Tuesday, July 8, 2014

THE FAULT IN OUR STARS (2014)




THE FAULT IN OUR STARS
(Josh Boone, 2014)

อ่านหนังสือ 'ไม่อิน' เท่าดูหนังเลยอะ 1) เพราะหนังสือเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเด็กวัยรุ่นที่คิดอยู่ตลอดเวลา ว่ากำลังจะตายเพราะโรคมะเร็ง เพราะงั้น เรื่องการมองโลกแบบฟิลกู๊ด บลาๆ อะไรนั่น ลืมไปได้เลย! (แต่หนังก็ดูฟิลกู๊ดอยู่นะ) อีกทั้งความคิดและความรู้สึกของตัวละคร ก็เปน 'วัยรุ่น' เอามากๆ พูดง่ายๆคืออ่านแล้วรู้สึกว่าต้องเปนวัยรุ่นเท่านั้นแหละถึงจะคิดอะไรแบบนี้ได้ 2) คนเขียน-จอห์น กรีน มีการอ้างอิงเกี่ยวกับวรรณกรรมเยอะ ยกบทกลอนของนักเขียนดังๆ มาประกอบบทสนทนาและในบทบรรยายหลายครั้ง พูดกันตรงๆคืออ่านๆไปก็รู้สึก 'หมั่นไส้' ว่ามันกำลังโชว์ภูมิ ว่ากูฉลาดนะ กูรู้เรื่องทฤษฏีวรรณกรรมเยอะ ถึงกูจะเขียนเรื่องน้ำเน่า พล็อตเมโลดราม่าขนาดนี้ กูก็มีชั้นเชิงของกูอะ! ซึ่งขอยอมรับว่า "เออ! มึงเก่ง" 3) อันนี้ไม่แน่ใจว่าอาจรู้สึกไปเองคนเดียว คือภาษาในฉบับแปล ออกจะห้วนๆ แข็งกระด้าง อ่านแล้วไม่รู้สึกชอบใจเท่าไหร่ ทั้งที่ในหนังสือก็มีคำพูดเก๋ๆเยอะ หลายอันถูกนำมาใช้ในหนังด้วย ไม่แน่ใจว่าถ้าอ่านภาษาอังกฤษโดยตรง จะซาบซึ้งกว่าหรือไม่ เพราะมีเชิงอรรถในส่วนทฤษฎีวรรณกรรมเยอะ เข้าใจว่าน่าจะเกิดจากคนแปลค้นคว้ามาเอง แต่ตอนอ่านก็รู้สึกอยากจะแก้ไขสำนวนให้มันเพราะพริ้งสวิงสวายขึ้นมาอีกนิด อะไรทำนองนั้น... ทั้งหมดนี้เลยทำให้ 'ไม่อิน' ไปตามหนังสือเลย

กลายเปนว่า 'อิน' กับหนังมากกว่า เพราะมันขายความเปนโรแมนติกชัดเจน ซึ่งก็ต้องเปนงั้นแหละ มัวแต่ขายประเด็นการมองโลกแบบเสียดเย้ยของเด็กวัยรุ่นใกล้ตาย ใครที่ไหนจะอยากดู แล้วพระเอกนางเอกก็อุตส่าห์แคสมาเสียหล่อสวยขนาดนั้นด้วย เลยขายเสน่ห์และฉากรักสวยๆกันจนเต็มอิ่ม นางเอก-เชย์ลีน วู้ดลี่ย์ เล่นดีมากๆ ขนาดต่อท่อช่วยหายใจไว้ตลอดเวลา แต่สีหน้าแววตาและน้ำตาหยดเผาะๆนั้น ทำให้เศร้าตาม พระเอก-แอนเซล เอลกอร์ต แอ็คติ้งดูเว่อร์ๆ แต่บุคลิกก็เข้ากับบทดี ความเป็นคนร่าเริงตลอดเวลาตามประสาคนไม่ค่อยคิดอะไรมาก พูดตรงๆคือดูไม่ค่อยฉลาด ออกจะเหมาะเข้ากับการเป็นนักกีฬาผู้เก่งกาจตามสมควร (อ่อ สองคนนี้เคยเล่นเป็นพี่น้องกันใน Divergent ...ต้องไปหามาดูซะละ ^^)

ที่จริงหนังก็ออกจะลึกซึ้งอยู่นะ แต่เพราะต้องตีความคำพูดหลายชั้น เช่น “อนันต์หนึ่งใหญ่กว่าอีกอนันต์” อะไรก็ไม่รู้ เลยออกจะงงๆ! แต่เท่าที่รู้สึกชอบใจก็มีหลายตอน ที่ ‘โดน’ มากที่สุดตอนที่นางเอกบอกว่าความเจ็บปวดที่นางเจอในตอนจบ นั่นแหละคือ “ระดับสิบ” พอได้ยินปุ๊บ น้ำตาซึมเบยยยยยย... คือมันยิ่งกว่าความเจ็บปวดตอนเจ็บอยู่ในโรงพยาบางอีกง่ะ เลยคิดว่าไม่มีอะไรเจ็บปวดยิ่งกว่าการต้องสูญเสียคนที่เรารักไปตลอดกาลอีกแล้ว T____T แล้วก็ตอนที่ทั้งคู่เถียงกัน เพราะพระเอกกลัวตายไปแล้วจะถูกลืม นางเอกก็บอกว่าแกมีฉันคนหนึ่งที่จดจำแกอยู่นี่ไง แล้วก็มีพ่อแม่ มีเพื่อน มีโลกนี้ บลาๆ ยังจะเอาอะไรอีกวะ! ทำให้คิดว่าเออเนาะ...การมีแค่คนๆเดียวในโลกที่รักเรา จดจำเราได้ว่าเราเคยเปนใคร ก่อนเราจะตายไป ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะเมื่อถึงวันหนึ่ง ก็คงไม่มีใครจดจำใครได้อีก แบบที่นางเอกพูดตอนต้นเรื่องว่า ในอนาคตอาจไม่มีใครจำพวกคนดังๆทั้งหลายก็ได้ เพราะคนเราเกิดแล้วก็ตาย ชื่อเสียงก็มีเกิดและมีดับเหมือนกัน จะอะไรกับมันหนักหนา แค่ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีความสุขก็พอ... :’-P

No comments: