Wednesday, February 25, 2015

NIGHTCRAWLER (2014)


NIGHTCRAWLER
(Dan Gilroy, 2014)

บอกก่อนเลยละกัน ว่า เจค จิลเลนฮาล 'เลอค่า' มากๆ เห็นด้วย 100% กับหลายคนที่เขียนไปก่อนหน้า ว่าเขาพลาดการเข้าชิงออสการ์ได้ยังไง(วะ!) เพราะเล่นได้ดีสัสๆ แค่โผล่มาแล้วอยู่นิ่งๆเฉยๆ ไม่ต้องกระดิกตัวอะไรเลย แต่รังสีอำมหิตกลับเปล่งปลั่งเจิดจ้าจากแววตาได้น่าขนหัวลุก สบตาแล้วรู้สึกเลยว่าผู้ชายคนนี้แม่งโคตรน่ากลัว ไม่น่าไว้ใจ ถ้าเปนไปได้ควรอยู่ให้ห่าง อย่าได้เฉียดกรายเข้าใกล้เลยยิ่งดี เพราะไม่รู้ว่ามันจะควักมีดออกมาปาดคอเราเมื่อใด!!


เทียบกับบท จอห์น ดู ปองท์ ที่ สตีฟ คาร์เรลล์ เล่นใน Foxcatcher ซึ่งก็ดูนิ่งๆ-โรคจิต-เก็บกด เหมือนพร้อมจะลุกขึ้นมาก่อความรุนแรงได้ตลอดเวลา กลายเปนว่าการแสดงของสตีฟดูอ่อนยวบยาบ เพราะเจคเล่นได้น่าสะพรึงกว่ามาก เลยคิดว่าถ้าต้องเอาใครสักคนออกจากรายชื่อผู้เข้าชิงออสการ์นำชายปีนี้ เพื่อเอาเจคเสียบแทน ก็น่าจะเอาสตีฟออก เพราะบทมันแนวเดียวกัน เห็นความต่างได้ชัดเจน ว่าใครเล่นอ่อนกว่าหรือเล่นแข็งกว่า #ไม่ได้หมายความว่าสตีฟเล่นไม่ดีนะ ส่วน แบรดลี่ย์ คูเปอร์ (American Sniper) นั้นเก็บๆไว้เถอะ เพราะถึงไงก็คงได้แค่เข้าชิง เรื่องได้รางวัลคงหมดหวัง ขนาด ไมเคิล คีตัน (Birdman) เล่นดีเปนบ้าเปนหลัง แต่พอเจอการแสดงแบบ 'เล่นท่ายาก' ของ เอ๊ดดี้ เรดเมย์น (The Theory of Everything) ยังจอดสนิทไปไม่ถึงดวงดาวจนได้ #เศร้าแทน #ร้องไห้ให้ไมเคิลคีตันหนักมาก T___T

อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ เรเน่ รุสโซ่ ซึ่งหายไปนานมาก! จำไม่ได้ละว่าเรื่องสุดท้ายที่ได้ดูคือเรื่องอะไร จำได้แต่ว่าเมื่อก่อนนางสวยมาก! ดูเปนชะนีเท่ๆ มาดดี มีบุคลิก ท่วงท่าสง่างามเหลือหลาย แต่เพราะมักไปเล่นหนังห่วยๆ ได้บทที่ไม่ค่อยโชว์ความสามารถสักเท่าไหร่ พอเวลาผ่านพ้น ชื่อเสียงเลยพลอยดับอับแสงอย่างช่วยไม่ได้ จนเรานึกว่านางออกจากวงการไปขายฮ็อทด็อกแล้ว! พอมาเห็นเล่นหนังอีกครั้งในเรื่องนี้ แม้จะรู้สึกแปลกตาไปบ้าง...แบบว่าสังขารเปนของไม่เที่ยงอะนะ ^^ แต่ที่รู้สึก 'ทึ่ง' คือฝีมือการแสดงของนางดูโดดเด่นและเฉียบขาดมาก พูดได้ว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกับเจคเลยแหละ เข้าฉายร่วมกันทีไร ไม่มีใครกินใครได้ เพราะเด่นกันไปคนละทาง

อย่างฉากเปิดตัวละคร เห็นแล้วรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้แม่งโคตรเขี้ยว! แลดูมีพิษสงรอบตัว จะเอาอะไรต้องเอาให้ได้ ไม่มีสิ่งใดหยุดนางได้เด็ดขาด แต่พอหนังเดินเรื่องไปสักพัก ก็ได้เห็นว่า เอาเข้าจริง นางยังร้ายได้ไม่ถึงครึ่งของตัวละครที่เจคแสดง พูดให้ชัดๆคือออกแนว 'ร้ายเจอร้ายกว่า!' 'เลวเจอเลวกว่า!!' จึงเปนธรรมดาที่สิ่งใดมีกำลังน้อยกว่าย่อมจะต้องแพ้พ่ายฝ่ายมีกำลังมากกว่าไปตามระเบียบ กลายเปนว่าพอผ่านฉากเผชิญหน้ากันที่โต๊ะอาหารไปแล้ว เรามองตัวละครที่เรเน่เล่นว่านางดูเปน 'คนดี' ขึ้นมาฉับพลันทันที แต่ก็ไม่ถึงขนาดจะกลายเปนแม่พระ-นางชีในพริบตาหรอกเนาะ เพราะนางก็ยังมีพาร์ทดาร์คๆ เจือปนอยู่เยอะ ขณะที่ตัวละครของเจค กลับจะยิ่งทวีความร้ายกาจและบ้าคลั่งชัดเจน ยิ่งดูก็ยิ่งขนหัวลุก พูดได้เลยว่านี่คือหนึ่งในบทบาทที่เจคเล่นดีที่สุดในชีวิตการแสดง #เอาใจช่วยให้ได้ออสการ์เร็วๆนะ ^^

จริงๆค่อนข้างชอบที่หนังนำเสนอให้เห็นด้านมืดของวงการข่าวอาชญากรรมทางทีวี #ต้องเขียนให้ชัดๆเพราะไม่อยากตีขลุมด้วยคำว่าสื่อมวลชน ไม่รู้เหมือนกันว่าการทำงานข่าวทีวีในบ้านเราเปนอย่างที่เห็นในหนังเรื่องนี้อะป่าว ที่ บ.ก. หรือโปรดิวเซอร์ข่าวจะเปนคนกำหนดประเด็นในการนำเสนอว่า ต้องการให้สถานีเน้นประเด็นข่าวไปในทิศทางใด อย่างเรื่องนี้ ตัวละครที่เรเน่แสดง ก็พูดชัดเจนว่าต้องการเน้นข่าวไปที่อาชญากรรมอันมีคนผิวขาวตกเปนเหยื่อ ส่วนคนร้ายควรจะต้องเปนคนผิวสีหรือชนกลุ่มน้อยในสังคม #ฟังดูเหยียดเชื้อชาติพิลึก #เหมือนบ้านเราเอะอะทีไรก็โบ้ยให้เปนแรงงานต่างด้าวทุกที แม้เราจะพอเข้าใจว่าการทำงานประเภทนี้ มันต้องกำหนดประเด็นในการนำเสนอไว้บ้าง ไม่งั้นก็มั่วตายห่า เพราะแต่ละวันมีข่าวเกิดขึ้นเยอะมาก แต่การ 'ตั้งธง' หรือมี 'วาระซ่อนเร้น' ไว้ก่อนนั้น จะถือเปนเรื่องสมควรหรือไม่ คงน่าจะตอบกันเองได้!! #เวลาจะดูข่าวหรือเสพสื่อใดๆก็ขอให้มีวิจารณญาณเปนอาวุธกันด้วยนะพี่น้องงงงงง

อ่านรีวิวจากไหนมาก็จำไม่ได้ละ บอกว่า ลูอิส บลูม ตัวละครที่เจคแสดงนั้นเปน 'สื่อมวลชน' พอได้ดูหนังแล้ว เรากลับไม่คิดว่าเขาเปนสื่อมวลชนเลยนะ ไม่ใช่เพราะเขาทำผิดจรรยาบรรณความเปนสื่อฯ บลาๆๆ บ้าบอคอแตกอะไรหรอก! แต่เรามองตัวละครตัวนี้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าเปน 'พ่อค้า/นักเซ็งลี้' ที่แสวงหาช่องทางในการทำธุรกิจ เพื่อให้ได้กำไรเข้ากระเป๋าตัวเองให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงวิธีการเพื่อให้ได้มา ว่ามันจะเปนสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ราวกับถือคติประจำใจว่า 'ด้านได้อายอด' ทั้งที่หนังให้เห็นอย่างชัดเจนกว่า เขาเปนคนฉลาดเปนกรด พูดอีกแบบคือฉลาดแกมโกง! แถมยังเปนคนทำอะไรแบบทุ่มเทชนิดเกินร้อย เพื่อให้ไปสู่จุดหมายที่ต้องการอย่างเต็มที่ แบบเดียวกับตัวละครที่ ไมล์ส เทลเลอร์ แสดงใน Whiplash

เพียงแต่ลูอิส บลูม ดูจะมีความกล้าทำในเรื่องชั่วร้ายได้มากกว่า ทว่าความบ้าคลั่งต่อสิ่งที่ต้องปรารถนาจะคว้ามันมาครอบครองกลับไม่แตกต่าง เพราะมีหลายครั้งที่คนดูได้ยินลูอิสเอ่ยอ้างถึงหลักปรัชญาในการทำธุรกิจและการดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายบ่อยๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าหนังอาจต้องการพูดถึง 'ความฝันแบบอเมริกัน' ซึ่งเชิดชูความทะเยอทะยานและความสำเร็จในชีวิตเปนหลัก ด้วยถือคติว่าทุกคนไม่ว่าจะเปนใคร ล้วนมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ทั้งสิ้น ตราบเท่าที่ไม่ยอมถอดใจ-ท้อแท้-ยอมแพ้ และพยายามไขว่คว้าโอกาสมาเปนของตนอยู่เสมอ ดังเช่นที่ลูอิส บลูม ทำมาโดยตลอด จนกลายเปนผู้ประสบความสำเร็จ สามารถมีธุรกิจเปนของตนเองในที่สุด

ทว่าความฝันแบบอเมริกันที่ปรากฏในเรื่องนี้ ว่ากันตามจริง มันดู 'มืดดำ' เสียยิ่งกว่าหลายเรื่องที่เคยนำเสนอประเด็นนี้มาก่อนด้วยซ้ำ กล่าวคือ การได้มาซึ่งความสำเร็จของลูอิส บลูมนั้น เห็นได้ชัดว่ามันค่อนข้าง 'ฉ้อฉล' หรือพูดได้เต็มปากว่า 'เลว' แต่บทสรุปของหนัง คนดูกลับได้เห็นเขาเจริญเติบโตรุ่งเรืองในธุรกิจอย่างเหลือเชื่อ

ทำให้พอดูหนังจบ เราอดบอกกับตัวเองไม่ได้ว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" นั้น สงสัยมันจะเปนจริง!... :'-P

No comments: