Tuesday, September 20, 2016

AFTER THE STORM (2016)


AFTER THE STORM
(Hirokazu Kore-eda, 2016)

ช่วงนี้บ้านเรากำลังมีพายุเข้าพอดีฮะ เพราะฝนตกแทบทุกวันเลยนึกถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมาว่ายังไม่ได้เขียนถึง ทั้งที่ได้ดูไปตั้งชาตินึงละ แถมหนังเข้าแล้วเลยถือโอกาสเขียนซะตอนนี้ละกัน เผื่อมีใครหลงมาอ่านแล้วอยากไปดูหนังเพิ่มสักคนสองคนก็ยังดี ค่ายหนังจะได้มีกำลังใจหาหนังดีๆ แบบนี้มาฉายให้ได้ดูกันอีกไงฮะ แต่ก่อนจะคุยถึงตัวหนัง ขอ 'ซังชื่อแหนว'  แซวชื่อหนังภาษาไทยเรื่องนี้ที่ตั้งว่า "รักได้มั้ย? พ่อคนนี้" มันแลดูเปนภาคต่อของ "พ่อครับ รักผมได้ไหม" (Like Father, Like Son) ซะมิมี! ทั้งที่เนื้อเรื่องไม่เกี่ยวเนื่องกันเลย นอกจากเปนหนังของผู้กำกับคนเดียวกัน รวมถึงมีนักแสดงจากเรื่องนั้นบางคนโผล่มาเล่นเรื่องนี้ด้วย ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ จะรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงพี่ป๋อมแป๋ม #เทยเที่ยวไทย พูดเต๊าะพ่อค้าแซ่บว่า "รักได้มั้ย...พ่อคนเนี่ยยยยยยยย..." ถถถถถถ


เอาจริงๆ คิดว่าหนังน่าจะตั้งชื่ออังกฤษว่า Like Father, Like Son มากกว่า After the Storm นะฮะ เพราะดูแล้วมองว่ามันเปนเรื่องของลูกชายที่พยายามหนีเงาพ่อตัวเอง พูดให้ชัดๆ คือนอกจากจะไม่ได้เห็นพ่อเปนฮีโร่ที่ตนอยากเจริญรอยตามแล้ว ยังออกจะรังเกียจแถมดูถูกเหยียดหยามอีกต่างหาก เพราะประกาศชัดเจนว่าพอโตขึ้นจะไม่ยอมเปนคนแบบเดียวกับพ่อโดยเด็ดขาด แต่เอาเข้าจริง ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องกลายเปนคนแบบเดียวกับพ่อเข้าจนได้ เข้าข่าย 'พ่อเปนอย่างไร ลูกก็เปนอย่างนั้น' อย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งอันนี้ก็ไม่รู้ว่าเปนเพราะพรหมลิขิตบันดาลชักพา-ชะตาชีวิตเล่นตลก หรือเพราะ "กฎแห่งแรงดึงดูด" กันแน่เนาะ! ประมาณว่าคิดอย่างไรก็ได้อย่างนั้น อะไรทำนองนี้ ชีวิตเลยไปได้ไม่ไกล-ไม่รุ่งสมดังที่มุ่งปรารถนา ดูแล้วก็อดสะท้อนสะท้านสะเทือนใจไม่ได้จริงๆ ว่าเส้นทางชีวิตคนเรานี้มันไม่แน่ไม่นอน และอาจไม่เปนไปตามที่คิดฝันวาดหวังไว้ เพราะอาจมีปัจจัยมีองค์ประกอบโน่นนี่มาพลิกผันหักเหให้ออกนอกลู่ทางได้ตลอดเว! เช่นเดียวกับชีวิตของ เรียวตะ (ฮิโรชิ อาเบะ) ซึ่งอดีตเคยเปนนักเขียนมือรางวัล มีชื่อเสียงเปนที่รู้จักอยู่พอสมควร แต่ล่วงเวลามาสู่ปัจจุบัน นอกจากจะไม่มีผลงานใหม่เพิ่มขึ้นในโปรไฟล์แล้ว ชีวิตยังค่อนข้างตกต่ำอัปภาคย์ ต้องทำงานประจำเปนนักสืบเอกชนต็อกต๋อย คอยสืบคดีผัวๆ เมียๆ เรื่องคาวๆ ใต้สะดือทั้งหลาย เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเลี้ยงดูเมียเก่าและลูกชายวัยกำลังโต รวมถึงรับจ็อบเขียนเรื่องให้สำนักพิมพ์เอาไปทำการ์ตูน แถมยังมีนิสัยชอบเล่นการพนันอีกต่างหาก แม้ว่าจะมีความพยายามหวนกลับสู่วงการวรรณกรรมอีกครั้ง ด้วยการซุ่มเขียนนิยายเรื่องใหม่อย่างคร่ำเคร่ง แต่ก็แลดูเปนความหวังที่ยังอยู่ห่างไกล ไม่อาจไปถึงได้ในเร็ววัน...

หนังดีงามนะฮะ เล่าเรื่องแบบเรื่อยๆ เรียบง่าย ตามสไตล์ผู้กำกับโคเรเอดะ คือไม่มีฉากดราม่าที่ตัวละครออกมาสาดอารมณ์รุนแรงใส่กันก็จริง แต่ดูแล้วมันเจ็บจึ๊ก-เจ็บลึก-ฉึกฉึก-จนทำให้สะอึกอึ้งกิมกี่อยู่พอสมควร กลายเปนว่าหนังทำออกมาไม่ฟูมฟายเบอร์ใหญ่ แต่คนดูอย่างน้องมอดกลับเปนฝ่ายฟูมฟายกับหนังแทน ที่จริงหนังก็ยังมีรายละเอียดอีกมากนะฮะ เพราะยังมีเรื่องความสัมพันธ์ของเรียวตะกับแม่, เรียวตะกับพี่สาว, เรียวตะกับเมียเก่า, เรียวตะกับลูกชาย เปนพล็อตรองของหนังที่ขยายให้เห็นภาพชีวิตของเรียวตะทั้งในมุมกว้างและลึก ใครอยากรู้เรื่องละเอียดๆ ก็ไปดูกันเองดีกว่า แต่ขอบอกว่าน้องมอดดูแล้วชอบมาก ได้ข้อคิดและแรงบันดาลหลายอย่าง ข้อหนึ่งก็อย่างที่เคยทวิตไปแล้ว ว่าชีวิตคนเรามักมิได้เปนไปตามที่เราคิดฝันเสมอไป เราอาจฝันไว้อย่างหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อย่างที่ฝัน แต่ถึงงั้น เราก็ยังคงต้องฝัน...ต้องหวังกันต่อไป คิดง่ายๆว่ามันเปนช่วงที่ชีวิตต้องเจอลมมรสุมพัดกระหน่ำ ทำความปั่นป่วนวุ่นวายให้เกิดขึ้นบ้าง แต่มันก็จะดำรงคงอยู่เพียงชั่วครู่ยามเท่านั้น ไม่นานลมมรสุมนั้นก็จะพัดผ่าน แล้วสลายตัวไปในที่สุด เช่นเดียวกับปัญหาหรืออุปสรรคที่ผ่านเข้ามาซึ่งอาจทำให้เราล้มเหลว-ซวนเซ-ทรุดโทรม-เสื่อมทรามลงก็จริง แต่หากเราไม่ยอมแพ้ และอย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพตัวเองให้ดี #ทิฟฟี่แผงสีเขียว ^^ ก็ย่อมจะมีโอกาสเห็นท้องฟ้าสดใส แดดแจ่มจ้า บรรยากาศสดชื่นทุกครายามฟ้าหลังฝนเสมอ เหมือนดังที่เคยมีคนกล่าวว่า "คนเราต้องมีความหวัง ถ้าไม่มีสิ่งนั้น มีลมหายใจไปก็ไม่มีประโยชน์" (เพลิงพ่าย, นันทนา วีระชน) ... :'-P

No comments: