INTO THE STORM (Steven Quale, 2014)
From 'Mother Nature' to 'Monster'
แน่ะ! คราวนี้ตั้งชื่อบทความเสียด้วย กระแดะจริงๆ 5555+... :-P คือชอบหนังมากอะ แลดูตื่นเต้น ระทึกขวัญสั่นประสาท เพราะเปิดเรื่องเหมือนหนังสยองขวัญแนวสัตว์ยักษ์ถล่มเมือง คือเล่นกับความมืด จนอดคิดไม่ได้ว่ากำลังดูหนัง Godzilla อยู่หรือป่าววะ! แถมนั่งๆดูไปก็รู้สึกว่าคนทำหนังโคตรใจร้ายกับธรรมชาติไม่อย เพราะมันแสดงออกชัดเจนว่าเจ้าทอร์นาโดนี่แม่ง monster ชัดๆ คือตัวใหญ่ยักษ์ ทรงพลังมหาศาล เกรี้ยวกราดบ้าคลั่ง ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าอย่างไม่ปรานี
โอเค! ก็เข้าใจอยู่นะว่า พิบัติภัยแห่งความโกรธาของ mother nature มันน่ากลัวอยู่แล้วด้วยตัวมันเอง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เฮอริเคน สึนามิ ฯลฯ เกิดขึ้นแต่ละครั้ง คนตายนับพันนับหมื่น ทว่าเท่าที่ดูหนัง 'หายนะ' มาตั้งแต่เด็กจนปูนนี้ ก็เพิ่งรู้สึกกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ว่ามันทำให้ภัยธรรมชาติ ดูเปน 'สัตว์ประหลาด' กลืนเมืองตามชื่อไทยได้จริงๆ โดยเฉพาะฉากไฟลุกติดพายุลอยสูงเสียดฟ้า แถมยังดูดคนเข้าไปหมุนเล่นในงวงไฟประลัยกัลป์นั่นน่ะ โห...สยดสยองสัสๆ ดูแล้วขอคารวะเลย ว่าคนทำฉากนี้เก่งโคตรๆ เพราะน่ากลัวเหี้ยๆ...คิดออกมาได้ไงกูแทบกรี๊ด!! เลยอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าชีวิตนี้มีบุญได้เจออะไรแบบนี้ด้วยตนเอง จะรีบหนีไปให้ไวๆ อย่ามัวแต่บ้าถ่าย selfie เพราะเด๋วจะกลายเปน selfie FAIL! แบบไม่ทันตั้งตัว เพราะเคยได้ยินคนเล่นว่า ครั้งหนึ่งไปนั่งเรือเล่นอยู่กลางทะเล เห็นพายุอยู่ตั้งนู่นนนน... ยังไม่ทันจะเก็บข้าวของเลยมันเคลื่อนมาถึงแล้ว กลัวแทบตาย!
ขณะที่ระบายสีให้ 'มหาทอร์นาโด' ดูเปนปีศาจร้ายกระหายเลือด ทำลายทุกสิ่งอย่างบนเส้นทางเคลื่อนตัวผ่าน คนทำหนังก็จัดแจงแต่งองค์ทรงเครื่องตัวละครฝ่ายมนุษย์ให้แลดูเป็นเทวดานางฟ้าแทบทุกคน โดยเฉพาะนางเอก ซึ่งน่าสงสัยว่าก่อนจะมาเปนนักอุตุนิยมวิทยา นางต้องเคยเปน 'แม่ชี' แน่ๆ เพราะเปี่ยมล้นไปด้วยความมีมนุษยธรรมสูงสุด เอออะอะไรก็...กูขอช่วยชีวิตคนไว้ก่อนนะยะ! ตอนที่แสดงลักษณะนิสัยของนาง ว่าเห็นชีวิตมนุษย์สำคัญยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด คือฉากที่นางบอกให้หยุดรถ แล้วลงไปหาไอ้แมงกะไซด์สองตัวซึ่งกำลังนั่งดวดเบียร์กันหนุกหนาน ไม่สนใจห่าเหวอะไรทั้งสิ้น ตอนแรกคิดว่านางคงลงไปถามเส้นทาง แต่พอได้ฟังนางเถียงกับไอ้นักล่าพายุ (ซึ่งแอ็คติ้งเปนวายร้ายตั้งแต่ต้น แต่พอตอนจบดันกลายเปนฮีโร่ยอมสละชีวิตตนเพื่อมวลชนแทนซะงั้น!) ก็อ้าววววว! นางลงมาเพื่อจะเอาไอ้สองตัวนั่นขึ้นรถหนีพายุไปด้วยกันนี้หว่า ดูแล้วก็...เงิบ! อีแม่ชี มึงทำกูละอายใจชิบหาย!! เพราะอย่างที่บอกแล้ว ว่าถ้าเจอแบบนี้กับตัวเอง ขอหนีไปให้ไกลๆก่อน ไม่มีที่จะกระดิกตีนลงไปเรียกหรอก เด๋วพวกมันสองตัวขึ้นรถแล้วมาเล่นคอมกูพัง 555
อ่อ อีกตอนที่แทบจะ standing ovation ให้ คือตอนที่นางตั้งท่าจะวิ่งไปช่วยดึงไอ้ตากล้องที่มัวถ่ายพายุติดไฟ จนโดนดูดเข้าไปควงสว่านในเปลวเพลิงนั่นล่ะ (ติดตากูจริงๆฉากนี้!) ทำให้รู้เลยว่านางมี mother nature คือ 'ธรรมชาติแห่งความเปนแม่' ในกมลสันดานสูงลิ่ว แบบว่าคอยดูแล-เทคแคร์-เอาใจใส่-เปนห่วงเปนใยทุกคนรอบข้างตัลหลอดดดดด... คงเพราะชดเชยที่ไม่ได้อยู่ดูแลลูกละมัง เลยเห็นทุกคนเปนลูกตัวเองหมด!
ส่วนพระเอกก็...ดีกว่านางแม่ชีอยู่หน่อย คือถึงแม้จะมีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้คนเหมือนกัน แต่ออกแนวเปน 'ฮีโร่เพราะสถานการณ์ชักพา' คือถ้าผ่านไปเจอ ช่วยได้ก็ช่วย แต่ไม่แส่เข้าไปช่วยให้ตัวเองเดือดร้อนโดยไม่จำเปนๆ อีกอย่างคือค่อนข้างมีความเปนพ่อสูงมาก คือยังไงกูขอเอาลูกตัวเองปลอดภัยไว้ก่อนนะโว้ย! เลยจะได้ยินมันเรียกชื่อลูกตลอด แล้วก็เรียกซะจนกูรำคาญอะ คือรู้ว่าเปนห่วงนะ...รักลูกนะ...แต่อย่าเยอะได้ปะ! ทำให้นึกอยากให้มีฉากมันเห็นลูกโดนพายุดูดไปต่อหน้าต่อตา ตัวลูกมันเองก็คงอยากให้เปนงั้นด้วยแหละ จะได้ไปให้ไกลพวก 'คุณพ่อรู้ดี' แบบนี้เสียที! แต่ก็เข้าใจ ว่าพระเอกมันเปนครู เลยมีนิสัยเข้มงวด เจ้าระเบียบ จุกจิกจู้จี้ แถมยังเปน single dad อีก ยิ่งทำให้บุคลิกและนิสัยเหมือนจะยิ่งเผด็จการไปกันใหญ่! (แต่ดูหุ่นแล้วคิดว่าน่าจะไปเปนครูพละ หรือช่างรับเหมาก่อสร้าง เพราะล่ำบึ้กจนไม่น่าเชื่อว่าจะเปนครูฝ่ายบริหาร แถมผู้อำนวยการโรงเรียนก็หน้าเหมือน ปธน.สหรัฐฯ เสียด้วยนะ ทำให้ยิ่งสงสัยว่าคนทำหนังมันแอบด่าอะไรอะป่าวหว่า...)
กลายเปนว่าตัวละครที่แลดูมี 'ความเปนมนุษย์' ที่สุด คือไอ้ตากล้องที่โดนลมดูดไปเผาทั้งเปนนั่นละ เพราะมีฉากให้เห็นมันแสดงความกลัวตาย ขอลาออกจากทีมงาน ด้วยอาการเหมือนจะบอกว่า "กูนึกไม่ถึงว่าพวกมึงจะบ้ากันได้ขนาดนี้!" แต่พอโดนเพื่อนเกลี้ยกล่อมโน้มน้าว ยกเอาเงินตราและ 'หอยแครง' มาล่อ มันเลยเปลี่ยนใจยอมทำงานถวายชีวิตแทน ก็เลยได้ถวายสมใจในฉากถัดมา ดูแล้วน่าสะใจพิลึก! คงเพราะหนังเปลี่ยนท่าทีมันแบบฉับพลันเกินไปหน่อย ทำให้งงๆว่า...อะไรวะ! ตะกี้เห็นกลัวตายอยู่แหม็บๆ ตอนนี้ถลาเข้าหาพายุเสียแล้ว เลยอดคิดไม่ได้ถ้ามึงทำงานอย่างโง่ๆ ก็สมควรตายอย่างโง่ๆ แบบนี้แหละ
แล้วก็สงสัยกันอะปะ ว่าสไตล์หนังมันดูลักลั่น คือจะทำเปนแนว found footage แบบ Cloverfield เล่าเรื่องด้วยมุมมองจากกล้องโฮมวิดีโอตัวเดียวทั้งเรื่องก็ไม่ทำ แต่กลับใช้หลายมุมมอง ทั้งจากกล้องวิดีโอ กล้องมือถือ กล้องวงจรปิด ภาพข่าวโทรทัศน์ คือเอากันจนเละ! ดูแล้วงงว่านี่มันภาพจากกล้องอะไรวะ และที่ขาดไม่ได้คือ ภาพจากกล้องภาพยนตร์ในมุมมองของพระเจ้า ซึ่งน่าจะมีเพื่อให้คนดูดูฉาก 'ขาย' ความวอดวายถล่มทลายใหญ่โตนานา ซึ่งทำออกมาได้ 'โคตรสวย' อย่างฉากเครื่องบินโดนพายุหมุนหอบขึ้นไปลอยคว้างเหมือนใบไม้ในอากาศนั้น น่าตื่นตาหาใดเหมือนจริงๆ ยิ่งช็อตที่ลมบนรวมตัวเปนงวงพายุ พุ่งเปนสายจากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดินนั้นแม่งยิ่งโคตรสวยระดับ A+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ อันชวนให้ 'มโน' ว่าพระเจ้าคงจะมู้ดดี้ชาวโลก เลยชี้นิ้วไลท์เซเบอร์จากสวรรค์มาลงทัณฑ์มวลมนุษย์ผู้โฉดเขลา-โง่เง่า-งมงาย-เงอะงะ-งุ่มง่าม ให้รู้จักหลาบจำแลสำนึกซะบ้าง ว่าวันโลกาวินาศไม่ได้มีอยู่แต่ในคัมภีร์ไบเบิ้ลนะเว้ยเฮ้ย!
เลยบอกไม่ได้จริงๆ ว่ามันจะเล่าเรื่องด้วยการตัดภาพจากกล้องนั้นกล้องนี้ สลับกันให้วุ่นวายไปทำเพื่อ!! พูดแบบไร้ความรับผิดชอบในการหาเหตุผล คือทำเพื่อให้หนังดูเก๋ๆเข้าไว้ เพราะไม่เคยมีหนังหายนะเรื่องใดเคยทำสไตล์นี้มาก่อน (ไม่นับ Cloverfield อะนะ) แล้วก็เพื่อให้เห็นว่าคนยุคนี้ชอบบันทึกนั่นนี่โน่น แสดงอารมณ์-ความรู้สึก-ความคิดเห็นดีบ้างชั่วบ้างผ่านคลิปวิดีโอ คงเพราะมันรวดเร็วดี หยิบมาปุ๊บก็ถ่ายได้ปั๊บ ยิ่งเด๋วนี้ยิ่งง่ายเพราะมีกันทุกคน ไม่ต้องเสียเวลาประดิดประดอยกลั่นกรองให้ตกผลึกก่อนอย่างการเขียนหนังสือ (นานไปมันจะกลายเปนตกสะเก็ด!) เพราะเวลาฉุกละหุกรีบเร่งจะให้มัวหยิบกระดาษปากกามาจดจาร มันก็ไม่ทันกินใช่ปะ? (ยกตัวอย่างใน Twitter อะ ถ้าดูหนังรอบสื่อฯ แล้วทวิตเข้า #movietwit ช้าไปแค่ชั่วโมงเดียว ก็อย่าหวังว่าเลยว่าจะมี 'มูฟวี่เซเล็บฯ' มา retweet ไปกระจายต่อ... ยิ่งถ้านานกว่านั้น ต่อให้ทวิตติดแฮชแท็กสักกี่ร้อยข้อความก็ไม่มีใครแยแส #รอกูดังมั่งนะเฮอะ #และจะมีวันนั้นมั้ย 5555)
อีกอย่าง สื่อโซเชียลยุคนี้ก็เปิดโอกาสให้คน nobody ใช้เปนหนทางทำตัวเองให้ดัง เปนที่รู้จักของผู้คนภายในชั่วข้ามคืนได้ไม่ยาก อย่างไอ้แมงกะไซด์สองตัวนั่น ก็เอาเปนเอาตายกับการถ่ายคลิปบ้าๆบวมๆที่คน (สติดี) ไม่คิดจะทำ เพราะเชื่อว่าถ้าเอาไปลงยูทูปก็จะได้ยอดเวลาถล่มทลายแน่นอน! (สงสัยไอ้สองคนนี้จะแยกแยะไม่ออกว่า 'เจ๋งเป้ง' กับ 'น่าทุเรศ' นั้นต่างกัน ^^)
คิดไปคิดมา ยูทูปและอื่นๆ ดูจะเปนแหล่งรวม VDO time capsule คนทั้งโลกได้อยู่นะ เพราะยุคนี้คนถ่ายคลิปบ้าบอคอแตกประเภท กิน-ขี้-ปี้-นอน บลาๆ ก็เอาไปอัพให้ชาวบ้านดูตลอด ถ้าหากว่าไม่รีบลบทิ้งเพราะอายตัวเอง ก็เก็บไว้อีก 25 ปีค่อยมาเปิดดูใหม่ ว่าในวันที่ชีวิตเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน เอ๊ย! ในวันที่อายุมากขึ้น ความหวังและความฝันใดๆที่เคยมีในวัยเยาว์ ได้กลายเปนจริงขึ้นบ้างหรือเปล่า? นี่พูดในแง่ที่ว่าหากเรายังไม่ด่วนลาโลกไปก่อนเวลาอันควรอะเนาะ! เพราะดูจาก 'อาการ' ของโลกในปัจจุบันนี้แล้ว อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าฤๅ 'วันพิพากษาโลก' กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ... :'-P

No comments:
Post a Comment