Thursday, July 21, 2016

ขุนพันธ์ (พ.ศ. ๒๕๕๙)



ขุนพันธ์
(ก้องเกียรติ โขมศิริ, พ.ศ. ๒๕๕๙)

แปลกใจจุง! ที่ได้ยินว่ามีคนไม่ชอบหนังเรื่องนี้ ในทวิตเตอร์ด่ากันโขมงโฉงเฉง สาดเสียเทเสียกันเลยทีเดียว แต่น้องมอดกลับรู้สึกว่าหนัง ‘สนุก’ ออกจะตายไปนะฮะ! ไม่มีส่วนไหนที่เรียกว่าน่าเบื่อชวนให้ง่วงเลย พูดตรงๆ คือตอนแรกกะว่าจะเข้าไปนั่งหลับด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าหนังคงจะออกมาน่าเบื่อตามแบบหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญ แต่ปรากฏว่า…


1) ไม่ใช่หนังชีวประวัติ : ที่ต้องพูดแบบนั้น เพราะว่าดูจบแล้วก็ไม่เห็นจะรู้จักขุนพันธ์มากไปกว่าที่รู้ก่อนจะเข้าไปดู คือเปนตำรวจตงฉิน ผู้เก่งกล้าสามารถ และมีคาถาอาคมไว้คุ้มครองตนให้รอดพ้นอันตรายยามเข้าตาจนได้อย่างฉิวเฉียด แต่พื้นเพภูมิหลังอื่นๆ ไม่ว่าจะเปนลูกเมียครอบครัว กลับไม่มีให้รู้จักเลยแม้แต่อย่างเดียว หนังเปิดเรื่องด้วยการให้ ขุนพันธ์ (อนันดา เอเวอริงแฮม) ได้รับคำสั่งให้แฝงตัวเข้าไปปฏิบัติภารกิจเสียงตายเพียงลำพังยังปักษ์ใต้ เพราะมีจอมโจรนามกระเดื่อง อัลฮาวียะลู (กฤษดา สุโกศล แคลปป์) ออกอาละวาดปล้นสะดมภ์และเข่นฆ่าผู้คนจำนวนมากโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ทั้งยังมีชื่อเสียงด้านเรืองเวทย์มนต์จนยากที่ผู้ใดจะต่อกร จึงเปนหน้าที่และความรับผิดชอบของขุนพันธ์ที่จะต้องจับตัวโจรร้ายรายนี้มารับโทษเพื่อคืนความสงบสุขแก่บ้านเมืองสืบไป

จะเห็นว่าพล็อตหลักของหนังคือเรื่อง ‘ตำรวจจับผู้ร้าย’ พูดอีกแบบคือเปนการปะทะกันระหว่างความดีกับความชั่ว-ความมืดกับความสว่าง-ธรรมะกับอธรรม โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็มีฝีมือและความเก่งกาจสามารถทัดเทียมกัน พูดง่ายๆ คือ ‘กินกันไม่ลง’ เพราะงั้น เหตุการณ์หลักๆ ของหนังจึงมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้ห้ำหั่นกันระหว่างพระเอกกับผู้ร้าย จนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากหรอกว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป…

2) ตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่ : กลายเปนว่าคนดูกลับรู้จัก อัลฮาวียะลู ตัวละครที่ถือเปน antagonist ของหนัง มากกว่าจะรู้จัก protagonist อย่างขุนพันธ์แทนซะงั้น! คือคนดูรับรู้ว่าอัลฮาวีเปนลูกเต้าเหล่าใคร มีเหตุผล มีแรงจูงใจอันใดที่ทำให้เขาต้องมายืนอยู่คนละฟากฝั่งของกฎหมาย กลายเปนเสือร้ายจอมขมังเวทย์ที่ใครๆ หวาดหวั่นเกรงกลัว ดูแล้วก็เลยรู้สึกสงสารเห็นใจอัลฮาวีมากกว่าขุนพันธ์อย่างช่วยไม่ได้ เพราะเรื่องราวชีวิตของเขาออกจะมีสีสัน มีดราม่าเข้มข้น น่าสนใจกว่าขุนพันธ์ ซึ่งถูกนำเสนอภาพออกมาในแง่ของบุคคลผู้เปี่ยมล้นคุณธรรม ความกล้าหาญ ยึดมั่นในคุณความดี และปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ถือเปนแบบอย่างที่ข้าราชการไทยควรยึดถือ บลาๆๆๆ… ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่าหนังออกจะนำเสนอภาพลักษณ์ของขุนพันธ์ให้แลดูเปน ‘เทพ’ เปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรแก่การเคารพบูชา ต่างจากอัลฮาวีที่แลดูมิติของความเปน ‘มนุษย์’ มากกว่า…

3) สองสาวสบึมอารมณ์ : ที่จริงทั้ง พี่จ่อย อนันดา กับ พี่น้อย กฤษดา ต่างก็ ‘เล่นดี’ ทั้งคู่นะฮะ (ไหนๆก็มีศักดิ์ศรีเปน BKK Critic Assembly Winner-ผู้ได้รับรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ทั้งคู่!) เพราะก็เห็นๆ กันอะเนาะ ว่าทั้งสองทุ่มเทให้กับการเล่นหนังเรื่องนี้มาก แม้จะเปนตัวละครที่ต้องเรียกว่า flat character คือ ‘แบนราบ’ ไปสักหน่อย คือดีก็ดีสุดๆ ชั่วก็ชั่วสุดๆ อะไรทำนองนั้น แต่ก็ถือเปนบทที่ ‘ยาก’ ไปคนละแบบ การตีความบุคลิกและการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่ออกมาเลยแตกต่างกันลิบ อย่างขุนพันธ์ก็ออกแนวนิ่งๆ เคร่งขรึม ดูสุขุมรอบคอบ ใจเย็น ไม่บุ่มบ่าม จะทำอะไรก็มีสติอยู่กับตัวตลอด แบบว่าพอจวนตัวทีไรก็สวดมนต์ทุกที ส่วนอัลฮาวีกลับดูพลุ่งพล่าน เลือดร้อน ออกแนวบ้าคลั่งกระหายเลือด ท่าทางเหมือนพร้อมจะระเบิดความรุนแรงออกมาได้ตลอดเวลา แต่พอทั้งสองมาเข้าฉากร่วมกัน กลับรู้สึกไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ คือพี่จ่อยก็แอ็คติ้งแบบ ‘มินิมอล’ คือแสดงออกแต่น้อยจนดูหนืดเนือย ตรงข้ามกับพี่น้อยที่ออกแอ็คติ้งแบบ ‘เบอร์ใหญ่สุด!’ ทุกฉาก ออกแนวจ้างร้อยเล่นหมื่น อะไรทำนองนั้น เหมือนอยู่วงดนตรีเดียวกัน แต่ต่างคนต่างเล่น ก็เลยไปกันคนละทาง ทำให้ดูแล้วไม่ค่อยประทับใจเท่าที่ควร

กลายเปนว่าน้องมอดดันประทับใจบทบาทและฝีมือการแสดงของนักแสดงสมทบในเรื่องแทน แต่ขอพูดถึงเฉพาะที่ประทับใจมากๆ แค่สองคน คนแรกคือ อ้อม กานต์พิสชา ซึ่งได้บทเหมือนจะเป็นผู้หญิงของขุนพันธ์ แต่หนังก็ไม่ได้เน้นให้มีความสำคัญสักเท่าใด เลยมีสภาพเปนตัวประกอบของหนังอย่างช่วยไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ชอบคือ ‘แอ็คติ้ง’ ของเธอในเรื่องนี้ดูเปนธรรมชาติ ไม่ว่าจะยิ้ม พูดจาโดยเฉพาะสำเนียงปักษ์ใต้ หรือการเดินเหิน พูดรวมๆ คือบุคลิกเวลาอยู่บนจอแล้วดูสวยสง่า มีเสน่ห์น่าจับตา พูดให้ถึงที่สุดคือดู ‘แพง’ กว่าตอนเล่นเปน เมขลา ใน “แม่เบี้ย” หลายเท่า! อีกคนที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ กบ พิมลรัตน์ ซึ่งเล่นเปนนักฆ่ามีดบิน สมุนคู่ใจของอัลฮาวี นอกจากจะได้เล่นบทโหดแล้ว ยังมีซีนที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงอารมณ์ดราม่าอยู่นิดหน่อย ซึ่งเธอก็โชว์ฝีมือออกมาได้น่าทึ่ง (แอบนึกในใจว่า ไม่เคยเห็นกบ พิมลรัตน์ เล่นเรื่องไหนแล้วรู้สึก ‘อิน’ ตามได้เท่าเรื่องนี้มาก่อน) อยากทั้งสองคนมีชื่อได้เข้าชิงรางวัลทางการแสดงประจำปีนี้จุง… 

4) คาวบอยคั่วกลิ้ง : อิตาลีมีคาวบอยสปาเก็ตตี้ เกาหลีมีคาวบอยกิมจิ แล้วทำไมไทยแลนด์จะมีคาวบอยคั่วกลิ้งไม่ได้ (ที่ต้องเปน ‘คั่วกลิ้ง’ เพราะว่าเรื่องราวเกิดขึ้นที่ปักษ์ใต้นั่นเอง อิอิ) ต้องบอกว่านานทีปีหนจะได้เห็นคนไทยทำหนังไทยสไตล์คาวบอยให้ดูกันสักที เพราะที่เคยมีอย่าง “ฟ้าทะลายโจร” มันแลดู ‘pretend to be’ ไปหน่อย แต่เรื่องนี้มีความเปนหนังเคาบอยที่เข้มข้น หวือหวา จัดจ้าน และ ‘แซ่บ’ แค่เปิดฉากแรกที่เปนภาพย้อนแสงเห็นเค้าโครงร่างของขุนพันธ์ขี่ม้า โดยมีพระอาทิตย์ดวงกลมโตเปนแบ็คกราวน์ด คลอด้วยดนตรีประกอบที่ทำให้นึกถึงสกอร์หนังคาวบอยของ เอ็นนิโอ มอร์ริโคเน่ คือการบอกให้รู้เลยว่าที่กำลังจะได้ดูต่อไปนี้ไม่ใช่หนังไทยระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบเมื่อก่อนนะแจ๊ะ! แต่เปนหนัง Western ที่มีประวัติศาสตร์ยาวไกลนับย้อนกลับไปได้เปนร้อยปี (เพียงแต่มันเปนประวัติศาสตร์ของคนอเมริกันอะนะ ไม่เกี่ยวอะไรกับคนไทยเลยสักนิด! ถถถถถถถถถถ)

การที่หนังทำเสนอออกมาด้วยลีลาแบบหนังคาวบอยของฝรั่งนั้น น้องมอดมองว่าเปนเรื่องน่าชื่นชมยกย่องในแง่ของการพยายามสร้างความแปลกใหม่ให้แก่วงการหนังไทย  (อย่างเรื่องที่แล้วของผู้กำกับโขมศิริ เรื่อง “Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน” ทำออกมาเปนหนังสยองขวัญโกธิคได้น่าสนใจ) อย่างน้อยก็ดูดีกว่าทำออกมาเปนแนวแอ็คชั่นธรรมดาๆ เน้นลีลาการต่อสู้ผาดโผนอย่างที่เคยทำมา ขณะเดียวกันก็นำเอา ‘ความเปนไทย’ ในแง่ของความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ล่องหนหายตัว มีตาทิพย์ หนังเหนียวยิงฟันไม่เข้า อะไรเทือกนี้มาเกี่ยวข้องด้วย ดูแล้วก็ให้รู้สึกว่ามัน ‘บันเทิง’ มากๆ ดูได้เรื่อยๆ โดยไม่ง่วงเลย เพราะมีฉากยิงถล่มกัน ขว้างระเบิดใส่กันให้ดูตลอด อย่างซีนแอ็คชั่นบนรถไฟเปนอะไรที่ชอบมากๆ เห็นขุนพันธ์โหนเชือกเปนทาร์ซานเอาปืนกราดยิงผู้ร้ายจนตายเรียบนั้น สุดยอดจริงๆ ฉากต่อสู้แบบประชิดตัวก็ทำได้น่าหวาดเสียว เห็นใช้มีดฟันนิ้วขาด แขนขาขาด ปากแหว่งเพดานโหว่ เลือดกระฉูดท่วมจอ ยิ่งตอนขุนพันธ์โดนถีบตกรถไฟ แต่ใช้เวทมนต์พาตนเองขึ้นไปบนรถไฟที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูงได้อีกครั้งนั้น ให้ความรู้สึกว่าขุนพันธ์เปน ‘ซูเปอร์ฮีโร่’ แบบไทยๆ ขึ้นมาทันที พูดให้ชัดๆ หนังค่อนข้างมีความเปน ‘แฟนตาซี’ มาก (พูดอีกแบบคือ ‘ขี้โม้’) ซึ่งนี่เองที่ทำให้หนังสนุก เพราะไม่ต้องยึดติดกับความจริงใดๆ อีกต่อไป ซึ่งจะว่าไปก็น่าจะสอดรับกันดีกับสถานะความเปน ‘เทพ’ ของขุนพันธ์อย่างที่กล่าวในตอนต้น…

5) เข็มทิศชีวิต : ว่าที่จริง หนังก็มีเรื่องราวที่ค่อนข้างซับซ้อน มีตัวละครเยอะ และมีประเด็นที่หลากหลายน่าสนใจนะฮะ อย่างเช่น บ้านเมืองกำลังลุกเปนไฟ ราษฎรเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เศรษฐกิจกำลังพิเศษ คนชั่วครองเมือง เกิดกลุ่มก๊กโจรร้ายมากมาย ตำรวจผู้รักษากฎหมายก็เปนที่พึ่งของประชาชนไม่ได้ เพราะเกรงกลัวอำนาจบารมีของนักการเมืองชั่วช้าขายชาติ เลยทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าทำตัวเปนสวะลอยตามน้ำไปวันๆ รอจนกว่าจะมีผู้กล้า ไม่หวั่นอิทธิพลอำนาจมืดใดๆ มาเปนตัวตั้งตัวตีในการต่อสู้

แต่พูดก็พูดเถอะนะฮะ น้องมอดไม่ค่อย ‘อิน’ กับแนวคิดเรื่อง ‘ความศรัทธา’ ที่ถูกยกมาเปนบทสรุปปิดท้ายหนังเท่าไหร่ ถึงจะพอเข้าใจไอเดียผู้กำกับ ว่าอยากให้วีรกรรมของขุนพันธ์เปนเสมือนจุดเริ่มต้นแห่งการส่งต่อศรัทธาในการทำความดีแก่ชาติบ้านเมือง เพราะถ้าคนเราไม่เห็นแก่ตัว-เอาแต่ได้-จ้องกอบโกยผลประโยชน์ของชาติเข้ากระเป๋าตนเองอย่างเดียว ย่อมนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศชาติแน่นอน แต่ออกจะชอบใจแนวคิด ‘เข็มทิศชีวิต’ ที่หนังทำออกมาให้ดูมากกว่า แอบคิดเล่นๆ ว่าสงสัยหนังจะได้ ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต มาเปนที่ปรึกษาบทให้หรืออย่างไร เพราะมีฉากที่แลดูเหมือนการทำ TRANCE (ถอยจิตกลับไปในอดีตเพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น) อย่างที่ครูอ้อยชอบทำ ที่มีคนมานอนพูดถึงตัวเองเมื่อตอนเด็กๆ ว่าเกิดงั้นเกิดงี้ขึ้น แล้วร้องห่มร้องไห้ออกมา ครูอ้อยก็จะบอกให้เดินเข้าไปโอบกอดเด็กคนนั้นไว้ และบอกกับเด็กคนนั้นว่า “ไม่เปนไรแล้วนะ… บลาๆๆๆ” (ใครอยากรู้รายละเอียดไปเปิดดูในยูทูปเอาละกันฮะ ^^)

ในหนังเรื่องนี้ เราจึงได้เห็นขุนพันธ์เปนฝ่ายทำ TRANCE ให้อัลฮาวียะลู ด้วยการถอยจิตกลับไปในอดีตของอัลฮาวีสมัยยังเปนเด็กน้อย ได้รับผลกระทบหรือประสบการณ์เลวร้ายในอดีตบางอย่าง กลายเปน ‘ปม’ ฝังลึกในใจ ทำให้เขาเปลี่ยนสภาพจากเด็กน้อยไร้เดียงสา มาเปนจอมโจรผู้โหดเหี้ยม

สรุปคือ อดีตล้วนมีผลต่อปัจจุบันนะฮะ เพราะงั้นถ้าอยากรู้ว่าชีวิต ณ ตอนนี้...เราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ก็ให้ย้อนกลับไปดูชีวิตที่เคยผ่านมาในอดีต ส่วนอนาคตจะเปนอย่างไรนั้น ก็ดูเอาสิว่า ณ ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่… :’-P

No comments: