THE LEGEND OF TARZAN
(David Yates, 2016)
1) เนื้อเรื่องซับซ้อน : ว่าที่จริง เนื้อเรื่องของหนังค่อนข้างซับซ้อนซ่อนเงื่อนไม่น้อยนะฮะ ไม่แน่ใจว่าเอาเรื่องจากหนังสือเล่มใดของนิยายชุดนี้ที่เขียนโดย เอ๊ดการ์ ไรซ์ เบอร์โรห์ มาทำ หรืออาจจะเขียนบทขึ้นมาใหม่ แต่ก็พอจะพูดได้ว่าผูกเรื่องวางปมออกมาได้ดี นั่งๆ ดูไปก็อดคิดไม่ได้ว่าพล็อตมันออกแนวหนังสายลับจารชนที่ได้รับภารกิจเข้าเข้าไปมีส่วนปกป้องโลกให้รอดพ้นจากภัยคุกคามอันชั่วร้ายของมหาอำนาจที่วางแผนจะครองโลก โดยเรื่องนี้ ทาร์ซานต้องเข้าไปหยุดยั้งแผนร้ายของกษัตริย์แห่งประเทศเจ้าอาณานิคมจอมละโมบที่หวังครองอำนาจเหนือแผ่นดินแอฟริกาเพื่อกอบโกย (พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ ‘ฉกฉวย-ช่วงชิง’ อย่างหน้าด้านๆ) สินแร่อันมีค่าที่ฝังอยู่ในแผ่นดินนั้นเปนของตน ซึ่งทาร์ซานถูกลากให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้อย่างตกกระไดพลอยโจน เพราะเขาเคยมีความแค้นส่วนตัวกับหัวหน้าชนเผ่าพื้นเมืองรายหนึ่ง ซึ่งยื่นเงื่อนไขว่าให้นำตัวทาร์ซานมาแลกเปลี่ยนกับแหล่งที่ขุดค้นพบเพชรจำนวนมหาศาล...
2) หนังก็...พอดูได้ : เอาตรงๆ คือหนังก็ไม่มีอะไรย่ำแย่นะฮะ แต่ดูแล้วไม่ค่อยสนุกอย่างที่คิด คือไม่ค่อยมีฉากตื่นเต้นเร้าใจเท่าไหร่ พูดให้ชัดเจนคือผิดฟอร์มไปจากที่คิดคาดไว้ก่อนจะเข้าไปดู เพราะคิดว่าจะได้ดูฉากแอ็คชั่น-ผจญภัย-น่าตื่นตาตื่นใจแบบนันสต็อป อย่างน้อยๆ ก็น่าจะระดับน้องๆ The Jungle Book แต่กลายเปนว่าเรื่องนี้ออกจะเนือยๆ เนิบๆ ว่า พูดอีกแบบคือ ‘น่าเบื่อ’ กว่าซะงั้น คือเดินเรื่องแบบสายลมแสงแดดมากๆ ค่อยๆ เล่าไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน มีฉากแอ็คชั่นตึงตังให้ดูเปนระยะ เหมือนกรุยทางไปสู่ฉากแอ็คชั่นสุดอลังฯ ในตอนไคลแม็กซ์ ก่อนจะจบเรื่องลงแบบสวยๆ ปูทางให้มีภาคต่อ (แล้วจะมีมั้ย)
อีกอย่างคงเปนเพราะหนังให้ความสำคัญกับความเปน ‘ตำนาน’ ของทาร์ซานมากไป (คงกลัวจะไม่เข้ากับชื่อหนังละมัง *_*) เลยมีฉากย้อนอดีตถึงประวัติความเปนมา ชาติกำเนิดของทาร์ซานค่อนข้างเยอะ นับตั้งแต่เปนทารกน้อยกำพร้าพ่อแม่อยู่กลางป่า และมีแม่ลิงนำไปเลี้ยงดูอุ้มชูด้วยความรักเยี่ยงบุตรในอุทร จนทาร์ซานน้อยเติบใหญ่กลายเปนหนุ่มฉกรรจ์ และได้พบรักกับ เจน หญิงสาวผู้เปนนางเดียวในดวงใจของเขา และทำให้เขายอมทำได้ทุกอย่างเพื่อสวัสดิภาพของเธอ รวมถึงการดำเนินชีวิตในเมืองศิวิไลซ์โดยมิคิดจะหวนคืนสู่ป่าดงพงไพรอีกเลย ซึ่งเกือบทั้งหมด (ยกเว้นฉากในเมือง) ปรากฏในรูปของฉากย้อนอดีตที่ทยอยมาเปนห้วงๆ ไม่ได้มาให้ดูจบในคราวเดียว ส่งผลให้รู้สึกว่าหนังออกจะโอ้เอ้ร่ำไรอยู่ไม่น้อย พาลให้รู้สึกเบื่อหน่ายอย่างช่วยไม่ได้
3) ภาพสวย เทคนิคอลังฯ : ถือเปนข้อดีอย่างหนึ่งของหนังเลยฮะ คือหนังถ่ายภาพสวยมาก หลายฉากดูงดงาม และออกจะฟุ้งๆ ชวนฝัน โดยเฉพาะฉากท้องทุ่งอันไพศาล หรือฉากป่าดงพงไพรซึ่งให้ความรู้สึกลึกลับ แต่งดงามมีเสน่ห์ ส่วนเทคนิคพิเศษด้านภาพก็เปนจุดเด่นของหนังอย่างยากปฏิเสธ เพราะทำออกมาได้น่าตื่นตาและสมจริง เช่นฉากทาร์ซานโหนเถาวัลย์อันเปนฉากบังคับของหนังชุดนี้ #ไม่มีถือว่าผิด! ร่วมถึงฉากสัตว์ป่าบุกถล่มเมืองจนราบในช่วงไคลแม็กซ์ก็ดูน่าตื่นเต้นไม่น้อย
4) นักแสดงสุดเป๊ะ : แม้อะไรหลายอย่างในหนังจะสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ แต่อย่างหนึ่งที่เชื่อว่าน่าจะเปนของจริงแท้แน่นอนคือ ‘กล้าม’ ของทาร์ซานเวอร์ชั่นนี้ ซึ่งเป๊ะแบบ ‘เว่อร์วังอลังการ’ เพราะมันดูฟิตปั๋งแน่นเปรี๊ยะ-ครัดเครียดตึงเขม็ง-แข็งขึงไปเสียทุกองคาพยพ (ที่สายตามองเห็น ^o^) กลายเปนทาร์ซานที่ ‘งานดี’ ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว! แต่ออกจะน่าเสียดายว่าไม่ค่อยจะได้เห็นโชว์ฝีมือด้านการแสดงเท่าไหร่ จนแทบพูดได้ว่านอกจากรูปร่างกับหนังหน้าแล้วก็ไม่มีอะไรชวนให้จดจำ ถือเปน ‘วัตถุแห่งการถูกจ้องมอง’ โดยสมบูรณ์ ต่างจาก มาร์โก้ ร็อบบี้ ที่แม้จะแลดูเหมือนแค่ออกมาทำสวยๆ แต่ก็ยังมีฉากให้ได้โชว์แอ็คติ้งอยู่บ้าง เช่นฉากบนโต๊ะอาหารที่ต้องเข้าฉากกับ คริสทอฟ วอลท์ซ ซึ่งแลดูว่าจะถนัดเล่นบทตัวร้ายไปเสียแล้ว (นี่ถ้าเปลี่ยนมาเล่นบทเปนคนดี อาจได้ออสการ์ตัวที่สามไปครองก็ได้เนาะ!) ทว่าก็ยังคงฝีไม้ลายมือได้ยอดเยี่ยมเฉียบคมเหมือนเดิม ดูมีความเหี้ย(ม)อยู่ลึกๆ ดูโหดสัสรัสเซียจนไม่อยากตอแยด้วย ส่วนคนที่น่ารำคาญสุดๆ คือ แซมมวล แอล.แจ๊คสัน เห็นชัดว่าเปนตัวละครที่ถูกใส่เข้ามาเพื่อเปนตัวโจ๊กของหนัง เพราะอุดมไปด้วยฉากเฟอะฟะ บ้าๆบอๆ แทบทั้งเรื่อง เหมือนต้องการให้ถ่วงดุลกับทาร์ซานซึ่งเปนคนไม่ค่อยพูดมาก #ออกมาทำหน้าหล่ออย่างเดียว
5) หนี้ที่ต้องชดใช้’ : หนังพยายามสื่อถึงความเลวร้ายที่คนผิวขาวแห่งประเทศเจ้าอาณานิคมกระทำต่อชนพื้นเมืองอย่างโหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม ชวนให้รู้สึกหดหู่หัวใจไม่น้อย แต่ส่วนตัวออกจะชอบใจประเด็นความแค้นที่รอการชำระสะสาง ระหว่างทาร์ซานกับหัวหน้าชนเผ่าพื้นเมือง (แสดงโดย ไจมอนด์ ฮอนซู) มากกว่า อย่างหนึ่งก็เพราะว่ามันแลดูมี ‘ดราม่า’ เร้าใจใคร่ให้อยากติดตาม โดยที่หนังค่อยๆเผยปมเรื่องถึงต้นเหตุแห่งความแค้นนั้นว่ามีที่มาอย่างไร จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเข่นฆ่าอาฆาตกันอย่างไม่รู้จบ ซึ่งไม่ว่าจุดเริ่มต้นจากเกิดขึ้นมาจากความอ่อนวัย ไร้เดียงสา และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม
แต่การชำระหนี้แค้นด้วยวิธี ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ ก็ไม่เคยทำให้ฝ่ายใดพบกับความสุขสงบในชีวิตได้อย่างแท้จริง… :’-P

No comments:
Post a Comment