THE BFG
(Steven Spielberg, 2016)
ตลกตัวเองจุง! เอ่ยชื่อ โรอัล ดาลห์ ทีไร หลายคนคงจะนึกถึง Matilda, James and the Giant Peach ไม่ก็ Charlie and the Chocolate Factory หรือเรื่องอื่นที่เปนวรรณกรรมเยาวชน เหมาะสำหรับเด็กๆ อ่าน พอเอามาทำเปนหนังก็เหมาะจะให้เด็กดู (รวมถึงเรื่อง The BFG นี้ด้วย!) แต่น้องมอดกลับชอบนึกถึงเรื่องสั้นที่เมียเอาขาแกะแช่แข็งฟาดกบาลผัวจนตาย แล้วก็ลอยนวลรอดพ้นความผิดไปได้เพราะเอาขาแกะนั้นมาอบให้ตำรวจกิน (จำได้เลาๆว่าเคยมีคนเอาเรื่องนี้ไปใส่เปนเหตุการณ์หนึ่งในหนัง Fried Green Tomatoes นะฮะ) เกริ่นพอเปนพิธีแล้วก็เข้าเรื่องเสียที…
1. หนังก้อออออ.... ‘ดีงาม’ ตามแนวทางสตีเว่น สปีลเบิร์กแหละฮะ คือดูได้เรื่อยๆ สนุก ตื่นเต้น น่าติดตาม มีอารมณ์ขำแฝงความน่ารักอยู่เปนระยะ และที่สำคัญอันจะขาดเสียมิได้คือความน่าประทับใจ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีให้ได้สัมผัสครบทุกอย่าง แต่ #ก็ไม่รู้สินะ :-P น้องมอดอดรู้สึกไม่ได้ว่าหนังตั้งแต่ช่วงต้นๆ จนถึงช่วงกลางเรื่อง มันออกจะเนือยๆ...น่าเบื๊อน่าเบื่ออะ! แบบว่ามันปูเรื่องปูเหตุการณ์น้านนนนนนนน...จนเผลอหลับสัปหงกแล้วสัปหงกอีก ตื่นขึ้นมาก็ยังไม่เห็นว่าเรื่องมันจะคืบหน้าไปได้สักเท่าไหร่ อย่างช่วงเปิดตัวยักษ์ใจร้ายที่ชอบกลั่นแกล้งยักษ์ บีเอฟจี ผู้น่าเวทนา เรื่อยไปถึงตอนที่บีเอฟจีพาหนูน้อยโซฟีไปดูกิจกรรมส่วนตัวของตน คือก็เข้าใจอะนะ ว่าหนังพยายามเล่าเรื่อง ให้ข้อมูล สร้างอารมณ์ร่วมแก่ผู้ชม แต่น้องมอดว่ามันยาวไปหน่อย น่าจะตัดให้สั้นๆ กระชับๆ กว่านี้ นั่งๆ ดูไปก็นึกอยากมีรีโมทในมือจะได้กดฟอร์เวิร์ดให้มันผ่านไปเร็วๆ พอเข้าช่วงที่หนูน้อยโซฟีเจ้าปัญญาวางแผนพายักษ์บีเอฟจีไปหาควีนแห่งอังกฤษเพื่อขอความช่วยเหลือ แม้จะดูยืดเยื้อพอกัน แต่กลับรู้สึกสนุกและฮากว่าหลายเท่า คงเพราะมีตัวละครที่เปนมนุษย์เยอะกว่า เลยทำให้ฉากตดมหาประลัยยิ่ง ‘ฮา’ จนแทบจะตดตามไปด้วย!
เอาเปนสรุปง่ายๆ ว่าถ้าน้องมอดมีอายุน้อยกว่านี้สักยี่สิบหรือสามสิบปี อาจจะเอ็นจอยกับหนังมากกว่านี้ก็ได้นะฮะ
2. อาจเปนเพราะว่าคนเขียนบทเรื่องนี้คือ เมลิสซ่า แมธีสัน ผู้ล่วงลับ ซึ่งเคยเขียนบท E.T. - The Extra Terrestrial (1982) เลยทำให้นั่งดู The BFG ก็อดรู้สึกอยู่เปนระยะไม่ได้ว่าหนังมันออกจะคล้ายๆ คุ้นๆ กันอยู่ระหว่างสองเรื่องนี้นะฮะ คือเปลี่ยนจากเด็กผู้ชายเปนเด็กผู้หญิง เปลี่ยนจากมนุษย์ต่างดาวท่าทางเงอะงะงุ่มงาม มาเปนยักษ์ใจดีท่าทางเพี้ยนๆเหมือนเปนบรรพบุรุษฟอร์เรสต์ กัมป์ ฉากที่หนูน้อยโซฟีเรียกบีเอฟจีให้ปรากฏตัวเข้าเฝ้าควีนแห่งอังกฤษนั้น นึกถึงฉากเอลเลียตเรียกอีทีออกจากตู้เสื้อผ้ามาให้แม่ดูตัวซะมิมี! ไหนจะชื่อที่ใช้เรียกตัวละครก็ดันเปนตัวย่อคือ ’อีที’ กลายเปน ‘บีเอฟจี’ อีกละ เลยอดคิดไม่ได้ว่าเหมือน The BGF เปนการเอา E.T. มา ‘รีเมค’ ใหม่ยังไงยังงั้น! แค่เปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่เปลี่ยนนั่นเท่านั้น แต่ใจความหลักของหลักก็ยังคงเดิม คือว่าด้วยเรื่องมิตรภาพต่างสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตจากมิติอื่น ดูแล้วก็รู้สึกอิ่มเอมประทับใจและ ‘โลกสวย’ กันไป ประมาณว่าคนเราสามารถจะรักผู้อื่นที่แตกต่างจากตนเองได้โดยปราศจากข้อแม้ บลาๆๆ ทั้งที่ความเปนจริงของโลกทุกวันนี้ กระทั่งเปนสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกัน พูดง่ายๆคือเปน ‘คน’ เหมือนกันแท้ๆ แต่อะไรนิดอะไรหน่อยก็หยิบอาวุธขึ้นประหัตประหารเข่นฆ่ากันได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าขนาดพูดจาภาษาคนแท้ๆ ยังสร้างมิตรภาพ ความรัก ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความใจดีมีเมตตากรุณาต่อกันยังไม่ได้ แล้วจะแค่นไปผูกมิตรกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกหรือสิ่งมีชีวิตที่อยู่มิติอื่น… ฝันเฟื่องว่ะ! เหอๆ
3. แต่ถึงจะฝันเฟื่องก็ยังดีกว่าไม่ฝันเลยใช่ปะฮะ เลยออกจะชอบคือการที่หนังพูดถึง ‘พลังแห่งความฝัน’ โดยเฉพาะความฝันในยามหลับ ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าหนังต้องการเน้นถึง ‘ฝันดี’ ว่าเปนสิ่งดีมีประโยชน์แก่มนุษย์เท่านั้น แต่จริงๆแล้วแม้กระทั่ง ‘ฝันร้าย’ ก็สร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่โลกนี้ได้เช่นกัน ดังเช่นที่ควีนฝันถึงยักษ์ใจร้ายที่เข่นฆ่าเด็กนั่นเอง… :’-P

No comments:
Post a Comment