BIRDMAN
(Alejandro G. Iñárritu, 2014)
ชอบมากอะ! ดีใจมากๆด้วยที่ อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู ได้ออสการ์ผู้กำกับยอดเยี่ยม เพราะชอบหนังที่เขากำกับมาตั้งแต่ Amores Perros (2000) แล้ว ยิ่ง 21 Grams (2003) ยิ่งชอบ แต่เฉยๆกับ Babel (2006) และ Biutiful (2010) ไม่เหมือนกับ Birdman ที่รู้สึกปลื้มปริ่มมากๆ เพราะมันดูสนุกและชวนติตตามตลอด ดูจบปุ๊บก็เปลี่ยนใจจากเชียร์ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ (Boyhood) มาเปนอินาร์ริตูทันที #หมายถึงสาขาผู้กำกับนะ #ใจยังเชียร์ให้Boyhoodให้ได้BestPictureอยู่ #เพราะมันtouchingกับอารมณ์ความรู้สึกของเรามากมาย #เสียดายจุง #ร้องไห้ให้Boyhoodหนักมาก T__T
ความรู้สึกว่าจังหวะการเล่าเรื่อง-การเดินเรื่องของหนัง 'เป๊ะ' มาก ดูดีมีชาติตระกูล ดูแล้วได้อารมณ์เอ็นจอยไปกับหนังจนไม่รู้สึกเบื่อเลย ที่สำคัญคือนักแสดงแต่ละคนเล่นดีมากๆ โดยเฉพาะ ไมเคิล คีตัน แทบว่าจะยื่นมือเข้าไปในจอทีวี แล้วกระชากออสการ์จาก เอ๊ดดี้ เรดเมย์น (The Theory of Everything) มาส่งให้ เพราะลุงไมเคิลเล่นได้ 'โคตรสุดยอด' อะ! สื่ออารมณ์และความรู้สึกขัดแย้งในจิตใจเบื้องลึกของตัวละครออกมาได้จะแจ้ง ชัดเจน แลดูมีความก้ำกึ่งระหว่างคนปรกติกับคนวิกลจริตอยู่หน่อยๆ
ถือเปนบทบาทที่ดีที่สุดในชีวิตการแสดงของลุงเลยแหละ เพราะลุงถ่ายทอดความเปนตัวละครออกมาจนดูแล้ว 'อิน' ตามไปด้วย คือทำให้เข้าใจความรู้สึก ว่าคนมันเคยดังคับฟ้า เปนดาราทำเงิน มีแต่คนมาง้อคอยตามเอาอกเอาใจ มีเงินมีทองมากมาย แต่ต้องกลับกลายมาเปนดาราตกกระป๋อง แทบจะไม่มีใครรู้จัก ยกเว้นแฟนรุ่นเก่าๆที่เกิดทันดูหนังดังๆที่เขาเคยเล่น ซึ่งเขาจะกลับไปอยู่ ณ จุดนั้นอีกก็ไม่ได้ เพราะมีเด็กรุ่นใหม่ๆใสๆซิงๆก้าวเข้ามาแทนที่แล้ว ครั้นจะพยายามเปิดเส้นทางสายใหม่ให้ตนเอง ด้วยการหันมาทำละครเวที มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มองไปรอบกายก็เห็นแต่ความเสี่ยงที่มันจะกลายเปนการตอกตะปูปิดฝาโลงอาชีพในวงการบันเทิงของตนให้หนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีก (ฉากที่เขาถูกนักวิจารณ์ละครพูดใส่หน้าว่า "คุณไม่ใช่นักแสดง คุณมันก็แค่คนดัง" ฟังแล้วให้รู้สึกเจ็บปวดหัวใจสุดๆ #เอามีดแทงเลยดีกว่าถ้าจะหยามกันขนาดนี้ ToT) ก่อเกิดเปนความลักลั่นในความรู้สึกนึกคิด กล่าวคือใจส่วนหนึ่งก็อยากจะได้ชื่อว่าเปนนักแสดงยอดฝีมือ แต่ลึกๆ กลับยังคงยึดติดกับสถานะความเปนดาราดังในอดีต กลายเปนเหมือนคนจะกลับตัวก็ไม่ได้ เพราะลงทุนลงแรงไปกับละครเยอะแล้ว แต่จะไปต่อก็มีแต่อุปสรรคขวากหนาม ไม่ว่าจะเปนผู้ร่วมงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือตัวเขาเอง
นักแสดงอีกคนที่เล่นดีไม่แพ้กันคือ เอ๊ดเวิร์ด นอร์ตัน ซึ่งก็เหมือนๆจะหายไปจากวงการนานพอสมควรอยู่นะ #จริงๆก็ไม่ได้หายหรอก #เปนเพราะข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ดูหนังเลยไม่ค่อยเห็นเขา ^^ ถ้าจะมีอะไรชวนให้รู้สึกเสียดายอยู่บ้างก็จะเปน 'หุ่น' ที่มันแลดูบวมๆย้วยๆไปหน่อย #นึกถึงตอนAmericanHistoryXแล้วมันเหมือนฟ้ากับเหว #เรื่องนั้นเลอค่ามากกกกก 5555+ ทว่าในแง่ฝีมือการแสดงนั้นหายห่วง! ยังเฉียบคมเหมือนแต่ก่อนอย่างไรก็อย่างนั้น เรื่องนี้เขาเล่นเปนคู่ปรับของลุงไมเคิล ถึงความลึกในคาแร็กเตอร์จะน้อยกว่า แต่สีสัน ความฉูดฉาด และลีลาการปล่อยของ กลับรุนแรง-ทรงพลัง-จัดจ้านสุดๆ ดูแล้วเกลียดขี้หน้ามันไปเลย เพราะท่าทางกวนอวัยวะเบื้องต่ำมากๆ จนอยากเอาฝ่าเท้าลูบหน้า ไม่รู้ว่าจะมีดาราบ้านเรามีสันดานเปนแบบเดียวกันบ้างป่าวนะ คือเปนพวกไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ คิดอยู่แต่ว่าตัวเองแสดงเก่ง มีชื่อเสียงมากกว่า เลยแสดงท่าทีกร่าง หยิ่ง ยะโสโอหัง ชอบทำอะไรลงไปโดยไม่เห็นหัวใคร หรือแคร์ความรู้สึกของผู้ใดแม้แต่น้อย ซึ่งการแสดงของเขาก็ควรค่าแก่การได้เข้าชิงออสการ์สมทบชายเปนที่สุด เปนการ 'คัมแบ็ค' สู่เวทีออสการ์ได้อย่างสง่างาม #เมื่อไหร่จะได้ขึ้นไปรับรางวัลเสียทีอะ ^-^
ส่วนคนทำให้รู้สึกทึ่งมากๆคือ เอ็มม่า สโตน ที่เล่นเปนลูกสาวเจ้าปัญหาของลุงไมเคิล ซึ่งโดนพ่อระแวงตลอดว่าแอบไปเล่นยาอีกหรือเปล่า เพราะมีชนักอันเบ้อเริ่มปักติดหลังอยู่ (เคยเข้าสถานบำบัดผู้ติดยา) พอถูกกดดันหนักๆเข้า ก็ระเบิดออกมา เล่นเอาคนเปนพ่อถึงแก่หน้าหงาย...เงิบไปอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไปต่อไม่ได้ เพราะทุกอย่างที่ลูกสาวพูดนั้น มันเปนความจริงเข้าขั้นแทงใจดำโคตรๆ และไม่น่าจะแทงเฉพาะตัวละครเท่านั้นหรอก แต่คนดูที่นั่งในโรงก็คงจะโดนสะกิดบาดแผลกันไปไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะพวกที่ทำอะไรก็มักจะหวังผลตอบแทน หากมิใช่ในรูปเงินทอง ก็ต้องเปนชื่อเสียง ความยอมรับ การเปนที่รักเปนที่ชื่นชมของผู้อื่น #เพราะตัวเองก็คิดแบบนั้นอยู่อะ #ทำอะไรไปก็อยากให้ใครๆมาชื่นชมหลงใหล #ถึงจะไม่ได้เงินก็ไม่เปนไร #อย่างเขียนรีวิวลงFBอยู่นี่ไงฮะ #ไม่ได้เงินสักบาทแต่อยากเขียนไง #หวังว่าคนอ่านอ่านแล้วจะชอบ ^___^ บอกเลยว่าเอ็มม่าเล่นฉากนี้ได้น่าตะลึงมาก ได้ชิงออสการ์สมทบหญิงก็ถือว่าสมควรอะ
แต่อีกคนที่แอบเสียดายว่าน่าจะได้เข้าชิงเหมือนกันคือ นาโอมิ วัตต์ ซึ่งไม่ต้องพูดมากละว่าเล่นหนังเก่งกาจวายป่วงขนาดไหน! #เชียร์มาตั้งแต่ตอนชิงนำหญิงจาก21Gramsแล้ว #ตอนTheImpossibleแม้จะรู้ว่าคงไม่ได้แน่นอนแต่ก็เชียร์อยู่เหมือนเดิม หวังว่าจะมีสักวันได้เห็นนางขึ้นไปรับออสการ์บ้างเนาะ!
พล่ามถึงนักแสดงแต่ละคนมาก็มากมาย แค่ต้องการจะบอกว่าบทหนังเรื่องนี้เขียนดีมากๆ เพราะทำให้ตัวละครทุกตัวดูมีมิติ มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึก มีความเปนมนุษย์เต็มเปี่ยม ด้วยการแสดงให้เห็นทั้งจุดเด่นและข้อบกพร่องของตัวละครทุกตัวได้อย่างแจ่มชัด ไม่มีใครดีเลิศทุกประการหรือเลวร้ายทุกกระเบียด บางคนอย่างบทของเอ๊ดเวิร์ด นอร์ตันที่เห็นว่าร้ายกาจ-ต่ำตม ก็เพราะมีเหตุผลบางอย่างผลักดันให้เขาต้องแสดงพฤติกรรมแบบนั้นออกมา
ขณะที่เทคนิคการถ่ายภาพแบบ Long Take ก็ทำออกมาได้ 'เลอค่า' น่ากู่ร้องสรรเสริญเอามากๆ เพราะมันดูเนียนจนแทบไม่เห็นรอยต่อระหว่างซีนเลย #เข้าใจว่าหลายฉากจะใช้ความมืดเปนตัวอำพราง #แต่บางฉากก็ไม่รู้ว่ามันทำได้ไง #เก๋กู๊ดฝุดๆ ^o^ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าทีมงานหนังเรื่องนี้ ทั้งตากล้อง ผู้กำกับ และนักแสดง ต้องทำงานประสานกันอย่างสอดคล้องเต็มที่ เพราะแต่ละซีนที่ถ่ายทำนั้นจะเกิดความผิดพลาดไม่ได้เลย ด้วยมันหมายถึงต้องกลับไปเริ่มต้นถ่ายใหม่ทั้งซีน แล้วหลายซีนในหนัง นักแสดงทุกคนก็เล่นแบบ 'จัดเต็ม' ทางอารมณ์สุดๆ ถ้าต้องเทคกันใหม่บ่อยๆอาจถึงขั้นสลบคากองถ่ายแน่ๆ
สรุปว่าหนัง 'ดีงาม' มากๆฮะ การได้ออสการ์ Best Picture ไปก็นับว่าคู่ควร ไม่ถือว่าขี้เหร่หรือค้านสายตาหรือผิดคาด #แต่ก็ยังร้องไห้ให้Boyhoodอยู่นั่นเอง ToT อีกอย่างคือหนังมีกลิ่นของ magical realism หรือ 'สัจนิยมมหัศจรรย์' อันชวนให้รู้สึกถึงความน่าพิศวง-ฉงน-ครุ่นคิดใคร่ครวญ-ชวนตีความอยู่ตลอด โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่หนังทำให้เข้าใจว่าตัวละครของลุงไมเคิลกลายเปน 'มนุษย์นก' โดยสมบูรณ์ หาใช่เปนเพียงจินตนาการของเขาตามลำพังอีกต่อไป ซึ่งก็ดูจะสอดรับกันดีกับประเด็นของหนังที่พูดถึงความจริง-ความลวง และภาพฝันอันลางเลือนแห่งโลกมายา... :'-P

No comments:
Post a Comment