Monday, May 18, 2015

THE LAST FIVE YEARS (2014)



THE LAST FIVE YEARS
(2014, Richard LaGravenese)

จบเศร้าอะ! บอกเลยว่าชอบตอนจบของหนังมาก ดูแล้วนึกถึงหนังเกาหลีเรื่อง Peppermint Candy ของ ลีชางดอง ซึ่งเล่าเรื่องราวชีวิตของชายคนหนึ่ง โดยค่อยๆย้อนทวนเหตุการณ์ในปัจจุบันกลับไปยังอดีต ดูแล้วรู้สึกเจ็บปวด-ร้าวราน และรันทดหดหู่เอามากๆ คิดถึงสัจธรรมที่ว่า "ชีวิตคือความไม่แน่นอน" ขึ้นมาทันที เพราะไม่มีผู้ใดจะล่วงรู้ถึงอนาคตที่รอคอยอยู่ในวันคืนข้างหน้าได้เลย ทำได้แต่เพียงตั้งความหวังไว้ว่าจะมีแต่สิ่งดีๆ-เรื่องราวดีๆ-คนดีๆ-เหตุการณ์ดีๆผ่านเข้ามา เพื่อทำให้ชีวิตเรากลายเปน 'ชีวิตที่ดีๆ' ดังที่หวัง


เช่นเดียวกับเรื่องราวความรักของ เคธี่ (แอนนา เคนดริค) กับ เจมี่ (เจเรมี่ จอร์แดน) ที่เกิดขึ้นและจบลงในเวลาห้าปีตามชื่อหนัง ซึ่งใช้เทคนิคการเล่าเรื่องด้วยการนำ 'มุมมองของตัวละคร' หรือ POV (point of view) มาเปนจุดเด่นสร้างความน่าสนใจ โดยแบ่งเรื่องราวออกเปนสองส่วน ให้นางเอกคือ เคธี่เปนคนเล่าเรื่องส่วนหนึ่ง อีกส่วนให้พระเอกคือ เจมี่ เป็นคนเล่า ซึ่งออกจะเก๋ไก๋และไม่เหมือนใครของการนำเทคนิค 'เรื่องเล่าเดียวกันจากคนละมุมมอง' มาใช้กับหนังเรื่องนี้ คือการให้แต่ละคนเล่าเรื่องของมุมของตนออกมาคนละช่วงเวลา

โดยเคธี่จะเล่าตั้งแต่วินาทีที่เธอพบว่าเจมี่ คนรักของเธอได้หิ้วกระเป๋าก้าวออกไปจากชีวิตเธอแล้ว จากนั้นจึงค่อยๆเล่าเรื่องราวย้อนกลับไปในอดีต จนถึงจุดเริ่มที่เธอกับเขาได้พบรักและตกลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน ขณะที่เจมี่จะเปนฝ่ายเล่าเรื่องตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งรู้จักเคธี่ และใช้ชีวิตร่วมกัน ภายหลังจากที่เขาได้รับการติดต่อจากสำนักพิมพ์ชื่อดังที่สนใจตีพิมพ์นิยายเรื่องแรกของเขา จนถึงวินาทีที่เขาตัดสินใจอำลาจากเธอไปตลอดกาล

ว่าที่จริง การเอาวิธีเล่าของทั้งสองตัวละครมาเชื่อมร้อยเข้าด้วยกัน ก็ทำให้เกิดปัญหาด้านการติดตามเรื่องราวได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในพาร์ตของเคธี่ ซึ่งเล่าเรื่องแบบ 'ถอยหลัง' จากปัจจุบันที่ทั้งคู่แยกทางจากกันไปแล้ว กลับสู่อดีตที่เต็มไปด้วยความหวานชื่นและสุขสม ต่างจากพาร์ตของเจมี่ที่เล่าเรื่องแบบ 'เดินหน้า' จากอดีตอันสุขสันต์สดใสของความรัก สู่ปัจจุบันที่มีแต่ความหม่นเศร้าแห่งความไม่เข้าใจกันห่มคลุมชีวิตหนุ่มสาวทั้งสอง แต่พอดูไปสักพักจนเริ่มคุ้นกับสไตล์และวิธีการนำเสนอของหนัง ก็พอจับสังเกตได้ว่าฝ่ายที่ร้องเพลง คือฝ่ายที่กำลังเล่าเรื่องราวนั่นเอง

ดังนั้น ความสนุกอย่างหนึ่งของการดูหนังเรื่องนี้ คือการที่คนดูต้องคอยเก็บชิ้นส่วนต่างๆของเรื่องราวที่ถูกวางไว้อย่างกระจัดกระจาย มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันจนกลายเปนภาพที่ชัดเจนสมบูรณ์

อย่างที่บอกไปตอนต้น ว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเศร้า! เพราะตอนจบ หนังให้เห็นการบรรจบกันระหว่างความสุขและความเศร้าของสองตัวละครอย่างเด่นชัด โดยเคธี่อยู่ในอดีตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันและความหวังในการจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับชายที่เธอรัก ขณะที่เจมี่กลับเดินมาถึงจุดที่ตัดสินใจเด็ดขาดแน่นอนแล้วว่า ไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกับเธอได้อีกต่อไป และเปนฝ่ายก้าวออกไปจากชีวิตของเคธี่ในที่สุด ซึ่งฉากนี้เปนฉากที่ทำออกมาได้เก๋มาก คือให้ทั้งคู่ร้องเพลงโต้ตอบกัน แต่ด้วยอารมณ์และความหมายที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง!

ดูหนังจบแล้วสงสารเคธี่ มีความรู้สึกว่า เจสัน โรเบิร์ต บราวน์ คนแต่งละครเรื่องนี้ออกจะไม่ค่อยแฟร์กับตัวละครตัวนี้เท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเปนความเจ็บแค้นส่วนตัวกับภรรยาเก่าที่เลิกร้างกันไปหรือเปล่า เลยทำให้เขาวาดภาพของเคธี่ออกมาดูเปนผู้หญิงที่ค่อนข้างแย่ เปนชะนีป่วยที่เอาแต่ใจตนเอง ไม่ยอมฟังเหตุผลของสามีในการที่เขาต้องไปร่วมงานเลี้ยงที่สำนักพิมพ์จัดให้บ่อยๆ แม้จะมีการให้เหตุผลแก่คนดูว่า ที่เคธี่ไม่ค่อยอยากไปงาน เพราะรู้สึกเบื่อหน่าย ทนไม่ได้ที่ตัวเธอเองไม่เปนที่รู้จักของผู้คน แต่หนังก็ให้เจมี่ออกมาบอกว่าการที่เคธี่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพนักแสดง เปนเพราะเธอไม่มีความอดทนเพียงพอต่อการไปแคสต์งาน พูดอีกแบบคือเธอไม่มีความพยายามจะไปให้ถึงซึ่งความใฝ่ฝันที่ตั้งใจไว้มากพอ ทั้งที่เขาก็ได้พยายามกระตุ้น-ส่งเสริม-เชียร์อัพ-ให้กำลังใจเธอมาตลอด จนมาถึงจุดที่เขาคิดว่าดันต่อไม่ไหวแล้ว ซึ่งเหตุผลนี้ เจมี่หยิบยกขึ้นมาเปนประเด็นสำคัญในการเลิกรากับเคธี่ ยิ่งกว่าเหตุผลที่เขานอกใจเธอ แอบไปมีผู้หญิงอื่น (ที่ก็ไม่วายโยนเปนความผิดของเคธี่อยู่ดี ว่าทำตัวน่ารำคาญ ไม่ยอมเข้าใจเขาเสียบ้างเลย) โดยแทบจะไม่เอ่ยถึงอุปสรรคขวากหน่มในวงการบันเทิงที่เคธี่พยายามกระเสือกกระสนไต่เต้าเข้าไปเปนหนึ่งในนั้นเลยด้วยซ้ำ 

นอกจากนี้ เคธี่ยังแลดูเปนคนที่ค่อนข้างอาภัพอับโชคเสียนักหนา มีแฟนมากี่คนก็โดนทิ้งร้างลาจากไปดื้อๆเสียทุกคน อยากเปนนักแสดงชื่อดังก็แทบจะมองไม่เห็นความหวังเอาเลย ชีวิตเธอจึงดูจะมีแต่ความล้มเหลวไปเสียทุกด้าน และการที่หนังเลือกให้เธอเล่าเรื่องด้วยการถอยหลังกลับไปสู่อดีต ก็ดูเหมือนว่าจะต้องการให้เธอเปนตัวละครที่คอยแต่ฝังตัวเองอยู่กับเรื่องราวเก่าๆที่ไม่มีวันหวนคืนกลับมา อันเปนสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเธอต้องหยุดย่ำอยู่กับที่ ไม่เหมือนเจมี่ที่ชีวิตมีแต่จะก้าวไปข้างหน้าตลอด กระทั่งตอนจบที่เขาเลิกราจากเคธี่ ก็เพราะตั้งใจจะไป 'เริ่มต้นใหม่' กับผู้หญิงอีกคน

อย่างที่บอกไปว่า ไม่รู้คนแต่งละครเรื่องนี้ยังแค้นเมียเก่าไม่เลิกรา เลยแก้แค้นด้วยการเขียนเปนบทละคร หรือจริงๆมันเปนเพราะอคติทางเพศที่แอบแฝงอยู่ในใจเขากันแน่... :'-P

No comments: