Thursday, July 23, 2015

ฟ.ฮีแลร์ (พ.ศ. ๒๕๕๘)


ฟ.ฮีแลร์
(สุรัสวดี เชื้อชาติ, พ.ศ. ๒๕๕๘)

ไปดูเมื่อหลายวันก่อนฮะ ข้อมูลเดียวที่รับรู้ก่อนไปดูคือ หนังเรื่องนี้เปนผลงานกำกับของ คุณสุรัสวดี เชื้อชาติ หรือ "มาม่าบลูส์" นักร้องหญิงเสียงห้าว เจ้าของเพลงฮิตในอดีต "ควายเท่านั้น" ซึ่งเปนเพลงประจำตัวเธอ เอ่ยชื่อมาม่าบลูส์ทีไร เปนต้องได้ยินเสียงร้อง ...ก็มีแต่ควาย! ควาย! ควายเท่านั้น... แว่วขึ้นในโสตประสาททุกที! พอได้รู้ว่าเธอเปนผู้กำกับหนังเรื่องนี้ (จริงๆเธอก็กำกับหนังมาแล้วหลายเรื่อง แต่เปนหนังโฆษณาซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก และเคยมีหนังยาวหนึ่งเรื่องคือ ขุนรองปลัดชู วีรชนคนถูกลืม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔) ทำให้รู้สึกอยากดูขึ้นมาทันที

แต่พอดูแล้วก็...เอิ่มมมมมมมมมม...

พูดที่ในส่วนที่ 'ชอบ' ก่อนละกัน ^o^ หนึ่งคืองานโปรดักชั่นทำออกมาได้งดงามและ 'เลอค่า'  ทั้งในส่วนงานกำกับภาพและการออกแบบงานสร้าง ซึ่งได้ 'สุดยอด' แห่งวงการงานด้านนี้มาร่วมทีมคือ คุณชาญกิจ ชํานิวิกัยพงศ์ กับ คุณเอก เอี่ยมชื่น คือสององค์ประกอบหลักที่ช่วยระดับให้หนังดูดี ดูมีเสน่ห์รุนแรง ทำให้อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าในการทำหนังนั้นแค่ให้โปรดักชั่นดีงามไว้ก่อน ก็น่าจะมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

สองคือ ความตั้งใจหรือเจตนารมณ์ของคนทำหนังเรื่องนี้ ที่แลดูว่าต้องการนำเสนอแง่คิดและคำสอนของ ท่าน ฟ.ฮีแลร์ ให้คนดูเก็บเกี่ยวนำไปใช้ในชีวิตประจำวันหลังจากดูจบ ยอมรับตามตรงว่าไม่เคยรู้จักหรือเคยได้ยินนามของท่าน ฟ. ฮีแลร์ มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าสุภาษิต "สองคนยลตามช่อง..." ที่ท่องจำมาตั้งแต่เด็กนั้น ท่าน ฟ. ฮีแลร์ เปนผู้รจนาขึ้นมา (คงต้องโทษว่าเปนความผิดของที่บ้านที่ไม่ส่งน้องมอดเข้าเรียนที่อัสสัมชัญละมังฮะ ไหนๆจะให้เรียนโรงเรียนคริสต์ทั้งที ดันส่งเข้าโรงเรียนเล็กๆที่อยู่ใกล้บ้านแทน #ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว #พื้นที่ที่เคยเปนที่ตั้งโรงเรียนถูกรื้อสร้างเปนโชว์รูมรถยนต์แทน #ร้องไห้หนักมาก T__T #ทุนนิยมมันเหี้ยจริงๆ)

นอกจากนี้ก็มีคำสอนอื่นๆอีกมากในหนัง ซึ่งล้วนเปนข้อคิด-เตือนใจ-ให้สติที่มีประโยชน์ทั้งนั้น ทำให้เชื่ออย่างเหลือเกินว่าใครที่ชอบดูหนัง-อ่านหนังสือ-ดูละครที่เข้าข่าย 'วรรณกรรมคำสอน' เช่นอ่านหนังสือธรรมมะ, อ่านนิยายคลาสสิกของ ดอกไม้สด หรือ กฤษณา อโศกสิน ไปจนถึงชอบดูละครแบบ "ทองเนื้อเก้า" ที่จะต้องมีไตเติ้ลสอนธรรมมะตอนจบทุกตอน หากได้ดูหนังเรื่องนี้ก็คงจะชื่นชอบไปตามๆกัน เพราะแทบทุกฉากล้วนมีบทพูดเชิงสั่งสอนศีลธรรมและให้ข้อคิดอยู่ตลอด

แต่ที่ประทับใจน้องมอดมากๆ คือคำพูดของตัวละครอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งกล่าวแก่นักศึกษาที่มาคุยเรื่องวิทยานิพนธ์ ว่า "คุณนี่มัน 'ม้าลากรถ' จริงๆ มองเห็นแต่เฉพาะทางที่ตัวเองกำลังวิ่งอยู่ข้างหน้า" ฟังแล้วโดนใจมากๆ! เลยตั้งใจจะจดจำไว้ใช้พูดกับคนที่ไม่รู้จักมองอะไรให้กว้างๆ เผื่อเค้าจะปรับปรุงการแสดงความคิดเห็นของตนเองให้เลิก 'โชว์โง่' จนชาวบ้านดูถูก #ไม่แคล้วใช้พูดกับตัวเองนั่นแหละ 555+

พูดถึงเรื่องที่ 'ไม่ชอบ' บ้างนะฮะ ^_^ ... หนึ่งคือ ลีลาการออก acting ของ แท็ก ภรัณยู ซึ่ง 'เล่นใหญ่' ในทุกซีนที่ปรากฏตัว (เพื่อนที่ดูด้วยกันบอกว่า ...ไม่ใช่แค่ให้คนดูแถวหลังเห็นชัดๆเท่านั้น แต่เล่นเผื่อคนดูที่อยู่โลกหน้าด้วย...) พูดให้ชัดเจนคือ การแสดงของเขาเหมาะจะอยู่ในละครเวที หรือละครทีวี ที่คนดูดูโดยไม่ค่อยตั้งใจมาก เพราะทำกิจกรรมอื่นควบคู่ไปด้วย การเล่นใหญ่หรือเล่น 'เว่อร์' ของนักแสดงจึงมีหน้าที่เพียงแค่ให้ 'ข้อมูล' แก่คนดูที่นานๆจะเงยหน้าขึ้นมาจ้องดูจอทีวีสักที #จากเสียงดนตรีประกอบTransformerที่กระหึ่มขึ้น พอเห็นสีหน้าของนักแสดงแล้วก็จะได้รู้ว่าตัวละครกำลังรู้สึกอย่างไร-วางแผนอะไรอยู่ในใจ เพื่อให้คนดูคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป

แต่สำหรับภาพยนตร์ คิดว่าคงไม่จำเปนต้องให้ข้อมูลถึงขนาดนั้นหรอกฮะ พูดอีกแบบคือ คนดูไม่ต้องการดูแอ็คติ้งของนักแสดงที่ 'เว่อร์วังอลังการ' เพราะคนดูต้องนั่งจ้องจออยู่ในโรงหนังตลอดเวลาอยู่แล้ว ทั้งนักแสดงและผู้กำกับจึงมีหน้าที่ร่วมกันในการทำให้คนดูสัมผัสถึงอารมณ์นานาอันเกิดแก่ตัวละคร ผ่านการแสดงออกซึ่งสีหน้าท่าทาง อากัปกิริยาที่ 'พอดี' พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ ให้มันแลดูเปน reaction ที่มนุษย์ทั่วไปพึงแสดงออกมา

ขอยกตัวอย่างฉากที่แท็ก ภรัญยูซึ่งเล่นเปนนักศึกษาปริญญาโท นำวิทยานิพนธ์ไปส่งอาจารย์ ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะได้รับคำชมแน่นอน แต่กลายเปนตรงข้าม! พอโดนอาจารย์ตำหนิ ปฏิกิริยาตอบกลับ (reaction) ที่ตัวละคร (ซึ่งน่าจะมีวุฒิภาวะพอสมควรเพราะเปนถึงครูบาอาจารย์ แม้จะเปน 'ครูห่วยๆ' ก็ตาม) แสดงออกมานั้น ถึงจะทำให้คนดูรับรู้ว่าเขาเปนคนประเภทไม่ยอมรับข้อบกพร่องของตน แต่ acting ที่ออกมากลับชวนให้รู้สึกว่ามันค่อนข้าง 'โอเว่อร์แอ็ค' เกินกว่าที่ควรหลายสเต็ป กล่าวคือ แค่แสดงสีหน้าเครียดๆยังไม่พอ! #สงสัยกลัวคนดูไม่เข้าใจ ต้องมีออกท่าออกทางฮึดฮัดอึดอัด บิดตัวซ้าย-ขวา เพิ่มเติมเข้ามา เหมือนจะบอกว่าถ้าทำได้ก็คงลุกขึ้นชกหน้าอาจารย์แล้ว #แถมช็อตถัดมายังให้เห็นตัวละครด่าทอระบายอารมณ์โกรธด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกต่างหาก *_*

ก็เลยสงสัยว่าจำเปนต้องให้ข้อมูลแก่คนดูมากมายถึงเพียงนั้นเลยหรือ ในเมื่อแค่เห็นสีหน้าตัวละครอย่างเดียว อาจจะบวกกับกิริยาท่าทางเล็กๆน้อยๆ เข้าไปอีกนิดหน่อย ก็น่าจะพอละ #คนดูเห็นแล้วก็จินตนาการต่อได้เอง พูดก็พูดเถอะฮะ แบบว่าถ้านักแสดงมี 'อินเนอร์' จริงๆ อารมณ์ทุกอย่างย่อมจะส่งผ่านมาถึงคนดูเอง โดยนักแสดงไม่ต้องเหนื่อยขยับตัวงยังจะช่วยให้คนดูไม่รู้สึกหมั่นไส้ตัวละครเพิ่มขึ้นกว่าที่รู้สึกอยู่แล้วด้วย

สองคือ ความ 'เยอะ' ของหนัง นอกเหนือจากการแสดงของนักแสดงที่กล่าวไป (ที่เน้นพูดถึงแท็ก ภรัญยูเพียงคนเดียว เพราะเขาเล่นเปนตัวเดินเรื่อง ถ้าเล่นบทตัวประกอบประเภทหมูหมากาไก่ควาย! ควาย! ควายเท่านั้นที่เดินผ่านกล้อง ก็คงจะไม่พูดมากให้เสียพลังงาน ^,^) ย่อมหนีไม่พ้น การที่หนังตั้งใจใส่คำสอนต่างๆของท่าน ฟ.ฮีแลร์ เข้ามาในหนังมากมาย จนพูดได้ว่า 'อัดแน่น' แทบทุกอณูของหนังเลยทีเดียว เพราะทุกฉากทุกตอนล้วนให้ข้อคิด เตือนสติ และชี้ทางสว่างแก่คนที่กำลังจมอยู่ในห้วงความมืดมนได้เปนอย่างดี (โดยเฉพาะเรื่องการคิดแตกต่างอันเปนต้นเหตุให้สังคมแตกแยก จากการเน้นย้ำสุภาษิต "สองคนยลตามช่อง..." เข้ามาหลายครั้ง) การบรรจุคำสอนเหล่านี้ลงในหนัง เข้าใจว่าคงเปนความตั้งใจของคนทำหนังเรื่องนี้ที่ประสงค์จะ 'บูชาครู' ล้วนๆ เนื่องจากทีมงานหลายท่านเคยเปนศิษย์เก่าของโรงเรียนอัสสัมชัญ ภาพลักษณ์และบุคลิกของท่าน ฟ. ฮีแลร์ ในหนัง จึงมีความเปนมนุษย์น้อยมาก คนดูแทบจะไม่ได้เห็นหรือรับรู้เลยว่าท่าน ฟ.ฮีแลร์ มีเหตุผลเบื้องลึกในจิตใจอย่างไรในการเลือกที่จะอุทิศชีวิตให้แก่การสอนหนังสือในเมืองสยาม แถมเหตุผลข้อหนึ่งที่ตัวละครในหนังกล่าว ก็ชวนให้รู้สึกตงิดใจไม่น้อย นั่นคือ "เพราะคนสยามยังต้องการการชี้ทาง"

[ฟังแล้วก็...เอิ่มมมมมมม... คือจริงๆก็ไม่ปฏิเสธนะฮะ ว่าทุกวันนี้สยามประเทศเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูลอย จนประชาชนคนสยามประเทศกลายเปนผู้มี 'อารยะ' ขึ้นมาได้ ก็ด้วยอิทธิพลนานาจากชาวตะวันตกที่เข้ามาในสยามเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่การที่คนทำหนังเรื่องนี้ซึ่งเปนคนไทย กำหนดให้ตัวละครซึ่งเปนคนต่างชาติ ออกมากล่าวอะไรแบบนั้น มันทำให้รู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูกจริงๆ O_o]

ก็ไม่รู้สินะฮะ เผอิญน้องมอดไม่ใช่เด็กอัสสัมฯ เลยฟังแล้ว 'ไม่อิน' แถมยังรู้สึกเหมือนตัวเอง "มองเห็นแต่โคลนตม" อีกต่างหาก!

แม้จะถูกจัดให้เข้าอยู่ในหมวดหมู่หนังชีวประวัติ แต่เอาเข้าจริง หนังเรื่องนี้ให้เห็นชีวิตในแง่มุมอื่นๆของท่าน ฟ.ฮีแลร์ น้อยมาก ขณะที่แง่มุม 'ความเปนครู' กลับให้เห็นอย่างชนิดล้นปรี่ คนดูจึงไม่รู้จักตัวตนแท้จริงของท่านเลย นอกจากได้ยินได้ฟังคำสอนของท่านเต็มสองรูหูตลอดเวลา จนไม่มีช่องว่างทางอารมณ์ใดๆให้รู้สึกรื่นรมย์กับความเปนหนัง หรือความเปนเรื่องเล่าในแบบ fiction สถานะของท่าน ฟ.ฮีแลร์ในหนังเรื่องนี้จึงไม่ต่างจาก 'เทพ' หรือเทวดามาโปรดสัตว์ผู้ตกทุกข์ได้ยากบนโลกมนุษย์ เหมาะแก่การอยู่บนหิ้งบูชา หาใช่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึก มีด้านมืด มีกิเลสตัณหา มีความรัก ความลึกซึ้งดื่มด่ำจากการได้ดูชีวิตของบุคคลที่ทุ่มเทและเสียสละทุกอย่างในชีวิต เพื่อมาอุทิศตให้แก่ความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษาแก่เด็กน้อยในดินแดนอันไกลโพ้น จึงไม่เกิดขึ้นในห้วงความรู้สึกนึกคิดของคนดูเลยแม้แต่นิดเดียว

ตลอดเวลาที่นั่งดูหนังเรื่องนี้ น้องมอดจึงรู้สึกคล้ายกับตัวเองได้ย้อนเวลากลับไปเปนเด็กนักเรียนชั้นประถม นั่งฟังคุณครูพร่ำสอนอยู่แต่เพียงว่า "พวกเธอจงเปนคนดี...พวกเธอจงเปนคนดี... บลาๆๆ" ซ้ำไปซ้ำมาด้วยความง่วงงุนไปจนกระทั่งหนังจบ ก็เผลอยกสองมือขึ้นพนมทำความเคารพจอหนังด้วยความโล่งใจ... :'-P

No comments: