยไข้เจ็บที่ยากจะรักษา ผู้หญิงสมัยก่อนเลยถือว่าอายุแค่ 35 ก็แก่งั่กแล้ว จึงต้องรีบแต่งงานมีผัวตั้งแต่ยังเด็กๆ ให้ผัวหาเลี้ยงดีกว่า ไม่งั้นก็ต้องเปนโสเภณีซึ่งดูจะเปนอาชีพเดียวที่ผู้หญิงยุคนั้นทำได้ อะไรทำนองนั้น ทำให้รู้สึกขอบคุณที่เกิดมาในยุคที่อะไรๆก็ก้าวหน้าไปไกลแล้ว ชีวิตเลยสะดวกสบายขึ้นเยอะ ถ้าให้กลับไปอยู่แบบสมัยก่อน ก็คงไม่เอาลำบากจะตาย น่าเบื่อด้วย ไม่เห็นน่าสนุก ถ้าไปเที่ยวป็อบๆแป๊บๆแบบ Back to the Future ล่ะก็ น่าสน (อุตส่าห์เอามา tribute ในหนังด้วยนะ... พี่ปันๆฮากลิ้ง แต่หลายคนในโรง ‘กริบ’ อีกตามเคย สงสัยไม่รู้จัก)
แต่คิดอีกแง่ ถึงสมัยก่อนคนจะตายง่ายกว่าคนยุคนี้ แต่ก็เปนการตายแค่ไม่กี่คน ไม่ใช่ ‘ตายเปนเบือ’ เหมือนคนยุคปัจจุบัน ซึ่งเวลาเกิดอะไรใหญ่ๆขึ้นมาที (ยกเว้นภัยธรรมชาติ) ก็เห็นคนตายกันเปนร้อยๆทุกครั้งไป อย่างเมื่อวานดู Dawn of the Planet of the Apes ก็ระลึกชาติให้เห็นในภาคแรกว่า สาเหตุที่คนล้มตายกันเกือบหมดโลก ก็เพราะเชื้อไวรัสที่คนคิดค้นกันขึ้นมา พอมาภาคนี้ทั้งคนทั้งลิงก็ล้มตายกันอีก เพราะอาวุธที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อประหัตประหารกันในนามของ ‘สงคราม’ นั่นแล
คิดไปคิดมาเลยออกจะไม่แน่ใจแล้ว ระหว่างคนยุคก่อนกับคนยุคนี้ ยุคไหนที่มันตายง่ายกว่ากันแน่... :’-P
*** เพิ่มเติม! เมื่อวานไปดูหนังมา 3 เรื่อง (นานๆจะออกจากรูสักที เลยต้องจัดหนักตามระเบียบ :P) คือ The Wind Rises, Transformer 4 และ ‘พิภพวานร’ เรื่องแรกได้ยินคนชมกันจังว่ามัน 1..2..3..4.. ก็เลยไปดู เรื่องสองอยากดูเพราะมาร์ค วอลห์เบิร์กคนเดียว ส่วนเรื่องสุดท้ายได้ดูเพราะความเอื้อเฟื้อของคนใจดี ^o^ ทั้งที่ตอนแรกก็ว่าจะกลับบ้านละ เซ็งมากที่ดูหนังไม่ค่อยสนุกติดกันสองเรื่อง คือมันน่าเบื่อๆ ชวนง่วงพิก๊ล! คือเรื่องแรกก็สวยงามกันไป เรื่องสองก็ระเบิดตูมตามกันไป กลายเปนว่าเรื่องสามนี่แหละที่รู้สึกว่า ‘สนุก’ สุด เพราะว่า Conflict หรือ ‘ความขัดแย้ง’ ของตัวละคร มันรุนแรงเข้มข้นฝุดๆ กลายเปนตัวขับเคลื่อนหนังได้อย่างทรงพลัง ทำให้จดจ่อรอดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป ทำให้คิดว่านี่แหละคือตัวอย่างของการทำหนังให้สนุก-ตื่นเต้น-เร้าใจ โดยที่ฉากตึงตังโครมครามจะกลายเปนเพียง ‘น้ำจิ้ม’ ของหนังในบัดดล คือต้องทำให้เรื่องและตัวละครมี Conflict ที่หนักแน่น และสมเหตุสมผลทั้งในแง่การสร้างสถานการณ์ขัดแย้งและการคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่งจะทำให้คนดูเกิดความเชื่อและลุ้นติดตามเรื่องราวโดยอัตโนมัติ เมื่อวานเลยรู้สึกว่าหนังลิงครองโลก ‘แม่งมันส์ส์ส์ส์ส์’ ยิ่งกว่าหนังหุ่นยนต์ฟัดกันไม่รู้กี่สิบเท่าเลยวุ้ย!! แสดงให้เห็นว่าการจะทำหนังให้ออกมาดูสนุก มันต้องใช้ ‘สมอง’ มากกว่าใช้ ‘เงิน’ นะตัวเธอว์ว์ว์ว์ ***

No comments:
Post a Comment