แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว
(บรรจง ปิสัญธนะกูล, พ.ศ. ๒๕๕๙)
ชอบจังเลยฮะ! ชอบมากกว่า กวนมึนโฮ อีก เพราะเรื่องนั้นต้องดูซ้ำ (ในทีวี) ถึงจะชอบ แต่เรื่องนี้คือชอบตั้งแต่นั่งดูในโรงเลยแหละ พูดได้เลยว่า #เปนปลื้ม หนังมว๊ากกกก! มีอาการเหมือนได้ขึ้นไทม์แมชชีนเจาะเวลาหาอดีต เพราะรู้สึกแบบเดียวกับตอนดู พริกขี้หมูกับหมูแฮม เวอร์ชั่นพี่ตุ๊ก จันทร์จิรา กับ พี่จอน ขจรศักดิ์ คือเปนหนังที่ดูแล้วอยากดูซ้ำ แต่คิดว่าคงจะดูซ้ำไม่ถึง 5 รอบเหมือน พริกขี้หนูฯ หรอก เพราะ 1) อายุปูนนี้ละ *-* 2) ค่าตั๋วมันแพงงงงงงงง… อิอิ
1) หนังดีงามจุง: ถือเปนหนังไทยที่ชอบสุดๆในปีนี้ฮะ อาจพูดได้อีกแบบว่าเปนหนังรักที่ชอบมากๆ ในรอบหลายปี เพราะมันมีความโรแมนติก มีความชวนฝัน ชวนให้เกิดความรู้สึกเคลิ้มตามไปกับบรรยากาศและอารมณ์ความรัก ความคิดถึง ความโหยหาสิ่งอันเปนที่รักยิ่ง แต่มิอาจได้มาครอบครอง รวมถึงการมีความฝันและกอบเก็บเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นไว้ในความทรงจำ รวมความก็คือเปนความ 'เพ้อ(เจ้อ)' ซึ่งหนังถ่ายทอดไว้ได้งดงาม อย่างน้อยก็ทำให้น้องมอดปล่อยใจตามไปกับเรื่องราวในหนังได้ตลอด เพราะมีองค์ประกอบหลายประการอันแสดงถึงความเปนหนังรักไว้เพียบ ไม่ว่าจะเปน 'โมเมนท์ออฟเลิฟ' หรือช่วงเวลาแห่งความรักผลิบานระหว่างพระเอกนางเอก, คำพูดเก๋ๆ หรือวาทะเด็ดที่ฟังแล้วอยากจดจำนำไปพูดต่อ และที่สำคัญคือมีความรู้สึกว่า จังหวะการใส่มุกขำขันค่อนข้าง 'คมและสตรอง' มาก ประมาณว่ายิงออกมาแล้วทำให้เราหัวเราะได้โดยไม่ต้องฝืนใจ แถมยังใส่เข้ามาในหนังได้อย่างแนบเนียน ปราศจากความจงใจทำตลกแบบพร่ำเพรื่อ ทำให้พอนำไปเทียบกับ 'กวนมึนโฮ' แล้ว จะรู้สึกชัดเลยว่า 'แฟนเดย์' มีความเปนหนังรักมากกว่าหนังตลก และทำให้เรา 'จมหาย' เข้าไปในโลกของหนังได้ตลอดสองชั่วโมง แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่า 'ดีงาม' ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว
2) พระ-นางสุดยอด: ขอบอกว่า เต๋อ ฉันทวิชช์ กับ มิว นิษฐา ถ่ายทอดบทบาทตัวละครในหนังออกมาได้ยอดเยี่ยมทั้งคู่ โดยเฉพาะคนแรกซึ่งพลิกคาแร็กเตอร์อย่างชนิดที่เรียกว่า 'สุดขั้ว' โดยแท้ จากหนุ่มทะเล้นอารมณ์ดี กลายเปนหนุ่มเนิร์ด ขี้อาย เข้าสังคมไม่เปน ไร้ตัวตนในสายตาผู้คนรอบข้าง แถมยังผมหยิบ ฟันเหยิน และอ้วนฉุอีกต่างหาก (อันหลังสุดคงกลัวคนดูไม่เห็น เลยต้องมีฉากถอดเสื้อโชว์พุงให้ดู) ขณะที่การสวมวิญญาณตัวละครก็ทำได้น่าทึ่ง พูดได้ว่าทุกฉากที่เขาปรากฏตัวบนจอ เขามิได้เปนเต๋อ ฉันทวิชช์ในแบบที่ใครๆ รู้จักคุ้นเคยอีกต่อไป แต่คือ 'เด่นชัย' พนง.ไอทีหนุ่มที่ยินดีทำทุกอย่างเพื่อหญิงที่ตนหลงใหลหัวปักหัวปำ ด้วยความสำนึกตัวเองว่าไม่มีสิ่งใดคู่ควรกับเธอ ถือเปนบทบาทการแสดงที่ 'ดีที่สุด' เท่าที่เคยได้ดูเขาเล่นหนังมาอย่างแท้จริง จนเชื่อว่าปีนี้จะมีชื่อเขาติดกลุ่มนักแสดงชายยอดเยี่ยมของเวทีต่างๆ แน่นอน เช่นเดียวกับ มิว นิษฐา ซึ่ง 'เจิดจรัส' สุดๆ ในทุกฉากที่ปรากฏตัว เห็น 'นุ้ย' แล้วก็ไม่สงสัยว่าทำไมเด่นชัยจึงรู้สึกว่าตนเองเหมือนหมาเฝ้ามองเครื่องบิน เพราะนุ้ยเปนผู้หญิงมีเสน่ห์ มีออร่าที่ shinning ตลอดเวลา พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ มีพลังดึงดูดสายตาจนยากจะถ่ายถอน ไม่ว่าตอนยิ้ม ตอนหัวเราะ หรือร้องไห้ ก็ดูน่ามองไปหมด และทั้งสองก็เล่นได้เข้าคู่กันมากๆ เห็นนุ้ยกับเด่นชัยแล้วทำให้นึกถึงชื่อไทยของหนังจีนสมัยก่อนเรื่อง 'ดอกไม้กับนายกระจอก' ขึ้นมาทันที
3) ดาร์คโรแมนซ์: บอกตรงๆ ว่าถึงแม้จะรู้สึกว่าหนังมันแลดูโรแมนติก ซาบซึ้ง และน่าประทับใจจุง แต่ #ก็ไม่รู้สินะ เหมือนมันมีอะไรบางอย่างมากั้นไม่ให้รู้สึกคล้อยตามไปกับความโรแมนติกของหนังอย่างเต็มที่เท่าไหร่ พอมานั่งคิดๆ ดู ก็อาจเปนได้ว่า หนังกำหนดคาแร็กเตอร์ตัวละครเอกในแบบที่ทำให้คนดูไม่อาจรักและเอาใจช่วยพวกเขาแบบสุดจิตสุดใจ อย่าง นุ้ย ถ้าให้พูดตรงๆ ก็มีความรู้สึกว่าเปนคน 'แอบแรง' (พูดให้แรงกว่านั้นคือ 'แรดเงียบ') เอาง่ายๆ คือรู้ทั้งรู้ว่าผู้ชายเค้ามีลูกมีเมียแล้ว ก็ยังอุตส่าห์หลงลมคำพูดของเขาที่ว่าจะรีบหย่าเมียเพื่อมาแต่งงานกับเธอ เพื่อจะได้ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ คบหากันอีกต่อไป ทั้งที่ใครๆ ต่างก็รู้กันทั้งบริษัทแล้ว! ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า ล่วงมาถึงยุคนี้ ผู้หญิงอย่างนุ้ยไม่น่าจะสิ้นไร้ไม้ตอกถึงขนาดจะหาผู้ชายดีๆ ในชีวิตไม่ได้ หรือต่อให้มัวเมาหน้ามืดตามัวกับความรักสักเพียงใด ก็ไม่น่าจะยืดยาวเปนปีๆ เอาจริงๆ คือสักหกเดือนหรือปีเดียวก็น่าจะเต็มที่แล้วกับการรอคอยซึ่งมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ถ้าเปนผู้หญิงสมัยก่อนที่ทางเลือกในชีวิตยังมีน้อยก็ค่อยว่าไปอย่าง! พูดกันตามจริง น้องมอดมีความรู้สึกว่า หน้าไหนมันจะทนให้คนอื่นในบริษัทมองว่าตนเองเปนผู้หญิงชอบแย่งผัวชาวบ้านได้ตั้งสามปี! เรียกว่า 'หน้าด้าน' ยังน้อยไปมั้ยอะ #แลดูอินจัด_ถถถถถถถถถ
ส่วน เด่นชัย นั้น แม้จะแลดูน่าเห็นอกเห็นใจกับสภาวะความเปนคนไร้ตัวตนในสายตาคนทั่วไป (ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า เขาเองเปนคนทำให้เกิดสภาวะแบบนั้นกับตัวเองด้วย) รวมถึงเข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องทำทุกอย่างเพื่อนุ้ยมากมายปานนั้น แต่ก็อย่างที่นุ้ยพูดไว้นั่นแหละ ว่าพฤติกรรมของเด่นชัย ค่อนข้าง 'โรคจิต' (ซึ่งหนังพยายามบิดให้มันกลายเปนเรื่องน่ารักมุ้งมิ้ง ตามประสาแฟนพันธุ์แท้ อะไรทำนองนั้นแทน) ด้วยมันเข้าขั้นเปน stalker แทนที่จะเปนแค่ secret admirer เพราะบางอย่างก็เห็นชัดว่าออกจะแลดูรุกล้ำความเปนส่วนตัวอยู่พอสมควร เช่นแฮ็คบัญชีเพื่อส่งไอเท็มโน่นนี่ในเกมให้ ซึ่งพูดตรงๆ คือแม่งน่ากลัวสัส! พานให้อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเราเปนนุ้ย แล้วมีคนเนิร์ดๆ ท่าทางจิตๆ มาบอกว่ารู้สึกดีๆ ด้วย แอบทำโน่นนี่นั่นให้ด้วยเพื่อขอเปนแฟน ก็คงจะกลุ้มใจตายเพราะไม่รู้ว่าถ้าคบๆ กันไป แล้วทำอะไรไม่ถูกใจเข้า เราจะโดนมันฆ่าหั่นศพหรือเปล่าหว่า
แม้ว่าหนังจะพยายามมี magic moment สวีทหวานแหววระหว่างเด่นชัยกับนุ้ยอยู่หลายฉากหลายตอน รวมถึงจงใจหย่อนมุกซึ้งๆ เพื่อไปตามเก็บทีหลัง ท่ามกลางบรรยากาศสวยหวานจับใจ แต่ก็อย่างที่ว่ามาข้างต้นแหละ! ทำให้รู้สึกโรแมนติกกับหนังได้ไม่สุดเท่าที่ควรจะเปน
4) ความรักมันทำให้ตาบอด จนมองไม่เห็นความจริง...: #อย่าลืมร้องเพลงก่อนอ่าน ^_^ ก็อย่างที่เด่นชัยพูดกับนุ้ยว่า "ความรักมันทำให้เรายอมทำอะไรงี่เง่าๆ ได้ทุกอย่าง" เพราะงั้นเราจึงได้เห็นเด่นชัยยอมทำทุกอย่างเพื่อนุ้ยอย่างเต็มที่ แม้ว่าเธอจะไม่เคยมองเห็นเขาในสายตาก็ตาม เช่นเดียวกับนุ้ยที่ยินดีเฝ้ารอคอยให้ถึงวันได้อยู่กินกับคนที่เธอรักอย่างเปิดเผย แม้จะต้องเจ็บช้ำเศร้าเสียใจทุกคราที่เห็น 'ตัวจริง' ของเขามาอยู่เคียงข้าง แล้วผลักเธอกระเด็นออกไปนอกวงโคจรก็ตาม จะเห็นได้ว่าทั้งสองต่างก็ตกอยู่ในภาวะตาบอดเพราะรักเหมือนกัน จนมองข้ามความไม่ดีไม่งามไม่น่ารักของคนที่ตน(คิดว่า)รักไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจ นั่งๆ ดูไปก็อดรู้สึก 'สมเพช' ทั้งเด่นชัยและนุ้ยอย่างช่วยไม่ได้ อยากถอดรองเท้ากระโดดเข้าไปตบหน้าเรียกสติซะทั้งคู่ แล้วถามว่าโง่หรือบ้าที่ยอมปล่อยให้ความรักมีอำนาจเหนือความคิดและจิตใจ ยอมทำอะไรงี่เง่าๆ ทุกอย่างด้วยความเต็มใจ จนเหมือนคนไม่มีศักดิ์ศรีเพราะไม่เคยมองเห็นว่าตัวเองก็มีคุณค่าเช่นกัน... :'-P

No comments:
Post a Comment