Thursday, July 14, 2016

THE PURGE: ELECTION YEAR (2016)


THE PURGE: ELECTION YEAR
(James DeMonaco, 2016)

ตลกตัวเองอีกละ! เพราะก่อนจะเข้าไปดูหนัง จำอะไรเกี่ยวกับภาคที่แล้วไม่ได้เลย จำได้แต่ภาคแรกที่ อีธาน ฮอว์คส์ เล่น (เปนนักเขียนที่ไปเจอฟิล์มเก่าในบ้าน พอเอามาเปิดดูก็เจอผีร้ายออกมาตามรังควาน #ผิดเรื่อง!) แต่พอนั่งๆ ดูไปก็เริ่มระลึกชาติได้ขึ้นเรื่อยๆ ว่าภาคสองเปนอะไรยังไง พอดูภาคนี้จบก็พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ชอบ” ภาคนี้มากกว่าภาคที่แล้ว แต่ก็ยังน้อยกว่าภาคแรกอยู่ดี (เพราะผีน่ากลัวมาก! #ยังเล่นไม่เลิกอีกเนาะ อิอิ)


1) ภาคสามสนุกสุด! :  บอกเลยว่าหนัง ‘สนุก’ มากๆ ฮะ เพราะมันมีฉากแอ็คชั่น เตะต่อยต่อสู้ สาดกระสุนใส่กันแบบไม่ยั้ง ดูตื่นเต้นระทึกใจมาก จนอดคิดไม่ได้ว่ากำลังนั่งดูหนังสงครามอยู่อะป่าวหว่า เพราะเด๋วมันก็ยิงกัน ฆ่ากัน เอามีดไล่ฟันกันให้ดูเกือบทั้งเรื่อง น่าหวาดเสียวชะมัด! ทึ่งในฝีมือผู้กำกับสุดๆ ว่ายิ่งทำก็ยิ่งสนุก ทั้งที่ทำมาเปนภาคที่สามแล้ว ปรกติแค่ภาคสองก็ห่วยแตกซะไม่มี (ยกตัวอย่าง Sinister 2) อาจเปนเพราะว่าเขาเปนคนให้กำเนิดและฟูมฟักโปรเจ็คท์นี้มาตั้งแต่ภาคแรกก็ได้ ไม่ใด้ยก ‘ลูก’ ของตัวเองให้คนอื่นไปดูแลต่อ หนังเลยออกมาดูดีตามสมควร แต่ใจจริงน้องมอดมองว่าภาคนี้เป็นภาคสองต่อจากภาคที่แล้ว ส่วนภาคอีธาน ฮอว์คส์ ก็นับเปนตอนไพล็อตของหนังชุดนี้ละกัน จึงน่าลุ้นว่าถ้าหนังจะมีสร้างภาคต่อไป จะทำออกมาได้สนุกขึ้นหรือเปล่า (ไม่แน่ว่าอาจพาคนดูย้อนกลับไปสู่จุดกำเนิด ‘คืนล้างบาป’ อย่างที่ตั้งใจไว้ก่อนจะทำภาคนี้ก็เปนได้)

2) การเมืองอำมหิต : เนื้อเรื่องภาคนี้คือประมาณว่าเปนความขัดแย้งของสองขั้วทางการเมืองในช่วงกำลังมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ฝ่ายรัฐบาลเก่าที่ครองอำนาจมานานก็กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก เพราะผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งของฝ่ายตรงข้ามกำลังมาแรงอย่างชนิดรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ เพราะชูนโยบายยกเลิกคืนล้างบาป ที่เปิดโอกาสให้การฆ่าคนและการก่ออาชญากรรมทุกรูปแบบเปนเรื่องถูกกฎหมายภายใน 12 ชม. ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่ล้วนเปนคนจรจัด ยากจน ไร้ทุกทรัพย์ในการปกป้องตนเองจากการถูกเข่นฆ่า ซึ่งมีประชาชนในประเทศจำนวนไม่น้อยเริ่มเห็นดีเห็นงามกับการยกเลิกกฎหมายอุบาวท์ฉบับนี้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป ใครก็ตามที่เสนอหน้าเข้ามาขัดขวางจะต้องถูกกำจัดให้พ้นทาง!

หนทางเดียวที่จะหยุดยั้งความบ้าคลั่งที่กำลังดำเนินไปทั่วประเทศ และลามไปทั่วโลกจากการท่องเที่ยวเชิงฆาตกรรม (อนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาฆ่าคนในประเทศอย่างถูกกฎหมาย!) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง คือการต้องใช้กลไกทางการเมืองเข้ามาเปนส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลง (พูดให้ชัดเจนคือ ถ้านโยบายในการบริหารประเทศมันผิดพลาด ก็ต้องไปแก้ที่นโยบายเปนหลัก ไม่ใช่แก้ที่จิตสำนึกหรือศีลธรรมส่วนบุคคล!) ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่าง ส.ว. หญิง ชาร์ลี โรน ผู้เคยตกเปนเหยื่อและต้องสูญเสียครอบครัว ไปทั้งหมดจากเหตุการณ์คืนล้างบาปหลายสิบกว่าปีก่อนซึ่งเธอยังเปนเด็กน้อย ทำให้เธอมุ่งมั่นในการก้าวเข้าสู่วงการการเมือง เปนนักการเมืองน้ำดี ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน โดยเฉพาะการยกเลิกกฎหมายไร้มนุษยธรรมนี้ แม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตตนเองก็ตาม

3) แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ : พล็อตหลักของหนังเหมือนจะเดินตามสูตร ‘แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์’ นะฮะ (เอ๊ะ! พูดแบบนี้จะหาว่าเราสปอยล์หนังมั้ยเนี่ย ^^) หรือพูดอีกแบบคือเปนแนว Underdog ตัวละครเอกแทบไม่มีกำลังหรืออำนาจอิทธิพลใดๆ ในการต่อกรศัตรูตัวร้ายที่มีทุกสิ่งอย่างเหนือกว่า แต่ก็ได้อาศัยความช่วยเหลือและร่วมแรงใจของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ ซึ่งศรัทธาในหลักการ จุดยืน และเจตนารมณ์อันมั่นคงแน่วแน่ของเธอ ว่าเข้ามาเล่นการเมืองเพราะต้องการ ‘ทำเพื่อประชาชน’ จริงๆ มิใช่แค่จะเข้ามากอบโกยแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจใส่ตัวเหมือนพวกนักการเมืองสารเลว ทำให้เธอสามารถพลิกสถานการณ์ขึ้นมาเปนฝ่ายมีชัยชนะเหนือยักษ์ในที่สุด ทว่าก็เล่นเอาถึงแก่สะบักสะบอม เลือดตกยางออก แทบล้มประดาตายลงไปเหมือนกัน

4) คืนแห่งความพินาศ : อย่างหนึ่งที่รู้สึกว่าน่าสนใจ ตรงให้เห็นภาพมุมกว้างของคนในสังคมที่กำลังบ้าคลั่ง เข่นฆ่ากันอย่างกระหายเลือด ในคืนล้างบาปที่เปิดโอกาสให้คนปลดปล่อยด้านมืดออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด หลายฉากดูแล้วรู้สึกได้ถึงความวิปริตผิดมนุษย์เอามากๆ อย่างฉากที่แก๊งสก๊อตพากันมาบุกร้านขายของชำ เพราะไม่พอใจที่ถูกจับได้ว่าขโมยของในร้าน เลยจงใจยกพวกมาถล่ม เห็นมาด เห็นลีลาการพูดจา การแต่งเนื้อแต่งตัวของพวกมันแล้วก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าแม่ง! สวะสังคมชัดๆ อยู่ไปก็รกโลก สมควรแล้วที่จะตายโหงตายห่าไปเสียได้! หรือฉากที่ ส.ว. หญิง กับ บอดี้การ์ดหนุ่ม (หยั่งกะหลุดมาจากนิยายโรแมนซ์ ยังไงยังงั้น) โดนกลุ่มคนสวมหน้ากากรุมสกรัมทำร้ายจะฆ่าให้ตาย ไอ้พวกนั้นแม่งก็บ้าคลั่งไร้สติ เปนเศษขยะสังคมที่น่ากำจัดพอกัน (แต่ถึงงั้น ในฉากนี้ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า การช่วยคนสองคน แต่กลับต้องฆ่าคนอื่นตั้งสิบคน...ถึงพวกมันจะมีสันดานเปนฆาตกรก็เถอะ...มันคุ้มกันป่าว) แต่ที่ทำให้รู้สึกตะลึงและสะพรึงยิ่งกว่า คือฉากที่ ส.ว. หญิงวิ่งผ่านผู้หญิงที่นั่งร้องเพลงเศร้าอยู่ตรงหน้าศพที่กำลังถูกเผาซึ่งเข้าใจว่าน่าจะมีสามีของเธอ แสดงให้เห็นว่าทุกคนในประเทศนี้ล้วนได้รับผลกระทบจากการมี ‘คืนล้างบาป’ อย่างแท้จริง ดังคำพูดของ ส.ว. หญิงที่กล่าวว่า “คืนล้างบาปทำลายมนุษย์ทุกคน”

5) แม่พระคนจริง : ฉากไคลแม็กซ์เห็นคนที่นั่งเรียงรายกันในโบสต์เพื่อเข้าร่วมพิธีล้างบาปนั้น สีหน้าแต่ละคนดูวิปริตบ้าคลั่งมาก น่ากลัวสุดๆ แม้จะมีแอบขัดใจนางเอก ส.ว. อยู่บ้างว่าช่างเปนแม่พระเสียเหลือเกิน ไม่ยอมฉวยโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังเพลี่ยงพล้ำเสียที ทั้งที่ตนก็เกือบตายเพราะน้ำมือพวกมันหากว่าไม่มีใครมาช่วยไว้ทัน แต่คิดอีกที...ก็ว่าเธอทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แบบว่าถ้าจะสู้ก็ต้องสู้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่นำวิธีการสกปรกนานาเยี่ยง ‘หมาลอบกัด’ มาเล่นงานอีกฝ่ายเพื่อเขี่ยให้พ้นเส้นทาง แบบนี้ต่างหากจึงจะเรียกว่า ‘คนจริง’ !

No comments: