Monday, July 25, 2016

EVERYBODY WANTS SOME (2016)


EVERYBODY WANTS SOME
(Richard Linklater, 2016)

ตอนต้นๆ เรื่อง น้องมอดเผลอหลับไปหน่อยนุงแหละ อดรู้สึกไม่ได้ว่าเปนหนังที่ต้อง ‘ตั้งใจ’ ดูพอสมควรเลยนะฮะ แบบว่าดูไปสิบนาทีแล้วก็ยังไม่เห็นว่าจะมีเรื่องราว มีเหตุการณ์น่าตื่นเต้นเร้าใจอะไรยังไงสักเท่าไหร่ จนหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาดูต่อก็ยังไม่มีอะไรอีกอยู่ดี แต่ก็เอาวะ! ไหนๆ ก็เปนหนัง ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ ผู้กำกับ Boyhood และไตรภาค Before บลาๆๆ เชียวนะ! ชื่อเสียงของผู้กำกับน่าจะทำให้เชื่อได้ว่าต้องมีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่ในหนังบ้างแหละ ก็เลยพยายามถ่างตาดูต่อ ไม่ยอมให้ตัวเองหลับพับไปอีกรอบ ทั้งที่ง่วงเหมือนจะตาย…



ปรากฏว่าหนังก็มีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่จริงๆ ฮะ เยอะด้วยแหละ ท่ามกลางการเล่าเรื่องแบบเรื่อยเปื่อย ไม่มีเหตุการณ์ระทึกใจ ชวนให้รู้สึกตื่นเต้นใดๆ เลย คือทั้งเรื่องก็มีแต่ติดตามดูพฤติกรรมบ้าบอของทีมนักกีฬาเบสบอลของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งตลอดช่วงสามวันก่อนเปิดเทอมและการรวมตัวฝึกซ้อมครั้งแรกของพวกเขา ซึ่งก่อนจะไปถึงตรงนั้น ทุกคนก็พร้อมใจกันไม่ทำอะไรมากไปกว่าเล่นสนุกเฮฮา จัดปาร์ตี้ เที่ยวบาร์ หลีหญิง พี้ยา เมาปลิ้นกันเต็มที่ ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากกอบโกยความสุขใส่ตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้! ซึ่งก็น่าแปลกใจตัวเองเหมือนกันนะฮะ ว่าพอดูไปเรื่อยๆ ก็ชักอยากรู้ว่าสุดท้ายแล้ว เรื่องราวในหนังมักจะไปลงเอยที่จุดใด ตัวละครจะไปได้สุดทางของมันสักแค่ไหน… ซึ่งถ้าเปนผู้กำกับคนอื่น คงนำพาตัวละครไปบนเส้นทางมืดดำกว่านี้ แต่นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในงานของริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์แน่นอน

สารภาพตามตรงว่า น้องมอดดูหนังเรื่องนี้ด้วยสภาพร่างที่ไม่ค่อยพร้อมนัก อีกอย่างคือตัวเองก็ไม่มีโมเมนต์น่าจดจำกับเพื่อนร่วมแก๊งแบบในหนังสักเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมด้วยกัน หรือถึงทำก็ออกแนวเปนผ้าพับไว้...เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ กีฬาไม่เล่น กามารมณ์ไม่เกี่ยง เอ๊ย! การพนันไม่ยุ่งเกี่ยว วันๆเอาแตอ่านหนังสือ และเข้าโรงหนัง #ใช้ชีิวตแบบมีแก่นสารมากกกกกก… เลยไม่ค่อย ‘อิน’ กับหนังเท่าไหร่ แถมตัวละครก็พูดมาก พูดกันอยู่นั่นแหละ เหมือนโดนผีเจาะปากให้พูด อ่านซับไตเติ้ลกันจนมึนตาลายไปเลย (ซึ่งต้องขอชมคนแปลซับไตเติ้ลเรื่องนี้ด้วยนะฮะ ว่า ‘เก่ง’ และ ‘อึด’ มาก จนอดคิดไม่ได้ว่าคนแปลซับฯ น่าจะตาเหลือกอยู่ไม่น้อย เพราะตัวละครมันพูดกันไปพูดกันมาจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่ติดเบรค แถมถอดความออกมาแล้วยังอ่านได้เข้าใจราบรื่นอีกต่างหาก ทั้งที่น้องมอดอยู่ในสภาวะหลับๆ ตื่นๆ สลึมสลือ ครึ่งๆ กลางๆ ด้วยซ้ำ! เทียบกับตอน Boyhood คือพูดเลยว่าคนแปลซับฯ ทำ ‘เสียหนัง’ มาก เพราะอ่านแทบไม่รู้เรื่อง เล่นคำสวิงสวายบ้าๆบอๆ อ่านแล้วต้องแปลไทยเปนไทยด้วยซ้ำ! สรุปว่าหนังจะดีหรือจะแย่ มันขึ้นอยู่กับคนแปลซับฯ ด้วยนะฮะ อย่าแค่สักแต่เอาเซเล็บฯ หน้าไหนมาแปลก็ได้! #จบนะ #เคสนี้คือแค้นฝังหุ่นสุดๆ)

อย่างหนึ่งที่ชอบในหนังเรื่องนี้ คือดูแล้วรู้สึกว่า คนเราถ้าคิดจะทำอะไรห่ามๆ บ้าบอคอแตก ไม่แยแสสนใจอะไรมากไปกว่ากอบโกยความสุขสนุกสนานใส่ตัว ก็คงต้องทำซะตั้งแต่ยังอายุน้อยๆ ยังเปนวัยรุ่น ยังเรียนหนังสืออยู่นี่แหละ เพราะว่าเปนวัยที่ยังไม่ต้องรับผิดชอบกับชีวิตมากมาย สามารถลองใช้ชีวิตแบบลองผิดลองถูกได้หลากหลาย โดยไม่ต้องกังวลกับวันข้างหน้าว่าจะเปนอย่างไร นอกจากใช้ชีวิตแต่ละวันให้มีความสุขอย่างเต็มที่ เพราะเอาเข้าจริง โอกาสที่จะได้ทำอะไรแบบนี้ ได้อยู่กับเพื่อนๆ คอเดียวกัน เฮไหนเฮนั่น มันคงอยู่ได้ไม่นาน เพราะวันเวลาก็มีแต่จะเดินหน้าและพัดพาให้ทุกสิ่งอย่างผันแปรตามไปด้วย พูดง่ายๆ คือคนเรามีแต่จะอายุมากขึ้นทุกขณะ ไม่มีอะไรที่อยู่คงเดิมได้ตลอดไป การพยายามยื้อให้ทุกสิ่งอย่างรอบตัวยังคงเหมือนเดิม ย่อมมีแต่จะนำพาชีวิตตนก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความน่าสมเพช ดังเช่นที่มีตัวละครตัวหนึ่งโกงอายุ เพื่อให้ตนยังคงดำรงสถานภาพความเปนนักศึกษาต่อไปนั่นเอง

จริงๆก็เปนหนังที่น้องมอดชอบมากนะฮะ ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ ได้อารมณ์และบรรยากาศย้อนยุคกลับไปในอดีดหลายอย่างที่ชวนให้น้ำตาซึม ดูแล้วตะลึงมากๆ ว่าหนังจำลองยุค 80 ให้กลับมาปรากฏบนจอหนังอีกครั้งได้อย่างน่าทึ่ง อยากให้คนไทยทำหนังไทยย้อนกลับไปในยุค 80 แบบเรื่องนี้บ้างจุง แต่ก็คงได้แต่หวังเท่านั้นแหละฮะ… :’-P

No comments: