Thursday, August 11, 2016

SUICIDE SQUAD, พริกแกง, THE LOVERS & THE DESPOT


#รีวิวรัวๆ… ต่อไปเขียนจัดแพ็คแบบนี้ดีกว่านะฮะ ประหยัดเวลาและเนื้อที่ ไม่ต้องเขียนทีละเรื่องให้วุ่นวาย เพราะหลายเรื่องที่ได้ดูก็ไม่ปลื้ม ไม่รู้จะเขียนรีวิวยาวไปทำไม เอายาวๆ เฉพาะเรื่องที่ดูแล้วปลื้มก็พอ! อีกอย่างคือเปนคนเขียนหนังสือช้าถึงช้ามาก อย่าได้มาเร่งเชียว #มีตบ! ช้าได้เปนช้า ถ้าช้าไม่ได้ก็ไปหาคนอื่นเขียนแทน อะไรทำนองนี้ แต่ที่สำคัญกว่าคือทำงานช้าแล้วยังทำออกมาได้ไม่ค่อยดีเนี่ยสิ #ตะเตือนไต Y___Y



เข้าเรื่องแรกดีกว่าฮะ… #SuicideSquad ที่ทวิตไปว่า “ชอบๆ” น่ะ หมายถึงชอบ มาร์โก้ ร็อบบี้ นะฮะ ไม่ได้ชอบหนัง! เพราะพูดตรงๆ คือหนังค่อนข้างเละเทะ-เลอะเทอะเปรอะเปื้อนมาก ดูแล้วปวดกบาลว่าอะไรของแม่งวะ! ตกลงไอ้/อีวายร้ายนี้มันเปนคนธรรมดาหรือเปนมนุษย์กลายพันธุ์แบบเอ็กซ์เมน เพราะบางตัวพ่นไฟได้ บางตัวก็ครึ่งคนครึ่งสัตว์ ขณะที่ส่วนใหญ่เปนคนธรรมดา มีความสามารถพิเศษไปคนละแบบ เลยจับคาแร็กเตอร์ของทีมวายร้ายพลีชีพนี้ไม่ค่อยถูก แถมยิ่งงงตอนที่มีตัวหนึ่งพยายามจะหลบหนีออกจากกลุ่มแล้วโดนฆ่าทันที ก็นึกในใจว่าอ้าว...เฮ้ย! ยังไม่ทันได้สู้กับผู้ร้ายเลย โดนสอยร่วง หมดบทบาทไปเสียแล้ว ตกลงนี่มันหนังซูเปอร์ฮีโร่จริงป่าววะ! ทำไมถึงตายง่ายตายดายขนาดนี้!! แต่จะว่าไป ให้มันตายๆ ไปเสียก่อนก็ดี จะได้ไม่ต้องไปทนสู้กับอีแม่มดพันปีแบบตัวอื่นๆ ในทีมตอนท้ายเรื่อง ซึ่งดูแล้วค่อนข้างน่าสมเพชมากถึงมากที่สุด เพราะไม่รู้ว่ามันคิดได้ไง เอาปืนไปยิงแม่มดน่ะ...ไม่เรียกว่าโง่ก็ไม่รู้จะเรียกยังไง! นี่ถ้าไม่มีไอ้เจ้ามนุษย์กลายพันธุ์สองตัวมาเปนกำลังหลักก็คงไม่มีทางปราบแม่มดได้เด็ดขาด พอหนังจบปุ๊บก็พูดกับตัวเองทันทีว่า หนังแม่งบ้าๆบอๆ ดูแล้วประสาทจะแดก!!

สรุปว่าชอบมาร์โก้ ร็อบบี้ อย่างที่ทวิตไปแหละฮะ เพราะว่านางเล่นได้เริ่ดและ ‘เจิด’ สุดๆ ตอนบ้าก็ดูบ้าจริงอะไรจริง แต่พอตอนดราม่าก็ถ่ายทอดความรู้สึกได้อารมณ์ ชวนให้น้ำตาซึม ไม่รู้ว่าเพราะนางแอ็คติ้งเก่ง หรือเพราะคนอื่นมันดูห่วยๆ ไปหมดกันแน่ แต่คนที่น่าผิดหวังที่สุดคือ คุณแม่ไวโอล่า เดวิส ซึ่งโผล่หน้าดำๆ ออกมาตอนแรกก็แลดูดี มีมาด พูดจาน่าเชื่อถือ บุคลิกดูน่าเคารพยำเกรง ตามประสาตัวละครสำคัญของเรื่อง แต่พอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ก็ดูว่าจะเข้ารกเข้าพง- ติดหล่มตกเหวไปในที่สุด เห็นแล้วน่ากลุ้มใจชะมัด!!

 เอาเปน...ขอพูดย้ำซ้ำซากอีกทีนะ...ว่าชอบมาร์โก้ ร็อบบี้คนเดียวเลยเรื่องนี้ อีกอย่างที่ชอบมากคือสติ๊กเกอร์รูปตัวละครจากหนังเรื่องนี้ในเฟซบุ๊ก ซึ่งออกแบบได้น่ารักที่สุด ทำให้คิดว่าถ้าเอามาสร้างเปนอนิเมชั่น หนังอาจจะออกมา ‘ดี’ กว่าที่เปนอยู่ก็ได้เนาะ...

#พริกแกง แหม่...เรื่องนี้ก็นะ! น้องมอดสู้อุตส่าห์ลดตัว เอ๊ย! ออกโรง (แบบเงียบๆ) มาปกป้องหนังซึ่งถูกประชาชีรุมถล่มด่าตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างหนังออกมา ว่าให้ไปดูหนังเต็มเรื่องกันก๊อนนนนน #เสียงสูง :-P อย่าเพิ่งด่วนตัดสินโง้นงี้จาก ‘รถพ่วง’ (trailer) แค่ไม่กี่นาทีเลย แต่พอได้เข้าไปดูหนังทั้งเรื่องด้วยตาตนเองแล้ว ก็แทบว่าจะถอนคำพูดไม่ทัน อดคิดไม่ได้ว่าที่คนเขากระหน่ำด่ากันไปล่วงหน้าก็สมควร และหนังบางเรื่องมัน ‘ตัดสิน’ ได้แค่ตัวอย่างหนังไม่กี่นาทีจริงๆด้วย T__T

ว่าที่จริง หนังมีข้อดีหลายอย่างนะฮะ อย่างหนึ่งคือที่น้องมอดทวิตไป ว่าหนังถ่ายภาพอาหารไทยออกมาได้งดงามล้ำเลิศบรรเจิดใจหาได้เปรียบ ชวนให้นึกถึงโฆษณากะทิชาวเกาะ-รอยไทย ใครทำก็อร่อยเหาะขึ้นมาทันที เพราะภาพสวยมว๊ากกกก เห็นแล้วเกิดอาการหิวโหย ร่างกายต้องการอาหารแบบเร่งด่วน กับอีกส่วนที่ต้องพูดว่า ‘ดีงาม’ ไม่แพ้กัน คือการแสดงของสามนักแสดงรุ่นเดอะ คือ อาหนิง นิรุตติ์ ศิริจรรยา, อาป๋อง พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา และ อาต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล ซึ่งสุดยอดเลยทั้งสามท่าน แม้ว่าอาหนิงจะแอ็คติ้ง ‘เบอร์ใหญ่’ ไปหน่อยในฉากเปิดเรื่อง (ก็คือฉากที่คนเขาด่ากันนั่นแหละ) แต่ในฉากที่อาทำหน้าทำตาเปนลูกแมวขี้อ้อนคลอเคลียเมียรักซึ่งรับบทโดยอาต่ายนั้น ดูน่ารักและมีเสน่ห์ แลดูเปนธรรมชาติมาก (พระเอกยุคนี้สมควรไปดูเพื่อศึกษาแอ็คติ้งการเล่นบทอ้อล้ออย่างไรให้ดูไม่เสแสร้ง) ส่วนคนที่น่าพูดถึงมากกว่าใครเพื่อนคือ อาป๋อง พิมพ์แข ซึ่งนานๆ จะได้เห็นเล่นหนังจอเงิน ในวิกิฯ ระบุว่าหนังเรื่องสุดท้ายที่แสดงคือ ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม (พ.ศ. 2533) เพราะงั้นจึงพูดได้ว่า เรื่องนี้เปนการคืนจอครั้งแรกในรอบ 25 ปีของอาป๋องเลยเชียวนะ ซึ่งก็ไม่ทำให้คนดูผิดหวัง แม้ว่าบทจะน้อย แต่ทุกฉากที่ออกมาคือเลอค่าน่าชื่นชม คนที่รักและชอบดาราเก่าน่าจะไปดูกันนะฮะ

แต่ส่วนหนังทั้งเรื่องนี้ อย่างที่ทวิตไปว่าคนทำหนังแลดูมีความตั้งใจนำเสนอสิ่งดีๆ เกี่ยวกับความรักในอาหารไทยอย่างเข้มข้น แต่วิธีการนำเสนอประเด็นนี้ออกมาในหนังกลับไม่ค่อยเหมาะกับการเปนหนังเพื่อความบันเทิงเอาเสียเลย เพราะว่าดูแล้วไม่รู้สึกเลยว่ามันบันเทิง พูดตรงๆ คือหนังน่าจะทำออกมาเปนสารคดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อาหารไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมากกว่า เพราะข้อมูลความรู้ที่ถูกนำเสนอในหนังนั้นค่อนข้างอัดแน่นล้นปรี่มาก เชื่อได้เลยว่าอาหารไทยทั้งคาว-หวานหลายอย่างต่างชนิดที่ถูกเอ่ยถึงและจัดแสดงในหนังเรื่องนี้ ล้วนเปนอาหารที่คนดูส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อมาก่อนแน่นอน

แต่อะไรก็ไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับการพยายาม ‘ยัดเยียด’ อุดมการณ์ความรักและหวงแหนความเปนไทยที่จะต้องธำรงรักษาไว้มิให้เสื่อมสูญสิ้นสลายไปอย่างเด็ดขาด ด้วยกลวิธีแบบที่ต้องพูดว่า ‘ไร้ชั้นเชิง’ สุดๆ คือการเขียนบทพูดยัดใส่ปากตัวละครให้พูดสิ่งที่คนทำหนังต้องการบอกแก่ผู้ชมแบบตรงๆ โต้งๆ และที่แทบทนไม่ได้คือมันพูดย้ำๆ หลายครั้ง จนอดคิดไม่ได้ว่ามันช่างเปนการพูดปาวๆ ซ้ำซาก น่าเบื่อหน่าย ชวนให้เข้าหูซ้ายออกหูขวา เปนที่สุด เพราะอะไรจะเลวร้าย-ชวนให้เสียสติเท่าการต้องมานั่งฟังคน ‘พูดพล่าม’ แต่เรื่องเดิมๆ ว่า “เราต้องรัก ต้องหวงแหนความเปนไทย เพราะมันคือหน้าที่ของคนไทยทุกคน บลาๆๆๆ” อยู่เกือบสองชั่วโมงย่อมไม่มี! (แค่ห้านาทีก็แทบจะกลั้นใจตายเสียให้ได้!!)

เพราะงั้น คำจำกัดความที่น่าจะเหมาะกับหนังเรื่องนี้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ สมควรนำไปเปิดในงานปฐมนิเทศนักศึกษาที่เรียนวิชาอาหารและโภชนาการตามสถาบันการศึกษาต่างๆ มากกว่าจะนำมาฉายตามโรงทั่วไปซึ่งต้องมีการเก็บค่าเข้าชม(แพงๆ)จากคนดู พูดให้ชัดเจนถ้าจะชวนเชื่อกันขนาดนี้น่าจะฉายให้ดูฟรีเลยดีกว่า…

#TheLovers&TheDespot ดูสนุกสุดในสามเรื่องนี้ละฮะ เปนหนังสารคดีเรื่องล่าสุดที่ทาง Doc Club นำเข้ามาฉายให้ดูกันในชื่อไทยว่า “ท่านผู้นำ & คนทำหนัง” เล่าเรื่องสองสามีภรรยาชาวเกาหลีใต้ ฝ่ายชายเปนผู้กำกับภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับในฝีมือ ฝ่ายหญิงเปนนักแสดงเลื่องชื่อ ทั้งคู่ถูก คิมจองอิล ท่านผู้นำแห่งเกาหลีเหนือ ออกคำสั่งให้พาตัวมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เขาและเธอช่วยกันพัฒนาวงการภาพยนตร์เกาหลีเหนือให้เจริญรุดหน้า ทัดเทียมนานาประเทศทั่วโลก โดยเหตุผลท่านผู้นำโสมแดงต้องทำเช่นนั้น ก็เพราะว่าท่านดูหนังที่คนในประเทศตนเองทำแล้วรู้สึกว่ามันออกจะซ้ำซาก น่าเบื่อ มีแต่นำเสนอเรื่องอุดมการณ์เพื่อท่านผู้นำแบบตะพึดตะพือ ท่านจึงอยากจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยใช้วิธีการแบบเกาลี้เกาหลี ^o^ คือให้คนไปลักพาตัวคนทำหนังที่เก่งที่สุดในเกาหลีใต้มาทำหนังให้ประเทศตนเองแบบดื้อๆ ซะงั้นเอง #ลืมคำว่า_ถามกูก่อนมั้ย_ไปได้เลย_ถถถถถถถถ

หนังเล่าเรื่องผ่านคำให้สัมภาษณ์ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว โดยตัวละครสำคัญสุดคือ ชเวอึนฮี อดีตนักแสดงหญิงชื่อดังที่ตกเปนเชลยของท่านผู้นำพร้อมกับสามี ชินซังอ๊ก ผู้กำกับภาพยนตร์มากฝีมือ ซึ่งมิได้มาร่วมให้สัมภาษณ์ด้วยเพราะเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2006 โดยมีปากคำบุคคลแวดล้อมที่รู้จัก รวมถึงผู้ให้ความช่วยเหลือแก่สองสามีภรรยาในการลี้ภัยจากโลกเผด็จการมาสู่สู่โลกเสรี โดยมีหลักฐานสำคัญคือเทปบันทึกเสียงคำสนทนาระหว่างผู้กำกับชินกับท่านผู้นำคิม ซึ่งประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าต้องการยกระดับมาตรฐานวงการหนังเกาหลีเหนือให้มีคุณภาพ ทำให้แลดูว่าจะมีข้อดีตรงที่คนทำหนังไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทุนในการสร้างอีกต่อไป อยากทำหนังทุนสูงแค่ไหนก็ได้

ทว่าข้อเสียก็น่าจะมีไม่น้อย เพียงแต่ไม่ได้ถูกแจกแจงให้ทราบ แต่หนึ่งในนั้นน่าจะหนีไม่พ้นการถูกจำกัดการแสดงออกทางความคิดอย่างเข้มงวด เพราะท่านผู้นำคงไม่ปล่อยให้มีอะไรไม่สบอารมณ์ปรากฏในหนัง ยิ่งท่านเปนผู้สามารถชี้เปนชี้ตายให้กับใครก็ได้ในประเทศ การทำอะไรให้ท่านเกิดขุ่นเคืองแม้เพียงเล็กน้อย ย่อมเสี่ยงต่อการถูกทำให้หายตัวไปจากโลกนี้ได้ง่ายๆ สองสามีภรรยาจึงแทบไม่มีทางเลือก นอกจากต้องยอมทำตามความประสงค์ของท่านผู้นำอยู่หลายปี จนได้รับความไว้วางใจว่ามีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อเกาหลีเหนืออย่างสุดจิตสุดใจ ทั้งสองจึงลงมือดำเนินการ ‘คืนอิสรภาพ’ ให้แก่ตนเองเมื่อโอกาสเปิด (ฉากหลบหนีของทั้งสองเปนฉากที่น่าตื่นเต้นระทึกใจมาก #แอบจิกเบาะเบาๆ ^^)

เอาเปนว่าถ้าสะดวกและมีเวลาว่าง อยากดูอะไรแปลกๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ในโลกใบนี้ (แต่มันเกิดขึ้นได้จริงๆ ที่เกาหลีเหนือ!) ก็ขอชวนให้ไปดูสารคดีเรื่องนี้กันนะฮะ ฉายที่โรง SFW แห่งเดียว (หนังไม่ได้ฉายทั้งวัน เพราะงั้นเช็ครอบให้ชัวร์ด้วยนะจ๊ะ) บอกเลยว่าเปนหนังเรื่องเดียวในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่น้องมอดดูจบแล้ว ไม่รู้สึกหดหู่-ห่อเหี่ยวเพราะเสียดายเวลาเลยสักนิด… :’-P

No comments: