Tuesday, August 16, 2016

ลายหงส์ (พ.ศ. ๒๕๕๙)



ลายหงส์
(คฑาเทพ ไทยวานิช, พ.ศ. ๒๕๕๙)

เปลี่ยนจากรีวิวหนังมาเปนรีวิวละครบ้างนะฮะ… เคยอ่านนิยายเรื่องนี้เมื่อหลายปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนสร้างเปนละครครั้งแรกโน่น ล่วงมาถึงตอนนี้เลยจำเนื้อเรื่อง รายละเอียดใดๆ ไม่ได้ แต่อยากรู้ว่าเรื่องเปนไงก็เลยดูละคร 555+ #ตรรกะพินาศสุดๆ ^^ มีอย่างเดียวที่จำได้คือนางเอกชื่อ หนึ่งหรัด ซึ่งในความรู้สึกคือเปนชื่อที่เก๋กู๊ดและเพราะมากๆ จนพูดได้ว่าใครก็ตาม ถ้าเบ้าหน้าไม่สวยจับจิตจับใจจริงๆ ล่ะก็ อย่าได้ริใช้ชื่อนี้เด็ดขาด หุหุ


อีกอย่างที่จำได้คือ ตอนจบของนิยายที่จุดจบชีวิตนางเอกมิได้พบความสุขสมหวัง แต่พลิกผันไปในทางดำดิ่งสู่ความตกต่ำเลวร้าย น่าอัปยศอดสู อ่านแล้วรู้สึกหดหู่เศร้าใจ แต่ก็ถือเปนนิยายของ กฤษณา อโศกสิน ที่น้องมอดได้อ่านเปนเรื่องแรกๆ ซึ่งทำให้ติดอกติดใจ หลงใหลได้ปลื้ม จนปวารณาตนเปนแฟนผลงานของท่านนับแต่นั้นเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะเรื่องแในแนวเครียดๆ สะท้อนสังคม ที่ตัวละครมักนำพาชีวิตตนเองไปประสบความหายนะอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่ว่าจะเปน ปีกทอง, บ้านขนนก, หลงไฟ, เพลงสาป, เลื่อมสลับลาย, กระเช้าสีดา, ฯลฯ พลอยทำให้น้องมอดรักการอ่านและอยากเปนนักเขียนมาจนถึงบัดเด๋วนี้

ตั้งใจจะเกริ่นสั้นๆ กลายเปนยาวเรื่อยเจื้อยอีกตามเคย งั้นเข้าเรื่องดีฝ่าาาาาา…

1) บทประพันธ์ดีจุง : ขอบอกไว้เปนข้อมูลหน่อยนุง เผื่อมีใครไม่รู้ ว่าละครเรื่องนี้เปนเรื่องแรกในชุด ‘เพลิงกฤษณา’ ที่นำเอาบทประพันธ์ของนักเขียนชั้นครู กฤษณา อโศกสิน มาสร้างเปนละคร ออกอากาศทางช่อง GMM25 โดยมีอีกสองเรื่องตามมาคือ “ปีกทอง” (กำลังออกอากาศ) และ “ป่ากามเทพ” ซึ่งทั้งสามเรื่องถือเปนนิยายแนวสะท้อนสังคมที่นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการที่มนุษย์ยอมตนให้ตกเปนทาสของการบริโภค บูชาเงินเปนพระเจ้า ให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่าจิตใจ จนทำให้ชีวิตภินท์พังอัปปางลงอย่างช่วยไม่ได้

เรื่องราวของ หนึ่งหรัด สาวแสนสวยผู้เปนแก้วตาดวงใจของนายชฎิล พ่อที่รักและทุ่มเททุกสิ่งอย่างแก่ลูกสาวอย่างมากมายล้นเหลือ กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูอย่างชนิดที่เรียกว่าเท้าไม่ให้แตะพื้น ไม่ว่าลูกสาวต้องการสิ่งใด ก็จัดหามาปรนเปรอทุกอย่างแทบว่าจะคว้าดาวเดือนมาให้ถ้าทำได้ โดยที่เธอแทบไม่ต้องกระดิบตัว แต่อะไรก็ไม่ร้ายแรงเท่ากับคำสั่งสอนที่นายชฎิลมอบให้ลูก จดจำใส่ใจมาแต่เล็กแต่น้อยว่าเธอจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ แค่ใช้ ‘ความสวย’ ที่มีอยู่กับตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง ซึ่งกลายเปนสิ่งที่หนึ่งหรัดเชื่อมั่นอย่างฝังจิตฝังใจมาตลอดเช่นกันว่า เพราะความสวยงาม น่าหลงใหล น่าเสน่หาที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่กำเนิดนั้น เพียงพอแล้วที่จะบันดาลให้เธอได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา โดยไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

หนึ่งหรัดได้พบและแต่งงานกับ ทศเทพ หนุ่มหล่อลูกชายนักธุรกิจผู้ฝ่าด่านคุณพ่อจอมเฮี้ยบมาด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นคือความเปนทายาทคนเดียวของนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐี ซึ่งลุ่มหลงหนึ่งหรัดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น (พูดให้แรงไปเลยคือ โงหัวไม่ขึ้น!) และยินดียอมตามใจทุกอย่าง ไม่ว่าหนึ่งหรัดจะเรียกร้องต้องการสิ่งใดที่อำนาจเงินสามารถเนรมิตได้ ทศเทพเปนต้องรีบจัดหามาวางแทบเท้าเธอทันที แต่นั่นจะทำให้หญิงสาวบรรลุถึง ‘ความพอ’ ก็หาไม่ เพราะเธอมีแต่จะเรียกร้องต้องการแบบหนักข้อมายิ่งขึ้นไปอีก จนในที่สุด ชีวิตคู่ที่เริ่มต้นด้วยความกระท่อนกระแท่น แทบหาความราบรื่นใดๆ มิได้ ก็ล่มสลายลงภายในเวลาไม่นาน

จากนั้นชีวิตของหนึ่งหรัดก็เข้าไปพัวพันข้องเกี่ยวกับผู้ชายอีกสามคนที่มีแต่จะนำพาชีวิตเธอให้ค่อยๆ ดิ่งลงเหวไปทุกขณะ และทำให้หญิงสาวตระหนักว่าเธอได้สูญเสียผู้ชายที่ ‘ดีที่สุด’ ในชีวิตไปแล้วโดยไม่มีวันได้กลับคืน

2) ละครดีจุง : ขอชมว่าละครทำออกมาได้ ‘ดี’ มากๆ โดยเฉพาะคนเขียนบทละครเรื่องนี้ (ธัญลักษณ์ จุลพงษ์, นพสิทธิ์ กังเจริญ) ที่ดัดแปลงบทประพันธ์ออกมาได้ ‘ดีงาม’ ส่วนผู้กำกับ คฑาเทพ ไทยวานิช ก็ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้น่าติดตามทุกตอน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนบทบาทของ ทศเทพ (โทนี รากแก่น) ให้แลดูเปนพระแสนดีมากถึงมากที่สุด เพราะเปนฝ่ายยอมทนให้ตนเองถูกกระทำ ถูกเอารัดเอาเปรียบจากหญิงสาวที่ตนหลงรักโดยตลอด จะมีลุกขึ้นมาอุทธรณ์ร้องลั่นบ้างก็เพียงแค่ไม่เล็กน้อย เพราะเมื่อเจอน้ำตาและอาการตระแหน่แง่งอนของหนึ่งหรัด (รถเมล์ คะนึงนิจ) ความเข้มแข็งในใจก็อ่อนยวบยาบไม่ต่างจากขี้ผึ้งถูกโยนเข้ากองไฟ (เท่าที่น้องมอดจำได้อย่างเลือนๆ รางๆ ทศเทพในหนังสือก็มีแววร้ายกาจบางอย่างในตัว คือพอแต่งงานแล้วก็ออกลายเปนคนขี้เหนียว เข้าขั้น ‘งก’ เลยทีเดียว ทำให้หนึ่งหรัดทนไม่ไหวต้องแล่นไปซบอกชายอื่นที่ให้เธอได้มากกว่าแทน) 

ในละคร ทศเทพแลดูมีความเปน ‘เทพ(บุตร)’ มาก!! คือดีเสียจนไม่รู้จะบรรยายความดีออกมาได้อย่างไรให้ถูกถ้วน รู้แต่ว่าดูแล้วอยากยื่นมือเข้าไปในจอแล้วตบหน้าสักหลายฉาดให้ได้สติ โทษฐานมีตาแต่หามีแววไม่ คนดีๆ ที่รักเขาเพราะตัวเขาจริงๆ ก็มีอยู่ข้างๆ แต่ไม่มีตามอง มัวแต่ไปหลงคนที่รักเขาเพราะเงินของเขาล้วน กว่าที่หูตาจะหายมืดมัวมองโลกรอบตัวด้วยความสว่างชัดเจนก็ปาเข้าไปเกือบท้ายเรื่องโน่น แถมยังเกือบจะก้าวพลาดอีกต่างหาก จำได้เลาๆ ว่าในนิยายคือพอหย่ากันแล้ว ทศเทพก็เหมือนจะไม่มีบทบาทใดๆ อีก ขณะที่ในละคร กลับชูบทบาทให้เขาโดดเด่นจนแทบจะกลายเปนพระเอกไปเลย (ขณะที่ผู้ชายอีกสามคนเปนตัวประกอบ) ซึ่งจะว่าไป การวางคาแร็กเตอร์ให้ทศเทพดูเปนคนดีมากๆ ก็ยิ่งขับเน้นให้คนดูมองเห็นความอัปลักษณ์น่ารังเกียจในอุปนิสัยสันดานของหนึ่งหรัด ว่าเปนผู้หญิงชนิดที่เรียกว่า ‘สวยแต่รูป จูบไม่หอม’ อย่างแท้จริง!

3) นักแสดงเล่นดีจุง : พูดเลยว่าสมควรได้รับคำชมทุกคน แต่ในที่นี้คงจะแจกแจงให้ครบถ้วนไม่ได้ เกรงใจคนอ่านอะฮะ ^^ งั้นพูดถึงเฉพาะคนที่น้องมอดปลื้มมากๆ ละกันฮะ คนแรกคือน้องรถเมล์ คะนึงนิจ ซึ่งสวมวิญญาณหนึ่งหรัดได้อย่างเข้าถึงอารมณ์มากๆ โดยเฉพาะตอนแสดงความ ‘เยอะ’ นั้นเห็นแล้วน่าตบมาก บุคลิกดูมีความน่าหมั่นไส้ในความไร้เดียงสา มีความเจ้ามารยาสาไถยในความใสซื่อบริสุทธิ์ และมีความเปนเด็กน้อยภายใต้รูปลักษณ์ของผู้ใหญ่ พูดให้ชัดๆ คือเปนบทที่เล่นยาก ต้องใช้ฝีมือการแสดงระดับสูงพอสมควร ต้องถ่ายทอดความเปนตัวละครออกมาให้คนดูดูแล้วรู้สึกว่า ถึงหนึ่งหรัดจะเปนคนไม่น่ารัก แต่ก็เกลียดไม่ลง แถมตอนท้ายๆ ก็แลดูน่าสมเพชเห็นใจอีกต่างหาก แต่จะโทษใครได้ในเมื่อทำตัวเองล้วนๆ ถือเปนบทบาทที่ดีมาก แล้วรถเมล์ก็เล่นได้ดีมาก แม้จะแลดูพยายามทำท่า ‘แอ็บเด็ก’ มากไปหน่อย

คนถัดมาคือ ลุงบี๋ ธีรพงศ์ ที่รับบทนายชฎิล พ่อของหนึ่งหรัดผู้อบรมสั่งสอนลูกด้วยตรรกะเพี้ยนๆ จนมันกลายเปนหอกย้อนกลับมาทิ่มแทงยอดอกของเขาจนเลือดอาบเมื่อเห็นลูกๆ นำพาชีวิตของตนก้าวไปสู่ทางเสื่อม เพราะซึมซับรับเอาวิธีคิดประหลาดๆ ในคำสอนของเขามาเปนหลักในการดำเนินชีวิต ดูแล้วน่าพรั่นพรึงและอดสงสัยมิได้ว่า พ่อแบบไหนกันที่สอนให้ลูกคิดแต่จะเอาของคนอื่นมา โดยไม่คิดจะลงมือสร้างขึ้นมาด้วยสติปัญญาและความสามารถของตน! ซึ่งลุงบี๋ถ่ายทอดบุคลิกตัวละครนี้ออกมาได้เยี่ยมมากๆ เหมาะแก่คำจำกัดความว่าเปนคน ‘ขี้แพ้จอมโอหัง’ สุดๆ เพราะว่าตัวเองก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง แต่ก็ไม่วายวางมาดอวดศักดาว่า “กูเจ๋ง-กูเก่ง-กูแน่” อยู่ตลอดเวลา ดูเปนคนน่าสังเวชมาก

อีกคนที่น้องมอดชอบเปนพิเศษ คือบทคุณนายคำเทียบ แม่ของทศเทพ ที่รับบทโดยอาจุ๋ม อุทุมพร ซึ่งเปนอดีตนางเอกละครที่น้องมอดชอบมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้เลื่อนมาเล่นบทแม่ แต่ก็ยังคงสวยไม่สร่าง แถมเรื่องนี้เล่นเปนคุณแม่ใจดีเหลือหลาย แบบว่าถ้าทศเทพมี ‘เทพ’ ประทับร่างอยู่สักสิบองค์ คุณนายคำเทียบก็จะมีเทพประทับอยู่สักร้อยองค์เปนอย่างน้อย เพราะรักและยอมตามใจลูกชายอย่างเต็มที่ คือไม่ว่าลูกชายจะมาอ้อนวอนขอโน่นนี่ เพื่อไปปรนเปรอภรรยา คุณนายก็ยินยอมจัดการให้ตามความประสงค์ของลูกทุกอย่าง เรียกว่าทูลหัวทูลเกล้าได้เหมือนกัน (ซึ่งก็มองได้ว่าเปนความรักแบบ ‘ไร้สติ’ ได้เหมือนกันเนาะฮะ ^_^) แล้วพอลูกมีอาการอกหักช้ำรัก น้ำตาเช็ดหัวเข่า นั่งเศร้าเหงาหงอย ก็คนเปนแม่อีกนั่นแหละที่มานั่งคอยกอดคอยปลอบขวัญ ลูบหัวลูบหาง เอ๊ย! ลูบหลังจนคลายทุกข์โศก นอกจากนี้ยังมีคำสอนดีๆ ให้แก่ลูกอีกต่างหาก เห็นอาจุ๋มเรื่องนี้แล้วซึ้งมากๆ หลายซีนคือน้องมอดร้องไห้ตามเลยฮะ #อยากกอดแม่บ้างงงงง Y____Y

4) ข้อคิดดีจุง : ต้องบอกว่าละครเรื่องนี้ให้ข้อคิดดีมากๆ แต่ที่รู้สึกว่าดีงามยิ่งกว่า คือการที่ละครไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาสอนศีลธรรมคนดูแบบโต้งๆ ด้วยการเขียนบทเทศนายัดปากตัวละคร หรือขึ้นไตเติ้ลไว้ที่ตอนจบแบบละครช่องอื่น แต่ให้คนดูดูแล้วคิดได้เองถึงสาระสำคัญที่คนทำละครต้องการนำเสนอผ่านพฤติกรรมต่างๆ ของตัวละคร คือส่วนหนึ่งที่ทำหนังน้องมอดรู้สึกติดใจละครเรื่องนี้มาก ยอมอดตาหลับขับตานอนดูแบบมาราธอนรวดเดียวจบ #แลดูบ้าคลั่ง ^o^ โดยเฉพาะกับเรื่องการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนลูกๆ ในทางที่ถูกที่ควรซึ่งถือเปนหัวใจสำคัญของละครเรื่องนี้

อีกประเด็นที่แลดูว่าจะถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงบ่อยครั้งมาก คือเรื่อง ‘เงิน’ แม้ละครจะชี้ให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมชีวิตของคนมักง่าย เห็นแก่เงิน ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ตนเองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นอย่างไร้ยางอาย กระนั้นก็มิได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ‘เงิน’ เปนสิ่งเลวร้ายที่เข้ามาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในชีวิตตัวละครแต่อย่างใด ทว่าคือความโลภ ความอยากได้ใคร่มีอันไม่รู้จักพอของคนเราต่างหาก คือตัวการผลักดันให้เกิดเรื่องราวอลเวงขึ้นมา คือพฤติกรรมแบบ ‘ถมไม่เต็ม’ ของชฎิล, หนึ่งหรัดและสองขวัญ ที่สุดท้ายก็ต้องพบกับจุดจบอันน่าเศร้า รวมถึงการมีเงินมากมาย แต่ไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ จนกลายเปนการสร้างความทุกข์แก่ตนเอง เช่นในกรณีของทศเทพ

ตัวละครตัวเดียวในละครที่น้องมอดมองว่ารู้จักใช้เงิน ‘เปน’ มากที่สุด คือ พารา (เจสัน ยัง) นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้กลายมาเปนสามีคนที่สี่ของหนึ่งหรัด ความที่เขาเป็นคนรู้จักใช้เงินอย่างคุ้มค่า ทุกบาททุกสตางค์ที่เขาลงทุนไปต้องได้รับผลประโยชน์คืนกลับมาเสมอ ทำให้เขาเปนคนที่มอบบบทเรียนให้แก่เธออย่างเจ็บแสบที่สุด ทำให้หนึ่งหรัดรู้ว่า สุดท้ายแล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่จะได้มาโดยง่าย ทุกคนเมื่อได้อย่างหนึ่งมาย่อมต้องเสียอย่างหนึ่งไปเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าจะทำอย่างไรมิให้ตนเอง ‘ขาดทุน’ จนเกิดความพินาศล่มจมตามมา และจะมีสิ่งใดเล่าที่สร้างความปวดร้าวทุกข์ระทมให้แก่จิตใจเท่ากับความจริงที่ว่า ตัวเราเองนั่นหนาที่ชักพาชีวิตให้ก้าวไปสู่ความเสื่อมทรามโดยความสมัครใจย่อมไม่มี… :’-P

No comments: