ANTI-HUMAN ภูมิแพ้มนุษย์
(ณัฐชัย จิระอานนท์, พ.ศ.๒๕๕๘)
ไปดูในงานฤดูหนัง 2 เมื่อเสาร์ที่ 9 พ.ค. ที่หอศิลป์ ตรงข้ามมาบุญครองฮะ เปนงานฉายหนังสั้นของนักศึกษา ภาควิชาภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่เรื่องนี้กลับ 'พิเศษ' กว่าเรื่องอื่นๆที่ฉายในงานเดียวกัน ตรงที่เปน 'หนังยาว' ซึ่งถือเปนความหาญกล้าของน้อง แบงค์กี้ ผู้กำกับที่เปิดเผยความในใจเกี่ยวกับทำหนังยาวเพียงคนเดียวในรุ่นว่า...ถ้าหนังมันจะล้มเหลวหรือไม่ประสบความสำเร็จ ก็ขอให้มันล้มในมหา'ลัย ดีกว่าไปล้มเมื่อก้าวออกไปสู่โลกภายนอก... ได้ยินคำพูดของเขาแล้ว ก็รู้สึกทึ่งและชื่นชมมากๆ มองเห็นความตั้งใจอันแรงกล้าของเขาในการจะเปน 'นักทำหนัง' อย่างจริงจัง จึงขอเอาใจช่วยให้น้องประสบความสำเร็จบนเส้นทางตามที่มุ่งหวังนะฮะ เชื่อว่าอีกไม่นาน บ้านเราจะมีผู้กำกับหนังไทย 'คลื่นลูกใหม่' ในวงการอย่างแน่นอน ขอให้คอยดูไปเถอะ ^^
และที่ 'พิเศษ' อีกอย่างคือ มันเปนเรื่องเดียวในงานที่น้องมอดได้ไปดู 555+ เพราะ 1) ช่วงนั้นดันมีนั่น-โน่น-นี่ บลาๆๆ พอดี 2) เผอิญรู้จักกับผู้กำกับอะฮะ เคยคุยกันสองสามครั้ง และได้ดูผลงานก่อนๆ ของเขาหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่แล้วคือ "Be - Loved สายน้ำกับกาลเวลา" ซึ่งชอบมากๆ #อยากให้เอามาทำเปนหนังยาว #ชอบอารมณ์บรรยากาศและความเปนmagicalขององค์ประกอบบางอย่างในหนัง #คิดว่าน่าจะเอามาเล่นอะไรได้อีก ^^ ก็เลยต้องไปให้กำลังใจกันหน่อย #แล้วเคยถามน้องเค้ามั้ยว่าอยากได้กำลังใจจากเราหรือเปล่า คิคิ
พูดถึงหนังกันดีกว่าฮะ ... ไม่รู้จะมีใครคิดแบบเดียวกันอะป่าว ว่าตอนจบของหนังซึ่งเปนฉากพี่น้องสองสาว ตัวละครสำคัญของเรื่อง พากันไปยืนมองเหม่อริมทะเล มันทำให้นึกถึงตอนจบของหนังในดวงใจน้องมอด คือ What Ever Happened to Baby Jane? ขึ้นมาซะงั้น ทั้งที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย อาจเปนเพราะหนังให้เห็นตั้งแต่ต้นเรื่องก็ได้ ว่าพี่น้องคู่นี้แสดงท่าทีจงเกลียดจงชัง แทบจะว่าฆ่ากันตายไปข้างหนึ่งเลยถ้าทำได้ ทั้งที่นอนในห้องเดียวกัน แต่ดันตีเส้นแบ่งอาณาเขตของใครของมันอย่างชัดเจน หากใครล้ำเส้นเขตแดนเข้ามาเปนโดนตบ ยิ่งกว่านั้น ทั้งคู่ยังเหมือนจะต้องหาทางกลั่นแกล้งกันตลอด ต้องคอยระวังหลังตลอด ว่างั้นเถอะ
แต่สุดท้าย ทั้งคู่ก็ตระหนักได้ว่าต่างมีเพียงกันและกันบนโลกเศร้าๆใบนี้ T___T
ที่พูดนั่นก็ 'เวิ่น' ไปเรื่อยอะนะ คงไม่ใช่ประเด็นที่ผู้กำกับต้องการจะนำเสนอในหนังหรอก เพราะเอาเข้าจริง หนังมิได้โฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ของสองพี่น้อง แต่พูดถึงประเด็นที่ใหญ่โตยิ่งกว่านั้นคือ "การล่มสลายของสถาบันครอบครัวที่ความรักไม่อาจเยียวยา" #มาจากชื่อนิยายที่ชอบมากๆ ^,^ ถ่ายทอดเรื่องราวของสามตัวละคร โดยแบ่งหนังออกเปนสามช่วง แต่ละช่วงนำเสนอเรื่องราวและเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับตัวละครแต่ละตัว โดยสิ่งหนึ่งที่ถือเปนความน่าสนใจขั้นเอกอุ พูดอีกแบบคือเปน 'จุดขาย' ที่แข็งแรงของหนัง คือการที่มันประกาศตัวว่าเปนหนัง 'ซอมบี้' !! ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่าคนไทยไม่ค่อยทำหนังซอมบี้ คงเพราะคิดและเชื่อว่าซอมบี้เปนผีต่างชาติ ไม่เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมคนไทยเท่าไหร่ (แบบว่าคนไทยเวลาพูดถึงผี มักหนีไม่พ้น กระสือ-กระหัง-ปอบ-เปรต-แม่นาค-นางตานี บลาๆๆๆ ทุกที) เลยทำให้อยากดูมากขึ้น ว่าซอมบี้ในหนังเรื่องนี้จะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไร
ตอนก่อนหนังฉาย ได้ฟังผู้กำกับขึ้นไปเล่าถึงแรงบันดาลใจของหนัง ว่ามาจากหัวข้อกระทู้หนึ่งที่เขียนว่า "การศึกษาทำให้เด็กไทยกลายเปนซอมบี้" เขาจึงนำไอเดียนี้มาพัฒนาต่อจนกลายเปนหนังเรื่องนี้ ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยความงดงาม สมบูรณ์แบบก็เฉพาะฉากหน้าที่ตกแต่งไว้ให้คนภายนอกมองเห็นเท่านั้น แต่ในความเปนจริง กลับมีแต่ความพิกลพิการและน่าสะพรึงกลัว
เริ่มจากพาร์ทแรก เล่าเรื่องของ "เมย์" ลูกสาวคนเล็กที่เต็มไปด้วยความกระหายความสำเร็จด้วยการมุเรียนหนัก เพื่อให้ตนเองสอบได้ที่ 1 ทุกครั้ง พอรู้ว่าตนตกเปนรองเพื่อนสนิท ก็เกิดอาการยอมรับไม่ได้ และตัดขาดจากความเปนเพื่อนทันที #แต่จริงๆอีเพื่อนก็น่ารำคาญอยู่นะ #เซ้าซี้ถามยิกๆๆๆอยู่ได้ #แถมพูดจาน่าตบอีกต่างหาก ^.^ และหันมาตั้งตาตั้งตาท่องหนังสือชนิดเอาเปนเอาตายยิ่งขึ้น จนเกิดเครียดหนัก นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ซึ่งตามติดมาด้วยเหตุการณ์พิลึกพิลั่นอันปราศจากคำอธิบาย เมื่อเมย์ฟื้นคืนจากความตายขึ้นมา ท่ามกลางความงุนงงและตกตะลึงของทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะ โมน พี่สาวที่ดูจะหวั่นกลัวการฟื้นจากความตายของน้องสาวมากที่สุด ขณะที่ แม่ ดูจะเปนคนเดียวในบ้านที่ดีใจกับการกลับมาของเมย์ แม้ว่ายิ่งเวลาผ่านไป สภาพร่างของเมย์จะยิ่งค่อยๆผุพัง เสื่อมโทรม ห่างไกลจากความเปนมนุษย์ปรกติมากขึ้นทุกที
เข้าสู่พาร์ทสอง เรื่องราวในมุมมองของ "แม่" หนังเผยให้รู้ข้อมูลสำคัญ ว่าหนึ่งในตัวการที่ทำให้เมย์เปนเด็กกระหายความสำเร็จในชั้นเรียน โดยจะต้องเอาชนะทุกคนให้ได้ ก็คือแม่ ที่คอยกดดันให้ลูกต้องสอบได้ที่ 1 ให้ได้ จากคำพูดที่ว่า "แค่คนสี่สิบคนยังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะไปสู้ใครได้" (ประมาณเดียวกับแม่ในเรื่อง "Last Summer ฤดูร้อนนั้นฉันตาย" ที่พูดกับลูกชายนักว่ายน้ำว่า "ถ้าแข่งแล้วไม่ได้ที่หนึ่ง แล้วจะแข่งไปทำไม!" ฟังแล้วเศร้าใจมากๆ T^T) ฉะนั้น จึงถือได้ว่าแม่ก็เปนสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เมย์ต้องฆ่าตัวตาย
ส่วนเหตุผลที่ผลักดันให้แม่ต้องกดดันลูกสาวคนเล็ก อาจมาจากความผิดหวังและไม่ได้ดังใจในหลายๆสิ่งในชีวิต อย่างหนึ่งคือ โมน ลูกสาวคนโตที่มีท่าทีปฏิเสธการตกอยู่ใต้อาณัติบงการของแม่ ทำให้แม่ต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปควบคุมกดดันลูกสาวคนเล็กแทน (นี่ละมังที่อาจเปนเหตุผลให้สองพี่น้องไม่กินเส้นกัน) กับอีกอย่าง คือการที่แม่ค้นพบความลับบางอย่างในพฤติกรรมของสามี จนทำให้เธอขาดสติและก่อเหตุฆาตกรรมขึ้นอย่างเลือดเย็น
หลังจากที่มีการเฉลยความจริงว่าอะไรเปนอะไรให้คนดูรับทราบ หนังก็ให้เห็นอากัปกิริยาท่าทีของ แม่ ที่เปลี่ยนจากความเปนคนปรกติ กลายเปนเหมือนผีดิบที่เย็นชา ไร้ชีวิตจิตใจ และอารมณ์ความรู้สึก ถึงขนาดฆ่าคน แล้วนำมาทำเปนอาหารเย็นให้ทุกคนในบ้านกิน! ขณะที่ เมย์ กลับดูเหมือนจะค่อยๆมีสภาพร่างกายที่กลับสู่ความเปนมนุษย์ปรกติแทน (ซึ่งดูจะเปนความจงใจของผู้กำกับที่จะไม่ให้คำอธิบายใดๆ แต่ปล่อยให้คนดูตีความกันเอาเอง #ยอมรับตามตรงว่าตีความไม่ออกเหมือนกันฮะ 5555+)
พาร์ทสุดท้ายคือเรื่องของ "โมน" ลูกสาวคนโต ผู้เปนนักศึกษาวิชาภาพยนตร์ที่กำลังจะจบการศึกษา ซึ่งตัดสินใจทำหนังส่งอาจารย์ ด้วยวิธีการตั้งกล้องแอบถ่ายพฤติกรรมของคนในครอบครัวตนเอง โดยเฉพาะน้องสาวผู้ฟื้นคืนจากความตายและกลายสภาพเปนซอมบี้ อย่างไม่ลังเลหรือหยุดคิดว่ามันจะก่อให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อเจ้าตัวผู้ถูกถ่ายภาพบ้างหรือไม่ ทั้งที่ก็เคยเกิดเรื่องเลวร้ายจากการกระทำแบบเดียวกันนี้มาก่อนแล้ว เมื่อกล้องที่โมนแอบถ่าย จับภาพพฤติกรรมลับๆของพ่อเอาไว้ได้ จนทำให้แม่หัวใจสลาย แต่โมนจะถือเหตุการณ์นั้นเปนบทเรียนเตือนใจตนก็หาไม่!
เช่นเดียวกับสองพาร์ทแรกที่อยู่ดีๆ ก็เกิดความแปลกประหลาดมหัศจรรย์กับตัวละครดังได้กล่าวไปแล้ว ในพาร์ทนี้ ปรากฏว่าร่างกายของโมนกลับค่อยๆกลายสภาพเปนผีดิบซอมบี้อย่างช้าๆ โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ทั้งยังแลดูว่าจะหนักข้อกว่าน้องสาวซึ่งเปนซอมบี้ประเภทกินเนื้อตัวเอง #ดึงเศษเนื้อจากแผลตัวเองมากินได้โดยไม่สะทกสะท้าน แต่โมนคือซอมบี้ที่กัดกินเนื้อมนุษย์แบบสดๆ #พูดอีกแบบคือเปนซอมบี้ตามขนบที่คนส่วนใหญ่รู้จัก ^^ ไม่ต้องเสียเวลาหั่นแล้วนำมาจัดใส่จานเหมือนที่แม่ทำแต่อย่างใด
แม้ว่าแรงบันดาลใจของผู้กำกับจะมาจากประโยคที่ยกมากล่าวข้างต้น แต่เท่าที่ดูจากในหนัง น้องมอดคิดว่าต้นเหตุอันทำให้ตัวละครต้องกลายเปนซอมบี้หรือผีดิบเดินได้ น่าจะมาจากความปรารถนา ทะยานอยากส่วนตนในการจะได้เปนที่ยอมรับและชื่นชมของผู้คนมากกว่า หาไม่เช่นนั้น... เมย์ ก็คงไม่ถึงขั้นต้องทุ่มเทเรียนหนัก เอาเปนเอาตาย หากว่าตัวเธอเองไม่มีความหลงใหลหรือเสพติดความเปนที่หนึ่งอยู่เปนทุนเดิม ส่วน แม่ ก็คงไม่มีความจำเปนต้องไปกดดันลูกสาว หากว่าตัวเธอพอใจในสภาพครอบครัวตามที่เปนจริง ไม่ใช่สิ่งที่เธออยากให้เปน ด้วยการสร้างภาพครอบครัวสมบูรณ์แบบอยู่ตลอดเวลา สำหรับ โมน การมีสติและรู้จักคิด ว่าการแอบถ่ายภาพพฤติกรรมส่วนตัวของผู้อื่น แล้วนำมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต (แม้จะอ้างว่าเปนงานส่งอาจารย์ก็ตาม) มันคือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างชัดเจน!
จะว่าไป การที่หนังจำเพาะเจาะจงให้โมนเปนซอมบี้ที่กัดกินเนื้อมนุษย์แบบสดๆ แถมคนที่เธอกัดกินคือแฟนหนุ่มที่คอยอยู่ข้างๆเธอมาตลอด! ชวนให้คิดได้ว่าผู้กำกับอาจต้องการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของคนในสังคม ที่สามารถทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ตนก้าวไปสู่ความสำเร็จ โดยไม่สนใจว่าจะทำให้คนรอบข้างเจ็บปวดและล้มตายหรือไม่ ขอแค่ให้กูได้ในสิ่งที่กูต้องการก็พอ!!
หากมองในแง่ที่พูดในย่อหน้าก่อน จะเห็นว่าโมนเปนซอมบี้ที่ 'น่ากลัว' ที่สุด เพราะทั้งฆ่าคนและแพร่เชื้อต่อไปยังผู้อื่นได้ พูดอีกแบบคือเปนซอมบี้ที่ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างได้มาก ต่างจากเมย์ที่น่ากลัวน้อยที่สุด เพราะไม่ทำร้ายใคร ทั้งยังแลดูว่าจะมีโอกาสหายขาดจากความเปนซอมบี้ได้อีกต่างหาก ส่วนแม่คือผีดิบที่น่ากลัวรองลงมา เพราะเปนอันตรายให้แก่คนไม่กี่คนเท่านั้น
สรุปเลยละกัน #ก่อนจะเข้ารกเข้าพงไปมากกว่านี้ ^o^ ว่าใน คหสต. ซอมบี้ที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ เปนเหมือน 'ภาพตัวแทน' ของคนที่มุ่งแต่จะเอาชนะคนอื่น พาตนเองขึ้นไปให้อยู่สูงเหนือกว่าทุกคน จนหลงลืมความเปนมนุษย์ กลายเปนคนเย็นชา ไร้ชีวิตชีวา ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก กลายเปนพวกน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง ไม่มีใครอยากเฉียดกรายเข้าใกล้...กลายเปนพวกป่วยด้วยโรค 'ภูมิแพ้มนุษย์' ซึ่งไม่มียาวิเศษขนานใดรักษาหาย นอกจากความตาย... :'-P

1 comment:
ขอบคุณครับ
ผมเพิ่งดูจบ มึนๆ งงๆ อยู่
ได้การตีความจากบล็อคนี้ถึงเข้าใจ
Post a Comment