Wednesday, August 24, 2016

THE SECRET LIFE OF PETS, SADAKO VS KAYAKO, NERVE, BEN-HUR


#รีวิวรัวๆ… วีคที่แล้วดูหนังไป 4 เรื่องฮะ แต่ไม่อยากรีวิวแยกเปนเรื่องๆ เพราะคิดว่าเขียนแต่ละเรื่องสั้นๆ แล้วเอามารวมกันก็จะแลดูเปนชิ้นเปนอัน ดูเปนปึกแผ่นดี #แม้จะไม่มีแก่นสารเหมือนเดิม_ถถถถถถถ ^^ อาจเปนเพราะน้องมอดยังติดนิสัยสันดานเหมือนตอนเขียนลงนิตยสาร ถ้าเปิดดูแล้วเห็นบทความสั้นๆ จะนึกไว้ก่อนเลยว่าคนเขียนขี้เกียจ ทั้งที่จริงแล้ว ความสั้นหรือยาวไม่เกี่ยวกับคุณภาพ ความดีงามของงานเขียนแต่อย่างใด เพราะงานสั้นๆ ที่อ่านแล้ว ‘ปัง’ เพราะคนเขียนคิดคมและสตรอง ยังไงก็ย่อมต้องดีกว่างานยาวๆ แต่มีแต่ถ้อยคำมาเรียงต่อๆ กันไปจนจบ อ่านแล้วก็ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร #อย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบัติอยู่ประจำนั่นแล ^_^ แต่ถึงงั้นน้องมอดก็ยังปรับความคิดเกี่ยวกับความสั้น-ยาวของงานเขียนไม่ได้เสียที จับดินสอทีไรก็มักจะมีเสียงตะโกนก้องในหัวเสมอว่า “ถ้ามึงเขียนสั้น คือมึงขี้เกียจ!” แต่พูดตรงๆ คือจะให้เขียนยาวทุกเรื่องก็ไม่ไหวเหมือนกันอะฮะ เลยต้องหาทางออกด้วยวิธีนี้ ก็พอจะชดเชยความ ‘ประสาทแดก’ ลงได้เหมือนกัน…งั้นเข้าเรื่องเลยเถอะ!!!




#TheSecretLifeOfPets (Chirs Renaud, Yarrow Cheney, 2016) … ตอนแรกนึกว่าจะไม่ได้ดูซะละ เพราะติดทำโยคะสวยๆ เลยไม่ได้ไปดูรอบสื่อฯ (ช่วงนี้ ใครชวนไปไหนเสาร์-อาทิตย์คือ ‘โนเวย์’ ทุกกรณีฮะหากคำนวณเวลาแล้วคิดว่ากลับมาทำโยคะสวยๆ ตอนเย็นไม่ทัน #แลดูหยิ่ง #หยั่งกะมีคนชวนงั้นแหละ ^o^ ถือเปนกฎเหล็กเคร่งครัดประจำตัวเลยเทียวว่าจะไม่พลาดเด็ดขาด เพราะจ่ายเงินแล้วก็ควรต้องเอาให้คุ้มใช่ปะฮะ #น้องมอดเปนคนงก :-P) แต่เพราะอยากดูเลยไปตีตั๋วดูเอง ดูจบก็ฟิน! ฟิน! ฟิน! ไปกับความน่ารักน่าชังของหมาๆ แมวๆ ทั้งหลายที่วาดออกมาได้น่ากระโดดเข้าไปคว้าตัวมากอด โดยเฉพาะ เจ้าแมกซ์ หมาพระเอกของหนัง ซึ่งดูเผินๆ นึกถึง เจ้าทองหล่อ ใน “คุณทองแดง ดิ อินสไปเรชั่น” เพราะหน้าตาคล้ายกันจุง #อยากให้เอามาสานต่อเปนหนังยาวจุง ^o^ ตัวอื่นๆ ก็โอเคฮะ ถือว่าดีงามตามเนื้อผ้า การวางคาแร็กเตอร์ดูน่าสนใจ แต่ละตัวมีบุคลิกไม่ซ้ำกัน แต่อดขัดใจนิดนุงไม่ได้ว่าคนทำหนังเหมือนจะเอ็นดูรักหมามากกว่าแมว แมวในหนังเลยดูมีบุคลิกร้ายนิดๆ เห็นแก่ตัวหน่อยๆ ยิ่งพวกแมวข้างถนนด้วยแล้ว ดูถ่อยระยำแมวกันไปเสียทุกตัว ช่างทำร้ายจิตใจคนรักแมวหาน้อยไม่! แต่ก็เข้าใจว่าถอดแบบมาจากบุคลิกของแมวจริงๆ คือไม่ค่อยสนใจไยดีใคร อยากได้อะไรก็มาอ้อน แต่พอได้แล้วทำเชิดใส่ #เจอกับตัวเองที่บ้านทุกวันเลยอะ 555+

อีกอย่างที่ทำให้รู้สึกขัดใจไม่แพ้กัน คือการที่หนังให้สัตว์สามารถขับรถไปบนท้องถนนร่วมกับผู้คน ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่าหนังแม่งโคตรเว่อร์ พูดให้เป็นทางการขึ้นมาอีกนิด คือมันเป็นสถานการณ์ที่ดูแล้วไม่น่าเชื่อเลย (แบบเดียวกับตอนท้ายหนัง Finding Dory) ต่างจากการเห็นสัตว์พูดคุยกัน พากันไปผจญภัยตามสถานที่ต่างๆ โน่นนี่นั่น ซึ่งยังพอจะเข้าใจได้ว่า มันเปน ‘โลกของสัตว์’ ไม่มีมนุษย์คนใดเข้ามาข้องเกี่ยว จะพูดคุยอะไร ทำอะไรกันก็เปนเรื่องของพวกมัน แต่การขับรถแล่นไปมาบนท้องถนนนั้น มันมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเต็มๆ เลยทำให้รู้สึกเหมือน ‘หลุด’ ออกจากโลกแห่งจินตนาการมาดื้อๆ เพราะงั้นถ้าจะมีส่วนที่ไม่ชอบหนังก็น่าจะจุดนี้แหละฮะ นอกนั้นคือ เลิฟๆ จุ๊บๆ

ส่วนที่ชอบมาก คือประเด็นที่พูดถึงสัตว์ถูกทอดทิ้งตามยถากรรมโดยเจ้าของไร้ความผิดชอบ ทำให้พวกมันเกิดความคั่งแค้นอาฆาต และต้องการหาทางทำลายล้างมนุษย์ให้ย่อยยับอย่างสาสม เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าสัตว์ก็มีหัวใจ มีความรู้สึกเช่นกัน เพราะงั้นจึงไม่ควรถือเอาการเลี้ยงสัตว์เปนเรื่องเล่นๆ พอมันโตขึ้น หมดความน่ารักแล้วก็เอาไปโยนทิ้งเหมือนโยนตุ๊กตาเสื้อผ้าเก่าให้พ้นตัว แต่ควรถือว่าเปนพันธกิจในการดูแลและรับผิดชอบชีวิตน้อยๆ เหล่านั้นไปจนกว่าพวกมันจะหมดสิ้นอายุขัย (แต่ถ้าเราดันมีอันเปนไปก่อนพวกมัน ก็เปนอีกเรื่องเนาะ ^^)


#SadakoVsKayako (Koji Shiraishi, 2016) … หนังตลกดีฮะ! พูดแบบนี้อาจทำให้เข้าใจผิดว่ามันเปนหนังผีตลกแบบ #อาม่า ^.^ ความจริงคือไม่ใช่นะฮะ เพราะเท่าที่ดู ก็คิดว่าคนทำหนังออกจะตั้งอกตั้งใจทำออกมาเปนหนังผีน่ากลัว ชวนให้รู้สึกสยองขวัญสั่นประสาท แต่ยังไงก็ไม่รู้สิ รอบที่ดูได้ยินเสียงหัวเราะก๊ากๆ ลั่นโรง น้องมอดเลยพลอยขำขันตามไปด้วย เพราะจะว่าไป สถานการณ์ที่ปรากฏบนจอก็ออกจะดูโง่เง่าน่าขันอยู่เหมือนกัน พอมีคนหัวเราะนำเลยต้องรีบตาม! ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หรือคนทำหนังจะตั้งใจทำออกมาเปนหนังตลกซะก็ไม่รู้! หรือเปนเพราะ ‘มือไม่ถึง’ หว่า...

แต่ว่าที่จริง ถ้ามองข้ามความตลกแบบไม่ตั้งใจของหนัง อาจพูดได้ว่าหนังทำออกมาได้น่าสนใจ เพราะก็มีฉากน่ากลัว หลายฉาก เช่นฉากคนตายเพราะโดนคำสาปซาดาโกะเล่นงาน หรือฉากผีคายาโกะกับลูกชายโผล่มากระชากคอเหยื่อที่ก้าวเข้าไปในบ้านอาถรรพณ์ที่พวกมันสิงสู่ ดูแล้วก็ตื่นเต้นพอประมาณ ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งที่ได้ดู The Ring กับ Ju-On ครั้งแรก จำได้ว่าน่ากลัวมากๆ ทั้งสองเรื่อง พอรู้ว่าจะมีคนเอาผีในตำนานสองตนนี้มาตบตีห้ำหั่นให้ดู มิใช่เปนแค่ข่าวลืออีกต่อไป น้องมอดเลยเกิดอาการตั้งตารอ อยากดูจนเนื้อตัวสั่นขึ้นมาทันควัน อยากเห็นว่าพอทั้งคู่มาเจอกันมันจะซ่องแตก เอ๊ย! นรกแตกได้สักขนาดไหน อิอิ

เชื่อว่าคนที่เคยดูหนังสองเรื่องนั้นมาแล้ว น่าจะรู้จักคาแร็กเตอร์และประวัติความเปนมาของสองผีร้าย ซาดาโกะกับคายาโกะ กันดี เพราะงั้นคงไม่ต้องเล่าเรื่องภาคนี้หรอกเนาะ เพราะมันก็ซ้ำๆ แหละ แต่มีเปลี่ยนในส่วนคำสาปซาดาโกะนั้น มีเลื่อนจุดจบของเหยื่อหลังจากดูวิดีโอ จากเดิมที่ต้องตายภายใน 7 วันก็เหลือแค่ 2 วัน ช่วยให้รู้สึกว่าเดินเรื่องได้กระชับฉับไวดี เช่นเดียวกับเหยื่อที่ก้าวเข้าไปในบ้านอาถรรพณ์ก็โดนคายาโกะคลานกระดืบๆ ออกมาจัดการแบบรวดเร็วทันใจ ไม่มีรีรอทอดเวลาให้เนิ่นนาน ส่วนฉากไคลแม็กซ์ที่เปนการนำสองศรีผีสาวมาปะฉะดะกันนั้น ถือว่าน่าลุ้นน่าตื่นเต้นและน่าดูชมที่สุด เพราะเปนอย่างที่เดาไว้เลยว่าต้องไม่มีใครยอมใคร เพราะ ‘แรง’ ด้วยกันทั้งคู่ ตรงตามคอนเซ็ปต์ “ชั่วกับชั่วเจอกันย่อมบรรลัย” โดยแท้! (หมายถึงคนดีๆนะที่ ‘บรรลัย’)

ทำให้สรุปได้ว่า อย่าเปิดโอกาสให้ความชั่วกับความชั่วมาเจอกันกลายเปน ‘ชั่วคูณสอง’ เด็ดขาด! เพราะลำพังแค่พวกมันแยกกันทำชั่ว คนดีๆ ก็พากันล้มตายเปนเบือกันอยู่แล้ว…


#Nerve (Henry Joost, 2016) … นี่ก็ตลกอีกเหมือนกัน หมายถึงตลกตัวเองนะฮะ! คือดู ‘รถพ่วง’ (trailer) #5555_เล่นมุกตลกแดกอีกตามเคย ^,^ เพราะนึกว่ามันจะออกมาทรงเดียวกับ “13 เก(ย์)มสยอง” ของบ้านเรา แต่เอาเข้าจริงมันกลับ ‘ไก่กาอาราเร่’ กว่าเยอะ คือถ้าเทียบแค่พล็อตเรื่องก็ถือว่าประมาณกัน ว่าด้วยเรื่องของตัวละครที่ยอมเล่นเกมปริศนาซึ่งต้องทำภารกิจในแต่ละด่านให้สำเร็จลุล่วง โดยจะได้เงินรางวัลเพิ่มขึ้นตามลำดับ เช่นเดียวกับภารกิจที่จะยิ่งยากและเสี่ยงอันตราย หากผู้เล่นสามารถยืนหยัดจนถึงภารกิจสุดท้ายก็จะกลายเปนผู้ชนะและคว้าเงินรางวัลจำนวนมหาศาลไปครอบครอง

ส่วนที่บอกว่ามันดูไก่กา คือเนื้อเรื่องที่ออกไปในแนว Mean Girl...ชะนีว้าวุ่น ซะมิมี! เพราะว่าด้วยเรื่องสองสาวเพื่อนซี้ คนหนึ่งรวย สวยใสไร้สติ เปนดาวเด่นในหมู่เพื่อน ทำอะไรก็เปนที่น่าจับตามองไปเสียทุกอย่าง ส่วนอีกคน #นางเอก แม้จะสวยใสไม่แพ้กัน แต่กลับด้อยกว่าที่ฐานะ พูดอีกแบบคืออยู่ในครอบครัวที่ต้องปากกัดตีนถีบกว่า เลยมีสถานะเหมือนเปนลูกไล่ของเพื่อนที่รวยกว่าอย่างเลี่ยงไม่ได้

จุดหักเหของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อนางเอกของเรา เกิดอาการผิดหวังเมื่อได้ยินกับหู ว่าตนมิใช่สเป็คของหนุ่มนักกีฬาที่เธอแอบปิ๊ง ทำให้เกิดแรงฮึดรุนแรงจนตัดสินใจเข้าไปเล่นเกม Nerve เกมออนไลน์ที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่น ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในเกม ไม่ว่าจะเปนผู้เล่นหรือผู้ชม พอนางเอกของเราเข้าก็ไปเลยก็ปรากฏว่านางได้เรทติ้งพุ่งกระฉูดเกินหน้าเกินตาเพื่อน ก่อให้เกิดรอยร้าวบาดหมางบานปลายตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

โดยรวมๆ หนังดูสนุก น่าตื่นเต้นอยู่พอสมควรนะฮะ มีฉากเสียวปริ๊ดๆ ให้ดูด้วย เช่นตอนที่ให้คนไปนอนบนรางรถไฟที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง เปนซีนที่แบบว่าดูแล้วหลับตาปี๋ แล้วก็มีฉากเอาคนไปห้อยต่องแต่งบนตึกสูงให้ดูอีกต่างหาก หัวใจจะวาย

ส่วนประเด็นที่น่าสนใจของหนัง ก็น่าจะเปนการวิพากษ์สังคมออนไลน์คือพฤติกรรมกากๆ ของพวกนักเลงคีย์บอร์ดที่มักซ่อนตัวในเงามืด เกิดเหตุดราม่าขึ้นทีไรก็มักจะเฮละโลเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเต็มที่  โดยเฉพาะการคอมเมนต์วิจารณ์โน่นนี่แบบเอามัน ไม่แยแสว่าสิ่งที่ตนทำเพื่อความสะใจนั้น มันสร้างผลกระทบมหาศาลต่อชีวิตคนๆ หนึ่งเพียงใด แต่พอเจอ ‘ของจริง’ ที่เล่นไม้แข็งเข้าให้เท่านั้นก็พากันหัวหด วิ่งหนีหางจุกตูดแทบไม่ทัน บทสรุปของหนังคือการบอกว่า เราทุกคนล้วนมีส่วนในการสร้างสรรค์สังคมออนไลน์ให้ดีงามขึ้นได้ เพียงแต่ช่วยกันมีสติให้มากๆ จะคิดจะทำอะไรก็คิดให้ดีก่อนว่ามันจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนเสียหายกับการกระทำชั่ววูบของตนหรือเปล่า #โลกสวย ^^


#BenHur (Timur Bekmambetov, 2016) ... เผอิญเกิดไม่ทันได้ดูหนังเวอร์ชั่นปู่ ชาร์ลตัน เฮสตัน แสดงเปน เบนเฮอร์ ปี 1959 อะฮะ (ถ้าเกิดทัน น้องมอดก็คงจะแก่หงำแล้วแหละฮะ หุหุ) จำได้ว่าตอนเด็กก็เคยเห็นวิดีโอให้เช่ามานอนตีพุงดูที่บ้านได้ นึกไม่ออกว่าเคยเช่ามาหรือเปล่า ถ้าเช่ามาก็คงจะดูๆ หลับๆ เปนแน่แท้ เพราะเวอร์ชั่นนั้นมันยาวตั้งสามชั่วโมงละมัง อดคิดไม่ได้ว่าคนสมัยนี้นี่อดทนกันดีจุง หนังยาวขนาดนั้นไม่รู้ดูกันเข้าไปได้อย่างไร แค่คิดก็เมื่อยก้นแทน 5555+

ก็อย่างที่รู้ๆ ว่าฉากเด่นของหนังเรื่องนี้ คือฉากแข่งรถม้าซึ่งเปนฉากที่ยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้าง และได้รับคำยกย่องอย่างมาก ก่อนหน้าจะได้ดูเวอร์ชั่นใหม่ น้องมอดเพิ่งได้ดูคลิปในยูทูป เพื่อจะได้เอามาเทียบกับของใหม่ว่าจะเปนยังไง ซึ่งพอเทียบแล้วก็คิดว่าน่าจะพอสู้ได้นะฮะ เผลอๆ อาจพูดได้ว่าน่าตื่นเต้น ลุ้นระทึก ครึกโครมมากกว่าด้วยซ้ำ (อันนี้พูดภายใต้เงื่อนไขที่ว่า น้องมอดได้ดูในโรงหนังที่ฉายในระบบสามมิติอะนะ ทั้งภาพทั้งเสียงจึงย่อมโอฬารตระการตากว่าดูจากจอเล็กๆ ในยูทูป) แต่ก็คิดว่ามันคงต้องใช้เอฟเฟ็คท์ใช้ซีจีมากโขอยู่แหละ ไม่งั้นคงไม่ออกมาดูสมจริงสมจังได้ถึงปานนั้นเด็ดขาด

ส่วนเนื้อเรื่องก็น่าจะเหมือนเดิม #เพิ่มเติมคือความกระชับ ^_^ เพราะรากเดิมของหนังคือนิยายปี 1880 ซึ่งถูกสร้างเปนหนังเปนอนิเมชั่นหลายครั้งแล้ว แต่เฉพาะที่ ‘ปัง’ สุดคือฉบับที่ปู่เฮสตันเล่น แม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 60 ปีแล้ว แต่ผู้คนก็ยังคงไม่ลืมเลือน จึงน่าจะถือเปนโจทย์ยากเย็นยิ่งของคนทำเวอร์ชั่นนี้ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ถูกด่าว่าไม่เจียมกะหาหัว ริเอาหนังคลาสสิคมารีเมค ทำออกมาแล้วจะดีงามได้ถึงสักครึ่งเดียวของเวอร์ชั่นเดิมก็หาไม่ บลาๆๆ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่น้องมอดมองว่าหนังก็สนุกดี เล่าเรื่องไม่น่าเบื่อ มีความน่าสนใจติดตามพอสมควร ที่สำคัญคือมันไม่ยืดเยื้อเยิ่นเย้อ แต่รวบรัดเข้าสู่ประเด็นแบบไม่ชักช้า คงเพราะรู้ว่าคนดูยุคนี้จดจ่อรอดูฉากแข่งรถม้ามากกว่าอื่นใด เลยต้องรีบเดินเรื่องให้เร็วๆ เอาเฉพาะเนื้อๆ

ภาพรวมของหนังเลยดูเปนหนังเอาสนุกเอาบันเทิง มากกว่าเอาเนื้อหาสาระ (เทียบง่ายๆ คือเหมือน God of Egypt ผสม Fast & Furious อะไรแบบนั้น) เพราะพูดตามตรงคือน้องมอดดูแล้วไม่ค่อยเก็ทเท่าไหร่ว่าตัวละครมันอะไรยังไง อย่าง เบนเฮอร์ นั้นตอนต้นเรื่องก็ประกาศตัวชัดเจนว่ารักสันติ ไม่นิยมใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา แต่พอโดนพี่ชายบุญธรรมทรยศจนตัวเองต้องกลายเปนทาสอยู่นานปี เลยกลายเปนคนแค้นฝังหุ่น คิดแต่จะแก้แค้นอย่างเดียว ใครห้ามก็ไม่ฟัง ดูแล้วก็ออกจะงงๆ ตามความคิดตัวละครไม่ค่อยจะทัน (แต่ก็เข้าใจนะฮะว่าใครก็ตามที่โดนแบบเดียวกัน จะให้ดำรงตนเปนพ่อพระอยู่ตลอด ก็ออกจะเกินจริงไปหน่อย #ปล่อยหน้าที่นั้นให้เปนของพระเยซูไปเถอะ) เลยนั่งดูแบบเอามันไปงั้นๆ เอง หุหุ

ด้านนักแสดงนำสองคนก็เล่นกันได้โอเคอยู่นะ คือพอเอาตัวรอดไปได้ตามสมควร นี่เพิ่งรู้ว่า แจ๊ค ฮุสตัน พระเอกเวอร์ชั่นนี้ เปนลูกหลาน จอห์น ฮุสตัน ผู้กำกับระดับตำนานของฮอลลีวู้ดซะด้วย ฝีมือการแสดงก็ดูพอไหว แต่รูปลักษณ์ถ้าเทียบกับปู่เฮสตันสมัยกระโน้นแล้วต้องบอกว่าห่างกันไกลหลายขุม เพราะดูผอมๆ แห้งๆ เพรียวๆ หาความบึกบึนใดๆ ไม่ได้เลย จำได้ว่าเคยมีคนเขียนถึงปู่เฮสตันว่าเปนนักแสดงที่ต่อให้หนังใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีทางกลบรัศมีความเปนดาราของเขาลงได้ หากมองในแง่นี้ น้องแจ๊คก็คือแพ้หลุดลุ่นไปเลย เพราะดูเปนดาราหน้าใหม่มาก ยังไม่เคยมีผลงานเปนที่รู้จักในวงกว้างเลยด้วยซ้ำ แถมที่ได้เข้ามาเล่นเรื่องนี้ก็เพราะมาเสียบแทน ทอม ฮิดเดิลสตัน ซึ่งหนีไปเล่น Kong: Skull Island แทน (คงรู้แกวว่าถ้าเล่นก็คงไม่รุ่งละมัง หุหุ)

สรุปคือหนังพอดูได้นะฮะ คือยุคนี้เราคงจะหวังได้ดูหนังเอพิค-มหากาพย์ใหญ่โตแบบเมื่อก่อนได้ยากละ เพราะโรงหนังมันเล็กลง เลยพลอยทำให้หนังดู ‘เล็ก’ ลงตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ (“It’s the pictures that got small” แบบที่ป้านอร์ม่า เดสมอนด์ #SunsetBoulevard พูดยังไงยังงั้นแหละ) อีกอย่างคือสมัยก่อนจะดูหนังต้องดูในโรง เพราะการดูหนังถือเปนการเข้าไปรับ ‘ประสบการณ์’ อันหาได้ยากในชีวิตจริง แต่สมัยนี้ดูกันได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน เพราะงั้น ก็อย่าดูโดยเอาไปเทียบกับเวอร์ชั่นเก่า เด๋วจะเห็นได้ชัดเจนว่ามันคือฟ้ากับเหวดีๆ นี่เอง… :’-P

No comments: