TOMORROWLAND
(Brad Bird, 2015)
แถมพอรู้แล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี ว่ามันเปนโลกอะไรยังไง พานให้รู้สึกกลุ้มใจตัวเอง ว่าตกลงกูโง่! หรือคนทำหนังให้ข้อมูลไม่เคลียร์คัท-ไม่ชัดเจนกันแน่วะ!! #แต่ถามคนที่ไปดูด้วยกันก็บอกว่าไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน #เพราะหลับๆตื่นๆตลอดเรื่อง หุหุ ^_^ รู้แต่ว่ามันเปนโลกที่ทุกสิ่งอย่างล้วน 'เปนไปได้' ขอเพียงแค่ทุกคนล้วน 'มีความฝัน' และ 'ไม่ยอมแพ้' แม้จะต้องเจออุปสรรคหนักหนาสาหัสเพียงใด ก็จะไม่ท้อแท้ถอดใจเลิกรากลางคัน ที่จะสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆที่งดงามและเปนประโยชน์แก่มนุษยชาติ บลาๆๆๆ คนที่มีคุณสมบัติประมาณนี้ก็คู่ควรแก่การได้รับ 'บัตรเชิญ' ให้เดินทางไปสู่ทูมอร์โรว์แลนด์ในฉับพลัน #แต่จะให้เข้าไปทำอะไรก็ยังงงๆอยู่นะ #ใครดูแล้วเข้าใจช่วยมาอธิบายให้ฟังหน่อยดิฮะ :D
อดคิดไม่ได้ว่าหนังน่าจะต้องการพูดถึงโลก 'ยูโทเปีย' ละมัง เพราะโลกจริงที่เราๆต่างมีชีวิตอยู่กันทุกวันนี้ มันใกล้จะเข้าสู่สภาวะล่มสลาย กลายเปนโลก 'ดิสโทเปีย' แบบในหนัง Hunger Games, Divergent, Maz Runner ที่สร้างกันโครมๆ กวาดเงินกวาดทองไปมหาศาลบานเบอะ! ชะรอยดิสนี่ย์คงจะหวั่นเกรงว่า ถ้าคนดูเกือบทั้งโลกดูหนังพวกนี้มากๆ จะรับเอาไอเดียโลกดิสโทเปียฝังสู่จิตใต้สำนึก จนกลายเปนความชินชา และมองว่าอีกไม่นานโลกก็จะถึงกาลพินาศเข้าจริงๆในสักวัน #เตรียมตัวนับถอยหลังกันได้เลย T^T ด้วยมันคือชะตากรรมที่เราท่านในฐานะมนุษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่งจะฝืนฝ่าหาได้ไม่!!
มันเลยสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา คงเพื่อต้องการบอกกล่าวแก่คนดูว่า "อย่ามัวแต่คิดด้านลบ-มองแต่แง่ร้ายกันให้มากนักเลย ไม่เคยได้ยินเรื่อง 'กฎแห่งการดึงดูด' เหรอ... ถ้าคิดแต่เรื่องดีก็ย่อมจะดึงดูดแต่สิ่งดีๆเข้าหาตัว แต่ถ้าคิดแต่เรื่องชั่ว ก็จะมีแต่สิ่งชั่วร้าย-เลว-ระยำ-ต่ำทรามเข้ามาแพ้วพานในชีวิต"
แบบเดียวกับที่หนังนำเสนอให้เห็น ว่าเปนเพราะโลกนี้มีแต่คนคิดว่า อีกไม่นานโลกจะเข้าสู่กลียุค โลกจะแตกดับจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินานาประการที่คอยจ้องคุกคามชีวิตและสวัสดิภาพชาวโลกทุกขณะ ยิ่งมีคนคิดแบบนี้มากเท่าไหร่ มวลพลังงานด้านลบก็จะยิ่งใหญ่โตขึ้น-รุนแรงขึ้น จนสามารถดึงดูด #พูดอีกแบบคือดลบันดาล ให้เกิดเหตุเภทภัยร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวต่อโลกนี้ได้จริง!
ราวกับหนังต้องการจะบอกว่าการเกิดแผ่นดินไหว-ภูเขาไฟระเบิด-สึนามิ-น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนทำให้เกิดมหาวาตภัยน้ำท่วมโลก นั้น มีต้นเหตุมาจากการ 'คิดลบ' ของมนุษย์โลก ซึ่งถูกกล่อม...พูดให้ชัดๆคือ 'ยัดเยียด' ใส่สมองโดยภาพข่าวภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงงานวรรณกรรมต่างๆ เช่น "ฟาเรนไฮต์ 451" หรือ "1984" เกิดเปนความเชื่อฝังใจว่าโลกใกล้จะถึงวาระดับสิ้น อารยธรรมมนุษย์กำลังจะล่มจมในอีกไม่นาน และมันเริ่มปรากฏสัญญาณให้เห็นชัดเจนขึ้นทุกขณะ!
ถ้าคิดแบบนี้ เวลาเกิดเหตุภัยธรรมชาติคร่าชีวิตคนนับพับนับหมื่นในคราวนี้ เรามิต้องสรุปกันหรอกหรือว่าเปนเพราะมนุษย์โลกชอบ 'คิดลบ' เลยดึงดูดเรื่องลบๆให้เกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ #เพ้อเจ้อฉิบหายเลยนะฮะว่าปะ :-(
ที่จริง น้องมอดก็มิได้มีปัญหากับแนวคิดแบบโลกสวยที่หนังต้องการนำเสนอ นัยว่าเพื่อปลูกฝังค่านิยมอันดีงามให้แก่เยาวชนซึ่งเปนผู้ชมกลุ่มเป้าหมายของดิสนี่ย์ แม้ว่าส่วนตัวจะเปนคนมองโลกแง่ร้ายก็ตาม ส่วนกฎแห่งการดึงดูดนั้น ถึงน้องมอดจะเคยพยายามพิสูจน์ด้วยตนเองแล้ว ด้วยการคิดแต่เรื่องดีๆ แม้จะไม่เคยสัมฤทธิ์ผลเลยสักครั้ง แต่ก็ไม่เคยดูถูกหรือตั้งแง่เดียดฉันท์แนวคิดนี้เลย เพราะเคยเห็นตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการปฏิบัติตามกฎนี้มาแล้ว เข้าใจว่ามันอาจจะไม่ fit in กับสันดานดั้งเดิมของตนเองก็เท่านั้น! #ก็ต้องพยายามค้นหากันต่อไปอะฮะ ^o^
แต่ในหนังกลับทำให้รู้สึก 'รับไม่ได้' จริงๆ อดคิดไม่ได้ว่าคนทำหนัง "เปนอะไรมากปะ" ถึงกล้านำเสนอเหมือนกับว่า เปนเพราะมนุษย์คิดลบ โลกถึงได้ล่มสลายเพราะภัยธรรมชาติ ซึ่งมันออกจะไม่ make sense โดยสิ้นเชิง เพราะอย่างที่รู้กันว่าภัยธรรมชาติ ถ้ามันจะเกิด มันก็ต้องเกิด ไม่ว่าจะคิดบวกหรือคิดลบ ก็ไม่มีทางหยุดยั้งห้ามปรามมิให้มันเกิดขึ้นได้เด็ดขาด!
ก็เลยยิ่งไม่เข้าใจกับบทสรุปของหนังสักเท่าไหร่ คือในเมื่อช่วยกันแก้ไขไม่ให้ชาวโลกคิดลบ จนช่วยให้โลกรอดพ้นจากหายนะได้แล้ว ทำไมถึงไม่ช่วยกันทำให้โลกนี้งดงามน่าอยู่ดูดูยิ่งๆขึ้นไปล่ะ จะต้องทะลุมิติไปสร้างโลกอื่นให้ดีกว่าทำเพื่อ!?! เปนเพราะโลกนี้มันไม่ยูโทเปียพอหรือไง!!
ยังไงก็ตาม ถึงจะ 'จัดหนัก' มาตั้งแต่ต้น แต่น้องมอดยังยืนยันอยู่นะฮะ ว่าหนังดูสนุก ดูเพลิน และชวนติดตาม ทั้งกราฟฟิกทั้งเทคนิคพิเศษดูน่าตื่นตาตื่นใจฝุดๆ #ถ้าดูIMAXจะเลอค่าแก่ลูกตายิ่งยวด! ชอบ บริทท์ โรเบิร์ตสัน นางเอกของเรื่องมากๆ ดูโก๊ะกังถังไป่หู่สุดติ่ง คือตลก-เปิ่น-น่ารักครบเครื่อง แอ็คติ้งบางมุมดูคล้าย จูเลีย โรเบิร์ตส์ เสียจนนึกว่าเปนลูกสาวเจ๊จู เพราะลุคนางก็ยังดูเปนวัยรุ่นไม่น่าจะเกิน 15-16 แต่พอดูประวัติถึงได้รู้ว่าจริงๆนางอายุ 25 ปีแล้วจ้าาาาา #ไปกินยาแอ็บเด็กมาจากไหนกันจ๊ะ ^,^ อีกคนที่น่ารักน่าชังเหลือหลายคือหนูน้อย แรฟฟี่ย์ แคสสิดี้ ที่เปนหุ่นยนต์คนสวย โผล่ออกมาแต่ละฉาก กระชากใจคนดูไปจนหมดด้วยดวงตากลมโตแป๋วแจ๋วแหวว น่าควักออกมาอมเล่นมากๆ แถมยังทำผมสไตล์เดียวกับ ออเดรย์ เฮพเบิร์นใน Roman Holiday อีกแน่ะ #น่ารักหนักมาก ^.^ ส่วนจอร์จ คลูนี่ย์ อย่าไปพูดถึงเลยนะ แค่เขียนชื่อก็เบื่อละ 555+... :'-P

No comments:
Post a Comment