TRAIN TO BUSAN
(Yeon Sang Ho, 2016)
อยากดูมากๆ อยากดูที่สุด ไม่ใช่เพราะชอบดูหนังซอมบี้หรอกฮะ แต่เพราะมี กงยู ‘เจ้าชายกาแฟ’ ขวัญใจตลอดกาลของน้องมอดร่วมแสดงด้วยต่างหาก! คือจริงๆ ไม่ค่อยสนใจหรอกว่าหนังมันอะไรยังไง ดูแววแล้วอดคิดไม่ได้ว่ามันคงออกมาประมาณเดียวกับหนังซอมบี้ส่วนใหญ่ที่สร้างกันออกมานับไม่ถ้วนเรื่อง จนอดรู้สึกไม่ได้ว่ามันออกจะเฝือๆ ซ้ำซาก ไม่น่าจะมีอะไรแปลกใหม่ แต่ปรากฏว่า…
1) หนังสนุกสุดตีน! : พูดให้ดูหยาบคายไร้การศึกษากว่านั้น คือหนังแม่งโคตรพ่อโคตรแม่...สนุก! เพราะลุ้นระทึก มันสะใจ ตื่นเต้นชิบหาย! นั่งดูแบบตัวเกร็ง-จิกเบาะตลอด เอาใจช่วยตัวละครให้รอดปลอดภัยจากคมเขี้ยวของฝูงซอมบี้กระหายเลือดบนรถไฟที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง หนังใช้ประโยชน์จากการใช้ที่แคบๆ มาสร้างความสับสนและน่าหวาดเสียวสะพรึงกลัวแก่คนดูได้สุดยอด ฉากที่ผู้โดยสารจำนวนมากพากันแตกตื่นหนีตายกันเปนโกลาหลนั้น อดคิดไม่ได้ว่าถึงต่อให้รอดจากถูกซอมบี้กัด ก็คงไม่แคล้วโดนเหยียบตายแน่แท้ เพราะทางเดินในโบกี้รถไฟนั้นมันแคบจะตายชัก! แถมทางหนีทีไล่ก็มีอยู่ทางเดียวคือด้านตรงข้ามกับที่ฝูงซอมบี้พุ่งมา จะกระโดดหนีออกด้านข้างก็ไม่ได้เพราะรถมันปิดทึบหมด (แต่เปนรถไฟฟ้าไทยก็ว่าไปอย่างเนาะ! หึหึ) ส่งผลให้ตัวละครตกอยู่ในสถานการณ์จนมุม (Trap Situation) อย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็เลยนึกถึง Snake on the Plane ที่เอางูพิษขึ้นไปไล่กัดคนบนเครื่องบินนั่นไง ก็ใช้สถานที่คับแคบมาเปนเงื่อนไขในการสร้างเหตุการณ์ระทึกขวัญเหมือนกัน แต่คิดว่า Train to Busan น่าจะทำออกมาได้สนุกกว่านะฮะ #เพราะว่าเพิ่งดู_55555 ม่ายช่ายยยยยยยย เพราะว่า…
2) บทหนังดีโคตร!! : อย่างที่รู้ๆ กันแหละฮะ ว่าหนังเปนเรื่องของตัวละครที่ต้องหนีตายจากฝูงซอมบี้บนรถไฟความเร็วสูง เปนหนังแบบที่เรียกว่า plot driven เน้นการขับเคลื่อนเรื่องราวโดยใช้สถานการณ์ฉุกเฉินเปนตัวกดดัน สร้างความบีบคั้นบังคับให้ตัวละครต้องแสดง reaction หรือปฏิกิริยาโต้ตอบออกมา คือกลัวตายจนต้องวิ่งหนีซอมบี้ หากหนีทันก็รอด แต่ถ้าหนีไม่ทันโดนมันขย้ำก็กลายร่างจากคนธรรมดาเปนซอมบี้ (หรืออีกนัยหนึ่งคือ ‘ผู้ติดเชื้อ’) ไม่มีอะไรซับซ้อน! ซึ่งความโดดเด่น-ดีงามประการหนึ่งของบทหนังเรื่องนี้ คือการสร้างปัญหาและอุปสรรคให้ตัวละครต้องต่อสู้ฝ่าฟันอย่างต่อเนื่อง แถมยังออกจะเปนการต่อสู้ที่ยากเย็นแสนเข็ญกว่าในหนังซอมบี้เรื่องใดๆ เพราะพวกเขาไม่มีอาวุธหนักมาใช้สู้รบตบมือกับฝูงซอมบี้กระหายเลือดแม้แต่อย่างเดียว นอกจากไม้เบสบอลแล้วก็เหลือแต่หมัดลุ่นๆ เท่านั้น พูดได้ว่ามีแต่มือเปล่ากับขาสองข้างที่มักจะใส่ตีนหมาโกยแน่บแบบวิ่งให้เร็วเท่าที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เลยอดคิดไม่ได้ว่าแต่ละคนน่าจะเคยผ่านสนามวิ่งมาราธอนมาก่อน เพราะวิ่งอึดวิ่งทน บางคนก็วิ่งเร็วกว่าซอมบี้เสียอีก โดยเฉพาะตัวละครหญิงท้องแก่
ทำให้ต้องคอยลุ้นเอาใจช่วยตัวละครจนแทบไม่ได้หายใจหายคอ เพราะเหยื่อเคราะห์ร้ายที่ต้องมาตกอยู่ในวิกฤติแห่งความเปนความตายในครั้งนี้ ก็มีครบทั้งเด็ก, สตรีมีครรภ์ และคนชรา ซึ่งจัดอยู่ในประเภท ‘ตัวละครที่ไม่อาจช่วยเหลือตนเอง’ (Helpless Character) อย่างเห็นได้ชัด ข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือตัวละครกลุ่มนี้ล้วนเปน ‘เพศหญิง’ ทั้งหมด ขณะที่ตัวละครที่แข็งแรง ต้องทำหน้าที่ดูแลปกป้อง คอยคุ้มครองสวัสดิภาพของพวกเขาล้วนเปน ‘เพศชาย’ ซึ่งไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดชายเปนใหญ่ในสังคมเกาหลีอย่างชัดเจน โดยบุคลิกของตัวละครกลุ่มหลังก็ดูขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่แสดงออกอย่างสิ้นเชิง คือคนที่มีมาดดูดี มีบุคลิกอบอุ่นกรุ่นใจ แลดูเปนที่พึ่งพาพักพิงได้ แต่พอเกิดเหตุร้ายขึ้นมากลับกลายเปนคนใจร้าย เลือดเย็น และเห็นแก่ตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ ต่างจากคนที่ดูเปนนักเลงถ่อยๆ พูดจากระโชกโฮกฮากเอะอะ มึงมาพาโวย ท้าตีท้าต่อย แกว่งปากหาตีนจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ดันเปนคนที่ยอมเสี่ยงอันตรายเข้าช่วยผู้อื่นแบบไม่คิดชีวิตซะงั้น!
3) วิกฤติการณ์เผยสันดานมนุษย์ : แม้จะเปนหนังที่เน้นเหตุการณ์เข้ามาสร้างผลกระทบแก่ตัวละคร แต่การวางบุคลิกของตัวละครในเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้ดี คือเต็มไปด้วยความมีเลือดเนื้อ มีชีวิตจิตใจ จนคนดูสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาต่อเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบ อันส่งผลถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกมา ทำให้คนดูได้รู้จักตัวละครในแง่มุมที่ลึกกว่าแค่ตาเห็น นั่นคือคนดูก็ได้รู้ว่าคนที่แต่งตัวดี อาจไม่ได้เปนคนดีจริงอย่างที่แสดงออก ทันทีที่เห็นความตายมาเคาะประตูอยู่ตรงหน้า แต่คนที่ดูยังไงก็ไม่มีแววว่าจะเปนคนดี แต่พอเกิดนาทีวิกฤติขึ้นมากลับนึกถึงคนอื่นก่อนตัวเองทันที ขณะที่บางคนก็เผยธาตุแท้แห่งความเห็นแก่ตัวออกมาอย่างชัดเจนจนชวนให้ขนลุก
จะเห็นว่า ในท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติแบบเดียวกัน ตัวละครต่างก็แสดงปฏิกิริยาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แม้ตัวละครบางตัวจะมีพฤติกรรมที่ดูน่ารังเกียจจนนึกอยากให้มันตายโหงตายห่าไปเสียให้สะใจ แต่บทหนังก็ยังให้ข้อมูลเบื้องหลังอันทำให้เขาต้องเผยสันดานเลวร้ายนั้นออกมา แม้ว่าจะไม่ทำให้เปลี่ยนใจมาให้อภัยก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราเข้าใจเหตุผลในการกระทำของตัวละครได้มากขึ้น ว่าเปนผลมาจากสัญชาตญาณแห่งความรักตัวกลัวตายเปนตัวกำหนดชี้นำ พูดให้ง่ายกว่านั้นคือเปนเพราะเขา ‘รักตัวเอง’ มากกว่าเพื่อนร่วมโลก คนอื่นจะเปนจะตายก็ช่างหัวมัน ขอเอาตัวเองรอดไว้ก่อนละกัน!
อาจเปนเรื่องง่ายสำหรับคนดูหนังอย่างเราๆ ซึ่งนั่งเอ้เตดูหนังอยู่ในโรงโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์บนจอ จะชี้นิ้วตัดสินตัวละครบางตัวในหนังเรื่องนี้ว่าเปนคนต่ำช้า-สารเลว-เห็นแก่ตัวอย่างรังเกียจ แต่ในความเปนจริงของมนุษย์ ปฏิเสธได้ยากว่าแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือกับเรื่องต่างๆ ไม่เหมือนกัน จึงเปนเรื่องยากที่ระบุชี้ชัดลงไปว่าใครเปนคนดีหรือคนเลว ภายใต้วิกฤติการณ์หนักหน่วงบีบคั้นกดดัน เท่าที่พอจะพูดได้ก็แค่ว่าคนเรานั้นมีระดับความ ‘อ่อนไหว’ ต่อความกลัวตายไม่เท่ากันนั่นเอง
4) ซอมบี้วิ่งได้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ??? #เสียงสูง : พูดได้ว่าตั้งแต่ แดนนี่ บอยล์ ทำให้ซอมบี้วิ่งได้ใน 28 Days Later (2002) เปนต้นมา มันคือการพลิกโฉมหน้าหนังซอมบี้ไปตลอดกาลเลยทีเดียว เพราะนับแต่นั้นก็ไม่เคยดูหนังซอมบี้เรื่องใดที่ค่อยๆ เดินเตาะแตะ-สะเงาะสะแงะ-ช้าเชื่องเอื้องหลวงเข้าหาเหยื่ออีกเลย เช่นเดียวกับเรื่องนี้ แม้ซอมบี้จะยังคงวิ่งได้เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติม และทำให้กลายเปนซอมบี้ที่แตกต่างจากหนังซอมบี้อื่นๆ (ไม่แน่ใจว่าที่จะพูดต่อไปนี้จะถือเปนการ #สปอยล์ หรือเปล่า เอาเปนว่าใครอยากอ่านก็อ่านละกัน แต่อย่ามาโทษว่าทำให้ดูหนังไม่สนุกนะฮะ ^_^) คือการที่หนังกำหนดให้ซอมบี้มีอาการเหมือนตาบอดตอนกลางคืน มองอะไรในความมืดไม่เห็น ทำให้เกิดเปนช่วงเวลาเขย่าขวัญ (Moment of Suspense) สร้างความตื่นเต้นระทึกขวัญแก่คนดูได้เปนอย่างดี โดยมีเงื่อนไขของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งเปนอะไรที่ฉลาดสุด อดไม่ได้ที่ต้องขอชมคนเขียนบทเรื่องนี้จริงๆ ว่าเก่งในการคิดสถานการณ์จนมุมให้ตัวละครมาทำให้คนดูพลอยใจหายใจคว่ำได้ตลอดเรื่อง
อีกข้อคือซอมบี้เรื่องนี้ แม้จะแลดูกระหายเลือด ชอบกระโดดกัดหูคน แต่มิได้ต้องการฉีกทึ้งเนื้อมนุษย์กินเปนอาหารเหมือนซอมบี้เรื่องอื่น ที่งับแล้วกระชากเนื้อหลุดติดปาก หรือลากไส้ออกมาขม้ำเคี้ยวกลืนอย่างมูมมามชวนน้ำลายสอ แต่เรื่องนี้ ซอมบี้แค่กัดจนเหยื่อกลายร่างเปนซอมบี้แล้ว ก็ผละไปกัดคนอื่นต่อทันควัน ไม่มีฉากกินเนื้อคนให้เห็นเลยแม้แต่ฉากเดียว
รู้มาเลาๆ ว่าเรื่องนี้ ผู้กำกับได้แรงบันดาลใจมาจากเมื่อหลายปีก่อนเกิดไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ระบาดในเกาหลี สร้างความตื่นตระหนกตกใจไปทั่วประเทศอย่างไม่อาจควบคุม เพราะมันเปนโรคติดต่อที่ไม่มีทางรักษาหาย เปนแล้วตายแน่แหงแก๋! คนเลยกลัวกันมาก เกิดเปนความแตกแยกขึ้นในหมู่ประชาชนชาวเกาหลี ใครที่ต้องสงสัยว่าอาจจะติดเชื้อนี้มาจะถูกขับไล่ให้ไปอยู่ที่อื่นอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ ไม่ยอมรับฟังเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งผู้กำกับก็จำลองเหตุการณ์มาใส่ไว้ในหนังด้วย ดูแล้วสะเทือนใจมากกว่าคนเราทำไมใจร้ายต่อกันได้ถึงขนาดนี้ ทั้งที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤติเดียวกัน น่าจะเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าจะรังเกียจกัน แต่พอลองคิดว่า ถ้าเปนเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน ไม่ต้องถึงขั้นเปนซอมบี้หรอก แค่ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วมีคนมาไอแค็กๆ อยู่ข้างๆ ตลอดเวลา บางทีเรายังรู้สึกรังเกียจ กลัวติดเชื้อ จนอยากจะปลีกตัวเองออกมาให้ห่างเหมือนกัน (แต่ถึงงั้น ถ้าเปนน้องมอดก็ไม่กล้าชี้หน้าไล่คนอื่นให้ไปไกลๆ หรอกเนาะ แบบนั้นมันแลดูไร้มนุษยธรรมเกินไปอะฮะ T T)
เข้าใจว่าผู้กำกับคงตั้งใจให้สภาวะความเปนซอมบี้ในเรื่องนี้คือ ภาพเปรียบเทียบ (Allegory) ของผู้ที่ติดเชื้อหวัดในเกาหลีเมื่อหลายปีก่อน นี่อาจจะเปนเหตุผลว่าทำไมหนังเรื่องนี้ ซอมบี้จึงแค่แพร่เชื้อให้คนอื่นเปนซอมบี้เหมือนตน แทนที่จะกัดกินเนื้อคนให้เอร็ดอร่อยพุงกาง รวมถึงฉากที่มนุษย์ต่อสู้ซอมบี้ก็ไม่มีการใช้อาวุธหนักเข่นฆ่าทำร้าย คนดูเลยไม่ได้เห็นฉากระเบิดหัวซอมบี้กระจุย หรือใช้มีดใช้ฟันหัวแบะสมองกระจายแม้แต่ฉากเดียว พูดอีกแบบคือแม้ว่าพวกเขาจะติดเชื้อโรคติดต่อถึงตาย (กลายเปนซอมบี้) แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีความเปนมนุษย์ มีความรักตัวกลัวตายไม่ต่างจากผู้อื่น จึงไม่จำเปนที่จะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร้มนุษยธรรม แบบที่เคยเห็นกันในหนังซอมบี้ทั่วไปอย่างใด
จริงอยู่ที่เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติขึ้น คนเราย่อมจะต้องคิดถึงตัวเองเปนลำดับแรก แต่ แต่เราควรจะทำให้อย่างไรให้ ‘การเอาตัวรอด’ ของเรา ไม่ข้ามเส้นจนกลายเปน ‘ความเห็นแก่ตัว’ นั้น เรื่องนี้คงตอบให้ชัดๆ ได้ยาก นอกจากต้องเจอวิกฤติด้วยตัวเองจริงๆ นั่นละมังฮะ… :’-P


No comments:
Post a Comment