Wednesday, June 3, 2015

ฉลุย แตะขอบฟ้า (พ.ศ. ๒๕๕๘)



ฉลุย แตะขอบฟ้า
(อดิเรก วัฏลีลา/สุชาติ มัฆวิมาลย์,
พ.ศ. ๒๕๕๘)

จะว่าไป หนังก็ไม่ถึงกับจะใช้คำว่า 'เลวร้าย' ได้หรอกฮะ เพราะก็ยังพอจะมองเห็นเจตนารมณ์และความตั้งใจของคนทำหนัง ที่ต้องการเสนอไอเดียหรือข้อคิดดีๆไปสู่คนดู โดยเฉพาะวัยรุ่นซึ่งเปนกลุ่มเป้าหมายหลักของหนัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงขณะนั่งดู คือมันเปนหนังที่ดู 'ไม่สนุก' เลย!! พูดให้ชัดๆ คือพังทลายยิ่งกว่าตึกถล่มใน San Andreas ด้วยซ้ำ! #ดูตึกถล่มยังจะสนุกกว่า O_o


อย่างหนึ่งคือในหนังไม่มีสถานการณ์ใดที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ตัวละครหลักทั้งสองตัวเผชิญ แล้วทำให้คนดูเกิดความรู้สึกคล้อยตามและคอยลุ้นให้พวกเขาทั้งคู่ก้าวเดินไปตามความฝันจนประสบความสำเร็จ พูดให้เข้าใจง่ายๆคือหนัง 'ขาดชั้นเชิง' ที่จะโน้มน้าวคนดู เพราะว่าตลอดเรื่อง หนังมัวแต่เน้นไปที่การสร้างความตลกเปนหลัก ซึ่งต้องขอบอกว่าเปนความพยายามที่สูญเปล่าโดยแท้ เพราะส่วนใหญ่มัน 'ไม่ตลก' เอาเสียเลย

แต่ที่ดูจะหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าความพังทลายใดๆทั้งปวง คือการที่หนังลงมือเขียนบทพูด 'ยัดปาก' ตัวละครเอาแต่พ่นเรื่องการมีฝัน...เดินตามฝัน...ให้ถึงฝั่งฝัน...คนไทยทำได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก...บลาๆๆ อย่างชนิดที่เรียกได้ว่า 'พล่าม' จนกลายเปนความน่ารำคาญขั้นเอกอุ อดคิดไม่ได้ว่าจะน้ำลายแตกฟองอะไรกันนักกันหนา(วะ!) แถมหนังก็ขาดการปูพื้นฐานตัวละครให้แน่นหนาพอที่จะทำให้คนดูเล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการก้าวไปตามล่าฝันของพวกเขาสักเท่าไหร่ พูดตรงๆคือไม่มีอะไรให้คนดูรู้สึกผูกพันและนึกอยากเอาใจช่วยตัวละครทั้งสองคนเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดเรื่องที่เห็นก็มีแต่พูดวนไปเวียนมาอยู่แต่ประเด็นเดิมๆ จนอยากถอดรองเท้าวิ่งเข้าไปในหนังแล้วตบหน้าให้ได้สติ จะได้หยุดพล่าม และทำอะไรเปนชิ้นเปนอันที่แสดงถึงการประกอบร่างสร้างความฝันให้เปนจริงเสียที!

อย่างที่รู้กันว่าหนังเรื่องนี้ เปนการเอาหนังเก่าชื่อเดียวกันมาทำอีกครั้ง ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องและรายละเอียดให้เข้ากับบริบทของสังคมยุคปัจจุบันอยู่ไม่น้อย ซึ่ง ณ จุดนี้ก็ต้องบอกว่ายังคง 'พังทลาย' อีกตามเคย เห็นได้ชัดเจนว่าความพยายาม 'เอาใจ' คนดูด้วยมุกตลกนานานั้น ไม่ได้ช่วยให้หนังดูสนุก หรือแสดงรสนิยมในการมองโลก-มองชีวิตของคนทำหนังแต่อย่างใด แถมหนังยังเล่นพล็อตเรื่องเดียวกับหนังเมื่อหลายสิบปีก่อนอีกต่างหาก ราวกับไม่เคยรู้เลยว่าโลกนี้ เคยมีหนังอย่าง Whiplash ที่แสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดของการทุ่มเททำตามความฝันอย่างเอาเปนเอาตาย โดยมองแทบไม่เห็นความสำเร็จรออยู่ตรงปลายทาง หรือประเทศไทยมีรายการประกวดร้องเพลงอย่าง AF หรือ The Star ซึ่งนำเสนอชีวิตของเด็กวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่พยายาม 'ตามล่าฝัน' การเปนศิลปินอย่างทุ่มเทจนเลือดตาแทบกระเด็น แถมหลายคนก็ไปไม่ถึงฝันที่ตั้งใจไว้ ทั้งที่กระเสือกกระสนแทบล้มประดาตาย!!

ยิ่งไปกว่านั้น หนังยังทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่าคนที่ตัดสินใจไปประกวดรายการประเภทนี้ ออกจะแลดูเปน 'คนเห็นแก่ตัว' ตรงที่อยู่ๆก็ทิ้งเพื่อน เพื่อไปแสวงหาหนทางใหม่ที่ดีกว่าให้แก่ตนเองตามลำพังจนประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา ซึ่งว่ากันตามจริง ตัวละครตัวนี้สมควรจะถูกยกระดับให้กลายเปน 'แรงบันดาลใจ' ให้ โต้ง กับ ป๋อง สองตัวละครหลักของหนังดำเนินรอยตามความฝัน มากกว่า นิชคุณ ที่อยู่ไกลถึงเกาหลี! หากทั้งคู่จะมีสติปัญญา 'รู้จักคิด' ว่าเพื่อนเก่าของตนมีแค่ตัวคนเดียว แต่กลับสามารถบุกบั่นฟันฝ่าอุปสรรคจนกลายเปนศิลปินชื่อดังได้สำเร็จ ขณะที่โต้งกับป๋องนั้นมีอยู่ด้วยกันสองคนแท้ๆ กลับมีแต่ความฝันลมๆแล้งๆ ที่ไม่อาจนำมาพัฒนาชีวิตให้เจริญก้าวหน้า มีแต่จะกอดคอพากันลงเหวเสียมากกว่า

รู้สึกว่ายิ่งพูดก็จะยิ่ง 'จัดหนัก' งั้นขอสรุปละกัน ว่าเปนหนังที่ 'น่าผิดหวัง' ที่สุดเท่าที่ได้ดูในปีนี้ ทั้งที่มันควรจะแสดงความเฉียบคมและลุ่มลึกได้มากกว่านี้ เมื่อคำนึงถึงประสบการณ์อันยาวนานของหนึ่งในผู้กำกับเรื่องนี้ที่คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์มาหลายสิบปี อย่างน้อยก็น่าจะนำเสนอหรือถ่ายทอดมุมมองอันแสดงถึงความลึกซึ้งในการมองโลกและชีวิตที่น่าสนใจให้คนดูซึมซับ #นั่นมิใช่สิ่งที่คนรุ่นหลังพึงต้องการจากคนรุ่นก่อนหรอกหรือ น่าเสียดายบางมุกตลกของหนังที่มีนัยแห่งการเสียดสีสังคมได้น่าสนใจ ทำให้คิดว่าถ้าหนังจะบิดออกไปในแนวทางนั้นอย่างเต็มตัว ไม่แน่ว่าคนดูอาจจะได้ดูหนังไทยที่พาเราออกไป 'แตะขอบฟ้า' ใหม่ๆ แทนการวนเวียนอยู่แต่ใน 'กะลา' ใบเดิม... :'-P

No comments: