SAN ANDREAS
(Brad Peyton, 2015)
#ขอบ่นก่อนเลย #ถ้ากลัวเสียเวลาอ่านข้ามย่อหน้านี้ไปเลยฮะ ^^ ...คือสงสัยน้องมอดจะมีปัญหากับการดูหนังสามมิติล่ะ เพราะดูมากี่เรื่องต่อกี่เรื่องก็ไม่รู้สึกชอบหรือประทับจิตกับหนังเล้ยยยย อย่างหนึ่งที่เคยบ่นไปแล้ว คือการต้องใส่แว่นสามมิติครอบลงบนแว่นสายตา ซึ่งน่ารำคาญมาก เพราะนอกจากจะทำให้ใบหน้าและหลังหูต้องรับน้ำหนักมากเกินโดยไม่จำเปน ยังต้องคอยจับแว่นทั้งสองอันให้อยู่ตรงกันตลอด ไม่งั้นแว่นสามมิติก็คอยแต่จะเลื่อนขึ้นเลื่อนลงในระหว่างกำลังนั่งดูโดยมิว่างเว้นในทุกการขยับตัว #เวรกรรมของคนใส่แว่นแท้ๆ #โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง :'( แต่นั่นก็ยังพอทำใจได้ ว่ามันเปนปัญหาส่วนตัว เลยต้องทนก้มหน้ารับกรรมไป แต่ที่ชักรู้สึกว่าจะทนไม่ค่อยไหว คือการที่จอหนังมันออกจะมืดๆ ไม่ค่อยสว่าง-กระจ่าง-สดใสเอาเสียเลย แบบว่าเลนส์ของแว่นสามมิติ มันก็มืดๆอยู่แล้วอะนะ แต่ไม่รู้ว่ามันเปนเพราะหลอดไฟของเครื่องฉายหนัง มันถูกปรับลดความสว่างลงด้วยอะป่าว แถมแว่นที่ทางโรงแจกมานั้น บางทีก็มัวๆเหมือนพนักงานไม่ได้ทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนจะเอามายื่นให้ ทั้งที่พยายามเช็ดแล้วทั้งแว่นสายตาและแว่นสามมิติ แต่หนังก็ยังคงดูมืดๆหม่นๆเหมือนเดิม ซึ่งไม่รู้ว่าจะแก้ยังไงดี เพราะปัญหามันออกจะใหญ่โตเกินไปเสียแล้ว ก็ได้แต่บ่นบ้าไปเรื่อยเปื่อยอย่างที่เปนอยู่นี้แหละ!! เฮ้อ...ได้บ่นแล้วก็ค่อยสบายใจขึ้นละ ขอบคุณนะฮะที่ทนอ่านถึงบรรทัดนี้ ^___^
#พูดเรื่องหนังดีกว่า... หนังสนุกมากฮะ!! คือมันลุ้นระทึก ตื่นเต้นเร้าใจตลอด แม้ว่าพล็อตเรื่องออกจะซ้ำซาก น่าเบื่อไปหน่อยสำหรับคอหนังแนวนี้ คือสร้างมากี่เรื่องก็เล่นพล็อตพ่อ-แม่ออกตามหาลูกที่กำลังตกอยู่ในอันตรายจากภัยธรรมชาติ เท่าที่นึกออกตอนนี้คือ The Day After Tomorrow, 2012, Into the Storm แล้วก็เรื่องนี้แหละ! ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า มันคงเปนพล็อตคลาสสิคของหนังแนวนี้ไปแล้วเปนแน่!! อีกพล็อตที่แลดูว่าจะถูกใช้บ่อยพอๆกันคือ พล็อตผัวเมียละเหี่ยใจ ไม่เข้าใจกัน ทนอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว บลาๆ แต่สุดท้ายก็หันหน้ามาคืนดีกัน ปรับความเข้าใจกัน หลังจากเผชิญหน้าฝ่าฟันอันตรายใหญ่ยิ่งด้วยกัน เท่าที่จำได้คือ Twister แล้วก็เรื่องนี้อีกเหมือนกัน #สรุปว่าเรื่องนี้มันเอาสองพล็อตมารวมกัน ^o^ เลยทำให้คิดได้อีกว่า เอาเข้าจริงในยามเกิดเหตุวิกฤติการณ์แห่งความเปนความตายขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดของคนเราในยามนั้น นอกจากเอาชีวิตตัวเองให้รอด คือการช่วยคนที่เรารักมากที่สุดให้รอดตายไปพร้อมๆกับเรานั่นเอง (พูดก็พูดเถอะ ดูหนังแนวนี้ทีไร จะชอบคิดเรื่อยเลยว่า ถ้าตัวเองต้องประสบพบเจอเภทภัยแบบในหนังจะทำยังไง เราจะกลายเปนคนเห็นแก่ตัว #ยิ่งกว่าที่เปนอยู่ในยามปรกติหรือเปล่า หุหุ... แล้วจะมีใครที่รักเรา เปนห่วงเรา ถึงขนาดเสี่ยงชีวิตออกตามหาเราบ้างมั้ยหนอ #เริ่มเวิ่นละ อิอิ)
ยอมรับเลยฮะ ว่าสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คท์ของหนังเรื่องนี้ ทำออกมาได้สุดยอดมาก! งดงามมาก! เลอค่ามาก! #แต่ก็นั่นแหละ #กราฟฟิกเลิศขนาดไหนก็ตาม #ดูจากจอมืดๆมัวๆผลลัพธ์ก็คือ #FAIL #ไม่วายบ่นอีกตามเคย 555+ ฉากตึกถล่ม แผ่นดินทลาย ทุกสิ่งอย่างพังพินาศสูญสลายภายในพริบตานั้น มันช่างยิ่งใหญ่-สมจริง-น่าตื่นตะลึงตึงโป๊ะเปนที่ยิ่ง ส่วนฉากสึนามิก็ดูใหญ่ยิ่ง-อลังการงานกราฟฟิกม๊วกๆๆ ^.^ เปนหนังที่ทำออกมาได้ดีตามแนวทางของมันแหละฮะ แบบว่าอยากดูความวินาศสันตะโรนานา ก็ได้ดูจนจุใจ เลยไม่ค่อยหวังว่าจะได้ดูอะไรที่มันลึกซึ้ง-ดีงาม-ล้ำเลิศไปกว่าที่มันเปน
#พูดถึงที่ชอบบ้าง... อย่างหนึ่งที่ชอบในหนัง คือมีความรู้สึกเหมือนว่าได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวจริงๆ ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมรู้สึกอย่างนั้น ทั้งที่ไม่ได้ดู 4DX ซะหน่อย ดูแต่ 'Dolby Atmos' เลยไม่แน่ใจว่าเพราะระบบเสียงมันมีส่วนช่วยอะป่าว (เคยได้ยินว่าเมื่อตอนที่เรื่อง "โลกแตก Eartquake" มาฉายบ้านเรา มีการติดตั้งระบบสั่นสะเทือนให้ที่นั่งในโรงสั่นไหวตอนถึงฉากแผ่นดินไหวด้วยนะ ไม่แน่ใจว่าเรียกว่า 'ระบบเซ็นเซอร์ราวน์ด' อะป่าว เพราะตอนนั้นเกิดไม่ทัน ^,^) ยิ่งฉากที่ถ่ายให้เห็นตัวละครเดินอยู่ท่ามกลางซากตึกที่โดนแผ่นดินเขย่าโขยกจนหมดสภาพนั้น เปนอะไรที่น่าตื่นตาตื่นตัวสุด ดูอลังการมาก #แต่ไม่ขอเจอของจริงด้วยตัวเองหรอกนะฮะ :-D
ชอบ เดอะร็อค ในเรื่องนี้ ดูเปนผู้ชายที่โคตรจะแมน สุดแสนจะแข็งแกร่ง-เข้มแข็ง-มั่นคง เปนนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ ประมาณว่าอยู่ใกล้แล้วจะรู้สึกได้เลยทันทีว่าปลอดภัยชัวร์ จนเราเต็มใจอยากฝากชีวิตไว้ในอุ้งมือ บลาๆๆ #เวิ่นซะเว่อร์ ^_^ เอาง่ายๆคือมีบุคลิกเหมาะสมจะเปน 'วีรบุรุษ' ในหนังประเภทนี้มากๆ เพราะเก่งกาจสามารถไปเสียทุกอย่าง แถมในหนังยังได้โชว์ดราม่าน้ำตาแตกให้ดูอีก เพราะต้องแสดงบทเปนแฟมิลี่ แมนที่มีบาดแผลในใจเกี่ยวกับความล่มสลายของครอบครัวอันยากจะเยียวยา ซึ่งก็เล่นดีตามสมควร (แต่ชอบตอนเล่นเรื่อง Snitch มากกว่านะฮะ เพราะดราม่าตั้งแต่ต้นจนจบ จัดเต็มมากกกก)
อีกคนที่ชอบมากๆคือ คาร์ล่า กูจิโน่ ที่เล่นเปนเมียเดอะร็อค ที่กำลังฟ้องหย่าผัวเก่าเพื่อไปแต่งกับผัวใหม่ซึ่งเปนมหาเศรษฐี จริงๆชอบนางตั้งแต่ตอนดูตัวอย่างหนังแล้ว คือดูลุคเปนหญิงแข็งแรงมากๆ เพราะกระโดดข้าม-ปีนป่าย-ตะกายผ่านเศษอิฐเศษหินเศษปูนที่ถล่มลงมากองเกะกะขวางหน้า แล้วโผผวาลอยตัวขึ้นไปจับมือผัวขึ้นสู่ ฮ. ได้อย่างสุดเท่ พอได้ดูหนังทั้งเรื่องก็ยิ่งชอบ มีหลายฉากที่ให้เห็นว่านางเคียงข้างผัวเก่าได้ทุกสถานการณ์จริงๆ (เพราะผัวใหม่โดนตู้คอนเทนเนอร์ทับแบนไปแล้ว) คือถ้าเปนคนทั่วไป ตกอยู่ในเหตุการณ์แบบเดียวกันเข้าก็คงสติแตก หัวใจวายตายไปแล้ว แต่นางกลับเข้มแข็งฝุดๆ #คงเพราะมีผัวเปนหน่วยกู้ภัยละมัง #เลยพร้อมรับทุกสถานการณ์ ^-^ เวลาเข้าฉากกับเดอะ ร็อคแล้วดูมีออร่าเท่าๆกัน ไม่มีใครข่มกันลง ส่วน อเล็กซานดร้า แดดาริโอ ก็ยังนมตู้มเหมือนเดิม หุ่นก็ดีมากด้วย แต่เห็นตอนวิ่งแล้วหนักอกหนักใจแทน เพราะมันกระเพื่อมแรงสุดๆ O_O
นอกนั้นก็เฉยๆฮะ ไม่ค่อยมีอะไรให้ติดใจเท่าไหร่ นอกจากสงสัยว่า ไคลี่ มิโน๊ก นักร้องสาวชื่อดังนางมาทำอะไรในเรื่องนี้ #เปนญาติข้างไหนของผู้กำกับเหรอ #ถึงยอมมาเล่นบทกะหลั่วๆโผล่ปุ๊บตายปั๊บ กับอีกคนที่น่ารำคาญมากๆคือ พอล จิอาแม็ตตี้ ที่เล่นเปนนักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นเครื่องพยากรณ์การเกิดแผ่นดินไหวได้สำเร็จ ซึ่งบุคลิกหน้าตาท่าทางก็แทบว่าจะไม่หลุดจากบทนักเขียนตกอับใน Sideways เมื่อสิบปีก่อน แถมเรื่องนี้ยังชอบพูดเสียงต่ำๆในคอ ทำหน้าทำตาขึงขังจริงจังเหมือนพยายามทำให้ดูน่ากลัวเสียเต็มประดา แต่เห็นแล้วน่าขำมากกว่า... :'-P

No comments:
Post a Comment