STILL ALICE
(Richard Glatzer, Wash Westmoreland, 2014)
หนังเศร้ามากๆ ดูแล้วน้ำตาซึม T____T อดคิดไม่ได้ว่า ขนาดตัวเราซึ่งยังไม่เคยประสบความสำเร็จในชีวิต เทียบกับ อลิซ ตัวละครเอกของหนังเรื่องนี้ไม่ได้แม้สักเศษหนึ่งส่วนสี่! หากว่าต้องมาประสบพบเจอวิกฤติการณ์แห่งชีวิตอย่างเดียวกัน #หรือร้ายแรงน้อยกว่า เผลอๆ เราอาจจะมี 'รีแอ็คชั่น' รุนแรงกว่าก็ได้ (ขยายความให้ชัดเจนคือ คงไม่รอให้ตัวเองความจำเสื่อม จำอะไรไม่ได้แล้วค่อยฆ่าตัวตาย ด้วยการอัดคลิปบอกแต่เนิ่นๆ ทว่าคงชิงลงมือก่อนเลยตั้งแต่ยังมีสติรู้ตัวครบถ้วน ^^)
เพราะจะว่าไป 'อัลไซเมอร์' เปนโรคที่น่ากลัวมากๆนะ ด้วยว่าใครที่เปนโรคนี้แล้ว มักไม่ตายกันง่ายๆ เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกายยังทำงานได้ตามปรกติ ยกเว้นสมองซึ่งมีแต่จะเสื่อมลงทุกขณะ ทำให้อดไม่ได้ที่จะเห็นด้วยกับคำพูดของอลิซว่า "เปนอัลไซเมอร์ เปนมะเร็งยังจะดีเสียกว่า" เพราะอย่างที่พูดแล้ว ขนาดเราซึ่งไม่ได้เปนอะไรเลยนอกจากหนึ่งใน nobody ของคนอีก 90% ในสังคม ยังเกิดความรู้สึกอับอาย เวลาเผลอลืมตัวทำอะไรเปิ่นๆ ออกแนวโชว์โง่ต่อหน้าธารกำนัล แล้วคนในระดับอลิซ ซึ่งเปนถึง ดร. เปนอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ทรงภูมิ ดูเคร่งขรึม เปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถอันควรแก่การเคารพยกย่อง การวางตัวให้ดูภูมิฐานน่านับถือจึงกลายเปนเรื่องสำคัญเข้าขั้นคอขาดบาดตายสำหรับคนระดับเธอเลยทีเดียว
เช่นเดียวกับความจริงอีกอย่างที่ว่า เธอกำลังจะต้องสูญเสียอาชีพการงานที่เธอรักและทุ่มเทให้กับมันมาตลอดหลายปี เพื่อก่อร่างสร้างฐานะและสร้างครอบครัวให้มั่นคงแข็งแรง ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้เก็บเกี่ยวดอกผล จากการลงทุนลงแรงอันเหนื่อยยากเหล่านั้นมาชื่นชมให้สมใจ หายนะแห่งโรคร้ายก็มาเยือนชีวิต ทั้งยังตั้งหน้าตั้งตากระชากช่วงชิงทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอสร้างขึ้นมา ไปจากชีวิตเธอจนหมดสิ้น!
ที่น่าเจ็บใจสุดๆ คือมันดันเกิดขึ้นก่อนเวลาอันควร!! พูดให้ชัดๆ คือในยุคนี้ คนอายุ 50 ปี มิได้ดูแก่เก่าเหลาแหย่แบบเมื่อสิบยี่สิบปีก่อนอีกแล้ว ทว่ายังเปนวัยที่เปี่ยมล้นพลังแห่งการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ออกมาได้อีกมากมาย ขอเพียงแค่สมองยังคงใช้การได้ตามปรกติ (ดูเคสของ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ใน The Theory of Everything กับ โรเจอร์ อีเบิร์ต ใน Life Itself เปนตัวอย่าง ^o^)
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ชัดเจนว่าความทุกข์ที่อลิซต้องเผชิญ หลังการรับรู้ว่าตนเปนโรคร้ายที่ไม่มีวันรักษา มันดำเนินไปเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่ออาการของโรคยิ่งรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เธอแทบว่าจะจดจำสิ่งใดไม่ได้เลย ความรู้สึกอับอายว่าตนจะต้องกลายเปนตัวตลกต่อหน้าผู้อื่นจึงเปนอันตกไป กลายเปนว่าในช่วงครึ่งเรื่องหลัง ดูเหมือนว่าหนังจะค่อยๆย้ายฝั่งของความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปยังบรรดาผู้คนที่อยู่แวดล้อมรอบตัวอลิซ ซึ่งย่อมหนีไม่พ้นครอบครัว คือสามีและลูกๆ ซึ่งแต่ละคนต่างก็ต้องบาดเจ็บและบอบช้ำกันถ้วนหน้า เมื่อต้องทนเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเปนหลังมืออันเกิดแก่บุคคลผู้เปนที่รักยิ่งของครอบครัว ซึ่งจะต้องเหนื่อยหนักกับการรับมือในการดูแลเธออย่างใกล้ชิด แทบว่าจะไม่ให้คลาดสายตาตลอด 24 ชม.
การต้องคอยดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์จึงถือว่าเปนภาระที่หนักหนาสาหัสมากๆ เพราะอย่างที่รู้กันว่าผู้ป่วยมีสภาพร่างกายที่ปรกติ สามารถเดินไปไหนมาไหนได้โดยเสรี มิได้นอนแบ็บอยู่กับเตียงเหมือนผู้ป่วยโรคมะเร็ง (ซึ่งถ้าคิดแง่นี้ การเปนมะเร็งก็อาจจะ 'ดีกว่า' อย่างที่อลิซกล่าวก็เป็นได้)
พูดถึงการที่คนเราตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะป่วยหนักจนไม่มีทางรักษานั้น ปรกติแล้วไม่ค่อยเห็นด้วยนะฮะ อย่างที่พูดแล้วว่า ตราบใดที่สมองยังทำงานได้ และที่สำคัญคือยังพอจะมีปัญญาหาเงินมาเยียวยา บรรเทาอาการเจ็บป่วยของตนไปได้เรื่อยๆ ก็ไม่ควรหมดสิ้นกำลังใจ แต่ควรมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อสร้างงานทิ้งไว้เปนสมบัติของโลก เปนอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังรำลึกนึกถึงยังจะดีเสียกว่า (พูดถึงตรงนี้ก็นึกถึง โรเจอร์ อีเบิร์ต ในสารคดี Life Itself ขึ้นมาอีกทันที! #เอาไว้ว่างๆจะเขียนให้อ่านเนาะ)
ทว่าในกรณีของอลิซ เรากลับเห็นด้วยที่เธอคิดจะฆ่าตัวตาย และลุ้นมากๆให้เธอทำได้สำเร็จ!! เพราะพูดตรงๆ คือเรามองไม่เห็นประโยชน์ หรือด้านบวกใดๆ ที่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีชีวิตอยู่ต่อไป มิใช่ในแง่ที่พวกเขาต้องกลายเปนภาระหนักหน่วงต่อคนที่อยู่เบื้องหลัง (เพราะไม่ว่าจะป่วยหนักด้วยโรคใด ก็ล้วนเปนภาระหนักต่อผู้คอยดูแลด้วยกันทั้งนั้น) แต่เรามองว่า โรคอัลไซเมอร์คือสิ่งที่ลดทอนคุณค่าความเปนมนุษย์ของคนเราได้อย่างร้ายกาจ ให้เหลือสภาพเปนเพียงซากร่างกายที่ยังมีลมหายใจ ไร้ซึ่งความหวัง ปราศจากความฝัน ไม่อาจทำประโยชน์ใดๆ ให้แก่โลกหรือแก่ใครได้อีก ซึ่งนั่นถือเปนเรื่องน่าเศร้าที่สุดของการมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างแท้จริง... :’-P


No comments:
Post a Comment