Wednesday, August 31, 2016

AFTER THE STORM, CHENNAI EXPRESS, PETE'S DRAGON, อาม่า, BANGKOK STORIES


#รีวิวรัวๆ… วีคที่ผ่านมาดูหนังติดกันแทบทุกวันเลยฮะ ดูจนแทบไม่มีเวลาอ่านหนังสือ แต่ที่ทำให้รู้สึกแย่กว่านั้นคือ ไม่มีเวลาเขียนหนังสือเบยยยย Y__Y เลยต้องมารวบควบแน่นเขียน #รีวิวรัวๆ_หลายเรื่องหลากรสในโพสต์เดียว ^^ อาจมีบางเรื่องในกลุ่มนี้ที่น้องมอดคงจะเขียนอีกแบบยาวๆ อีกที จึงต้องขออภัย #แฟนานุแฟน ไว้ล่วงหน้าถ้าจะต้องเจอฉายหนังซ้ำบ้างอะไรบ้าง เพราะว่าหนังมัน ‘ดีงาม’ เลยทำให้อยากเขียนถึงมันยาวๆ แต่ปัญหาคือจะตั้งสติเขียนได้เมื่อไหร่หนอนี่… ไม่พูดพล่ามละ เข้าเรื่องเลยดีก่าาาาาาา



#AfterTheStorm (Hirokazu Koreeda, 2016) … เปนหนังที่ ‘ชอบ’ สุดในงวดนี้เลย และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เรื่องนี้อาจขึ้นแท่น ‘หนังแห่งความประทับใจ’ (เอ๊ะ! คุ้นๆเหมือนชื่อคอลัมน์ในหนังสืออะไรสักเล่มหว่า_ถถถถถถถถ ^_^) ประจำปีของน้องมอดแน่นอน เนื้อเรื่องก็ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เรื่องของชายหนุ่มผู้กลับไปเยี่ยมแม่ที่พักอยู่ในแฟลตเล็กๆ แห่งหนึ่งเพียงลำพัง ภายหลังการเสียชีวิตของสามี (หรือพ่อของ) โดยเป็นช่วงเดียวกับที่กำลังมีพายุไต้ฝุ่นพัดถล่มญี่ปุ่นอย่างหนัก ทำให้ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน รอจนกว่าจะพายุจะพัดผ่านไปเสียก่อน

หนัง ‘ดีงาม’ มากฮะ บอกเลยว่าใครเปนแฟนหนังของผู้กำกับคนนี้คงไม่ผิดหวังกับเรื่องนี้แน่นอน (ขนาดน้องมอดไม่ใช่ ยัง #เปนปลื้ม แทบตายเลยอะ ^o^) ชอบสุดๆ เพราะเขาเล่าเรื่องออกมาเรียบง่ายมาก ไม่มีฉากดราม่าแรงแบบละครทีวีบ้านเรา ก็ถ่ายทอดออกมานิ่งๆ แต่ดูแล้วกลับรู้สึกได้ถึงความลึกซึ้งและ ‘กินใจ’ สุดๆ จนอยากจะร้องแรกแหกกระเชอก้นรั่วให้ทุกท่านไปดูกัน เพราะมันคือหนังที่คนไทยจะไม่มีวันทำ #ทำได้แต่ไม่ทำ อย่างแน่นอน เพราะงั้นใครที่ดูหนังไม่บ่อยแล้วอยากดูหนังสักเรื่อง ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ #หนังดีต้องดู อิอิ (หนังเข้าฉาย 19 ก.ย. นี้ที่ House RCA และลิโด)



#ChennaiExpress (Rohit Shetty, 2013) … ได้ดูในเทศกาลหนังบอลลีวู้ด ไปดูแบบงงๆ ไม่รู้ข้อมูลใดๆ เลย แบบว่ามีคนชวนก็ไป #น้องมอดเปนคนใจง่าย_อิอิ เลยได้รู้เอาในโรงนั่นแหละว่าดารานำของหนังคือ ชาห์รุ ข่าน หรือ ‘เบิร์ด บอมเบย์’ ซูเปอร์สตาร์บอลลีวู้ดที่แม้จะอายุปาขึ้นไปเกือบห้าสิบ #ตอนเล่นเรื่องนี้ แต่หน้ายังตึงเหมือนหนุ่มอายุสามสิบต้นๆ ไม่เสื่อมคลาย แถมดูบางมุมในเรื่องนี้แล้วคลับคล้ายคลับคลาพี่เบิร์ดของบ้านเราเลยอะ #ตะลึงฝุดๆ

เนื้อเรื่องก็เบาๆ เปนแนวโรแมนติก-คอมเมดี้ มีแอ็คชั่นนิดหน่อยตอนท้าย เรื่องของหนุ่มหล่อทายาทเศรษฐีที่รับหน้าที่เอาอัฐิบรรพบุรุษไปทำพิธีลอยอังคารยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งต้องขึ้นรถไฟข้ามเมืองไป แต่เกิดเหตุผิดพลาดให้เขาต้องได้พบกับนางเอกสาวสวย ที่ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ตามไล่จับตัว ถามกันไปถามกันมาจึงได้คำตอบว่า เธอเปนลูกสาวเจ้าพ่อท้องถิ่นแห่งหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลสูงพอสมควร แต่แอบหนีมาเพราะไม่ต้องการเข้าพิธีแต่งงานที่พ่อจัดการคลุมถุงชนเธอกับคนที่ตนไม่รัก ส่วนกลุ่มชายฉกรรจ์ที่มาตามรังควานเธอนั้น แท้จริงคือลูกน้องที่พ่อส่งมาตามตัวเธอกลับบ้านนั่นเอง พระเอกเลยจับผลัดจับผลูต้องตามไปบ้านนางเอกด้วยความจำใจ กลายเปนเรื่องชุลมุนวุ่นวายโป๊ะแตกตามมา เมื่อทั้งคู่ดันตกหลุมรักกันและกันโดยไม่รู้ตัว จนนำไปสู่การเผชิญหน้ากันระหว่างพระเอกกับเจ้าหนุ่มที่พ่อนางเอกต้องการจะยกลูกสาวให้ซึ่งตัวใหญ่ยักษ์ล่ำบึ้กมาก แถมมีสมุนอีกเปนร้อย พระเอกของเราเลยต้องสำแดงความเปนลูกผู้ชายด้วยการต่อสู้เพื่อให้ได้นางเอกมาเปนภรรยาอย่างสมศักดิ์ศรี แทนที่จะเลือกวิธีหนีตามกันไปอย่างมักง่าย

ตรงๆ คือพล็อตหนังออกจะน้ำเน่าเหลาเย่เนาะ แต่หนังทำออกมาดูสนุก ดูเพลิน ดูบันเทิงมากๆ เพราะมีทั้งฉากร้องเพลงและแดนซ์กระจายสไตล์บอลลีวู้ดขนานแท้! ฉากมิวสิคัลของหนังเลยดูยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้าง งดงามตระการตา สีสันจัดจ้านแสบตา น่าตื่นตาตื่นใจเปนที่สุด แต่ที่ทำให้ทึ่ง #พูดให้ชัดคือเหวอแดก ^,^ คือนักแสดงประกอบที่ออกมาเต้นๆ กันนั้น หลายคนดูทรงแล้วไม่น่าจะเต้นได้ เพราะดูอ้วนๆ ดำๆ แต่ปรากฏว่าส่ายเอวสะบัดก้นได้เป๊ะเว่อร์-สตรองสัส! แสดงให้เห็นชัดว่าการเต้นนั้นเหมือนระริกอยู่ในสายเลือดของคนอินเดียอย่างแท้จริง จนอดคิดไม่ได้เลยว่า แข่งเรือแข่งพายนั้นแข่งได้ แต่ถ้าคิดจะแข่งทำหนังมิวสิคัลแข่งกับบอลลีวู้ดละก็ ฝันไปเถอะ! (จนชักอยากรู้จัง ว่านอกจากหนังมิวสิคัล เพื่อประโลมใจคนดูในประเทศให้หลบหนีความเปนจริงที่กำลังเผชิญแล้ว อินเดียทำหนังแนวอื่นบ้างมั้ย #ใครรู้ช่วยให้ข้อมูลเปนวิทยาทานด้วยนะฮะ ^o^)

สรุปว่า ‘ชอบ’ แม้ว่าจะยาว 2 ชม. กว่า แต่ก็ไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อเลย หนังใส่ประเด็นความแตกต่างระหว่างคนเมืองกับคนชนบทเข้ามาแบบเบาๆ บางๆ โดยเฉพาะเรื่องการพูดคนละภาษา ทำให้ไม่อาจสื่อสารพูดคุยกันได้รู้เรื่อง แม้ว่าจะเปนคนชาติเดียวกันก็ตาม เลยมีมุกในฉากที่พระเอกนางเอกต้องการคุยกัน แต่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ ก็เลยใช้วิธีร้องเพลงโต้ตอบกันแทน เปนฉากที่ดูสนุกและรื่นรมย์มาก นักแสดงทั้งคู่ก็เล่นเข้ากันได้ดี เปิดข้อมูลในวิกิฯ ดูถึงได้รู้ว่าสองคนนี้เคยเล่นเรื่อง Om Shanti On (2007) ด้วยกันมาก่อน



#Pete’s Dragon (David Lowery, 2016) … ไม่เคยดูเวอร์ชั่นการ์ตูนดิสนีย์เลยไม่รู้ว่าเนื้อเรื่องเปนยังไง ทำให้อดแอบคาดหวังเล็กๆ ก่อนเข้าไปดูไม่ได้ว่า หนังน่าจะออกมาประมาณเดียวกับ The Jungle Book เพราะเปนเรื่องเด็กน้อยที่โตขึ้นกลางป่าลึกเหมือนกัน ต่างกันที่ เมาคลี โตมาท่ามกลางสิงสาราสัตว์ทั้งปวง แต่หนุ่มน้อย พีท โตมาโดยมี เอลเลียต มังกรพเนจรเปนเพื่อนคู่กายเพียงตัวเดียว และใช้ชีวิตด้วยกันมาตลอดหลายปี จนกระทั่งป่าลึกที่เพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์คู่นี้พำนักถูกรุกคืบคุมคามความสงบสุขจากนักธุรกิจปางไม้ ที่ลอบเข้าไปตัดต้นไม้ในบริเวณที่ไม่ได้รับอนุญาต จนทั้งสองถูกโลกภายนอกยื่นมือมายุ่งย่ามวุ่นวายอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเจ้าเอลเลียต ซึ่งเปนเพียงสัตว์ในตำนานถูกนำมาเล่าขานในชุมชนเล็กๆ จากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น เมื่อมีโอกาสได้พบตัวเปนๆ ของมันเข้า จึงทำให้มีคนละโมบคิดต้องการจับตัวมันมากักขังเพื่อเก็บค่าเข้าชมเสียเลย

รวมๆ เปนหนังดูสนุกและน่าประทับใจ ตอนใกล้จบเรื่องมีฉากตื่นเต้นให้ดูนิดนุง คือตอนที่ตัวละครมนุษย์ช่วยกันพาเจ้าเอลเลียตซึ่งกำลังอยู่ในสภาพสะเงาะสะแงะ ลุกไม่ไหว เพราะโดนยาสลบเข้าไปหลายช็อต หลบหนีจากคนใจร้ายที่ติดตามมาอย่างไม่ลดละ จนพอฟื้นคืนกำลังขึ้นมาได้ มันเลยสำแดงเดชเปนมังกรพ่นไฟเล่นงานกลับเข้าให้เสียเลย #แต่ดันพ่นใส่ผิดคนซะนี่_เวร! นอกนั้นก็ชวนให้รู้สึกซาบซึ้ง ดื่มด่ำไปกับมิตรภาพ ความรัก และความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มน้อย-พีทกับมังกร-เอลเลียตที่ผูกพันแนบแน่นเปนหนึ่งเดียว กับความรักระหว่างพ่อ (โรเบิร์ต เรดฟอร์ด) กับลูกสาว (ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด) ผู้ทำงานเปน จนท. พิทักษ์ป่าที่ปฏิเสธไม่ยอมเชื่อว่ามังกรมีจริง แม้ว่าพ่อจะยืนยันว่าเคยเจอมาแล้วก็ตาม จนกระทั่งได้พบเห็นด้วยตาตนเอง

ชอบการออกแบบมังกรในหนังมาก เพราะหน้าตาน่ารักน่ากอด ดูไม่ค่อยเปนมังกรหน้าเหี้ยมเหมือนเรื่องอื่น แต่เปนมังกรแนวใสซื่อบื้อ เชื่องๆ แบบ How to Train Your Dragon มากกว่า



#อาม่า (บดีกร โลหะชาละ, พ.ศ. ๒๕๕๙) … พูดไม่ออกบอกไม่ถูกเลยเรื่องนี้! ก็อย่างที่ทวิตไปแหละ ว่า ‘เงิบ’ มาก มีมุกตลกที่ทำให้ฮาได้จริงๆสักสองสามมุกเท่านั้น นอกนั้นคือ ‘ฮากริบ’ ทั้งโรง คือเงียบจนแทบว่าได้ยินเสียงเข็มตก #เว่อร์สัส! พอเห็นมุกที่พอจะขำได้ก็พยายามช่วยหัวเราะแล้วนะ แต่มันเข็นไม่ขึ้นจริงๆ กลัวคนอื่นจะหาว่าเปนหน้าม้า รับใต้โต๊ะมาช่วยหัวเราะหรืออย่างไร ^^

ก็นั่ง(ทน)ดูไปจนจบ ด้วยความรู้สึกหดหู่หม่นหมองเกาะกินใจ เหมือนโรคซึมเศร้าถามหายังไงยังงั้น คือ ‘เสียดายเวลา’ ที่สุด #คนทำหนังไม่ผิด #น้องมอดผิดเอง_โทษตัวเองว่ามาดูทำไม T__T บทหนังคือต้องพูดว่าแย่มากๆ ไม่รู้ใช้อะไรคิด เรื่องที่เล่าจึงออกมาเละเทะ ไม่ค่อยเปนเหตุเปนผล ไม่มีอะไรชวนให้สนใจใครอยากติดตามเรื่องเลย ยิ่งมุกตลก...ก็อย่างที่ว่าไป คือ ‘ฝืด’ เปนส่วนใหญ่ ด้านนักแสดงก็นะ!! โดยเฉพาะกลุ่มศิลปินตลก คือมากันเยอะแยะคับคั่งก็จริง แต่เหมือนมาเพื่อปล่อยมุกตลกให้หนังยาวขึ้นพอให้ฉายโรงได้เท่านั้น ไม่ได้ช่วยเล่าเรื่องให้คืบหน้าไปไหนเล้ยยยยย

เนื้อเรื่องก็อีก!! อย่างที่ได้ดูในหนังตัวอย่างคืออาม่าตาย ลูกหลานที่อยากได้มรดกอาม่าก็แห่กันมาปฏิบัติตามคำสั่งเสียสุดท้าย เพราะไม่งั้นก็จะเปิดพินัยกรรมไม่ได้เสียที ว่าที่จริงโดยพล็อตก็แลดูน่าสนใจนะฮะ เพราะเปิดช่องให้คนทำหนังนำเสนอบุคลิกลักษณะและธาตุแท้ของเหล่าลูกหลานอาม่า ว่าแต่ละคนมีความนึกคิด ความโลภโมโทสัน และความกตัญญูรู้คุณต่อบุพการีเพียงใด แต่เข้าใจว่าคนทำคงมุ่งเน้นทำทุกอย่างที่ขวางหน้าให้กลายเปนเรื่องตลก ผลที่ออกมาเลยไม่ตลกก็เพราะ ‘ตั้งใจ’ มากไปนี่แหละ ตบท้ายด้วยสาระที่จงใจยัดเข้ามาในตอนจบ เมื่อความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผย คนดูจึงได้รับข้อคิดดีๆ ว่าที่อาม่าทำลงไปนั้น ก็เพราะต้องการดัดสันดานลูกหลานที่เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้ง ขาดแคลนความรักความสามัคคีซึ่งเปนคุณธรรมที่ยึดถือในวงศ์ตระกูลสืบทอดมายาวนาน บลาๆๆ จากนั้นก็เปิดพินัยกรรมแบ่งเค้กกันไปคนละยี่สิบสามสิบล้าน ยิ้มปลาบปลื้มกันไปเปนอันจบเรื่อง #ดูแล้วประสาทจะแดกกกกกกก



#BangkokStories (พ.ศ. ๒๕๕๙) … ปิดท้าย #รีวิวรัวๆ วีคนี้ด้วยหนังสั้น 6 เรื่องจาก 6 ผู้กำกับหนังแนวนอกกระแส โดยหนึ่งในนั้นคือนักแสดงหญิงชื่อดังที่เริ่มหันมาจับงานกำกับภาพยนตร์เปน (เข้าใจว่า) เรื่องแรก คือ สายป่าน อภิญญา นอกนั้นก็ล้วนเปนผู้กำกับที่คอหนังนอกกระแสบ้านเรารู้จักกันดี นำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่เด่นๆ ของกรุงเทพฯ (ชื่อในวงเล็บคือผู้กำกับตอนนั้น) ได้แก่ เยาวราช (สายป่าน อภิญญา), ข้าวสาร (อโนชา สุวิกรพงษ์), สีลม (วรกร ฤทัยวานิชกุล), พาหุรัด (โสรยา นาคะสุวรรณ), หมอชิต (วิชชานนท์ สมอุ่นจารย์) และ สุขุมวิท (อาทิตย์ อัสสรัตน์) #ทำไมไม่มีแถวฝั่งธนบ้างหว่าาาาา ^_^ โดยแต่ละเรื่องก็มีเนื้อหาและสไตล์การเล่าเรื่องที่แตกต่างกันไปตามแนวทางความถนัดของผู้กำกับแต่ละคน

ตอนที่คิดว่าน่าจะถูกใจคนดูในรอบที่น้องมอดได้ดู (งานเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20) คือตอน ‘สุขุมวิท’ เพราะได้ยินเสียงคนดูหัวเราะ มีอารมณ์ร่วมไปกับหนังมากกว่าเรื่องอื่น อาจเปนเพราะเนื้อเรื่องตอนนี้พูดถึงเรื่องราวความรักของหนุ่มท่าทางเด๋อ ที่มาคอยตามตื้อหญิงสาวที่ตนหลงรัก โดยทำเปนไม่รู้ไม่ชี้ว่าอีกฝ่ายจะแสดงท่าทีไม่สนใจไยดีเขาแม้แต่นิดเดียวก็ตาม ถือเปนตอนที่ทำออกมาได้สนุกสนานและน่ารักดี เปนอีกครั้งที่ น้องเบสท์ ณัฐสิทธิ์ โกฎิมนัสวนิชย์ ได้แสดงฝีมือด้านการแสดงให้เห็น แม้ว่าบุคลิกจะแทบไม่ค่อยต่างจากเรื่อง อวสานโลกสวย สักเท่าไหร่ แต่ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านสีหน้าท่าทางออกมาได้ดีมาก ตอนจบก็แลดูเปนหนังฟิลกู๊ดให้ความหวังอยู่ไม่น้อย ดูแล้วอารมณ์ดีจุง

อีกตอนที่ดูเปนเรื่องรักเบาๆ เหมือนกันคือ ‘สีลม’ เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของหนุ่มเกย์สองคนที่รู้จักกัน ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน และต้องอำลาจากกันไป โดยให้สัญญาว่าจะกลับมาพบกันใหม่ แลดูเปนหนังเกย์รักใสๆ เพราะไม่มีฉากกามารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเลย แต่ความพีคที่เกิดขึ้นกับน้องมอดดันอยู่ตรงที่พอดูจบแล้ว มีคนมาตีความให้ฟังว่าหนังซ่อนนัยยะเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายไว้อย่างแนบเนียน ผ่านการที่ตัวละครเกย์สองคนชักชวนกันไปดู ‘งู’ ที่สถานเสาวภา แถมยังมีฉากให้ทั้งคู่ไปนั่งดูสาธิตการรีดพิษงู นั่งจ้องน้ำพิษงูเหนียวๆ เยิ้มๆ ค่อยๆ ไหลหยดย้อยออกจากปลายแหลมของเขี้ยวพิษ ไหลลงสู่ถ้วยกรวยที่รองรับอยู่เบื้องล่าง ตัดสลับกับภาพใบหน้าตัวละครที่แลดูอึ้งๆ ทึ่งๆ เหมือนตกอยู่ในภาวะฟินสุดๆ! นั่งฟังไปก็เสียวไส้ตามไปด้วย #เลยขโมยไอเดียมาเขียนนี่ซะเลย 555+

อ้าว! ว่าจะเขียนสั้นๆ ดันทำท่าว่าจะยาวยืดเยื้อเสียแล้ว เอาเปนว่าอีกสี่เรื่องที่เหลือก็ดูดี มีทั้งเรื่องคนต่างถิ่นที่เข้ามาอยู่ในเมือง และเรื่องของคนที่จำต้องอยู่ในพื้นที่นั้นโดยไปไหนไม่ได้ ภายใต้คอนเซ็ปท์หลักคือรักใสๆ ไม่ดาร์ค และดูไม่ยากไม่ง่าย ได้ยินว่าหนังจะเข้าฉายช่วงปลายปีนี้ ซึ่งคงจะเข้าแบบจำกัดโรงแน่ๆ เอาเปนว่าถ้ามีโอกาสได้ดูซ้ำ หรือมีสติพอจะนึกออกว่าอยากพูดอะไรถึงหนัง ก็อาจจะเขียนถึงแบบยาวๆอีกที… :’-P

No comments: