LOVE & MERCY
(Bill Pohlad, 2015)
...เชื่อว่าคนที่เป็นคอเพลงยุค 60 จะต้องชอบหนังเรื่องนี้แน่นอน เพราะเปนเรื่องราวชีวิตของ ไบรอัน วิลสัน สมาชิกคนสำคัญของ The Beach Boys วงดนตรียอดนิยมในยุคโน่น เจ้าของเพลงฮิตมากมาย หนึ่งในนั้นคือเพลง "Barbara Ann" เพลงเก่าปี 1961 ของวง The Regents ที่ The Beach Boys นำมาคัพเวอร์ในปี 1965 ซึ่งกลายเปนเวอร์ชั่นที่คนจดจำได้มากกว่าต้นฉบับ และเพิ่งถูกนำมาคัพเวอร์ใหม่เปนภาษามินเนี่ยน ใช้ในหนัง Despicable Me 2 เมื่อไม่กี่ปีก่อน
แต่ส่วนตัวน้องมอดจะชอบเพลงวงนี้ในยุค 90 คือ "Kokomo" ที่ใช้ประกอบหนังเรื่อง Cocktail มากกว่า เพราะว่าเกิดทันพอดี ^_^ ส่วนเพลงยุคเก่าๆของวงนี้ก็เคยได้ฟังบ้าง แต่ไม่ได้ชอบหรือติดใจอะไรเปนพิเศษ แค่รู้สึกว่าเปนเพลงป็อปฟังสบายๆ ได้บรรยากาศหาดทราย-สายลม-สองเราตามชื่อวงนั่นแหละ จนกระทั่งได้ดูหนังเรื่องนี้ซึ่งพอดูจบ ก็รีบกลับบ้าน เปิดยูทูปฟังเพลง The Beach Boys ทันที #ในหนังไม่ได้ให้ฟังเต็มเพลง ฟังแล้วก็เห็นด้วยกับที่ พอล ดาโน่ (รับบท ไบรอัน วิลสัน ตอนหนุ่ม) ให้สัมภาษณ์ว่าเขารู้สึกตกใจ เมื่อได้รู้ว่าคนที่แต่งเพลงให้คนฟังทุกคนยิ้มได้ กลับมีชีวิตที่มิได้ราบรื่นงดงามเหมือนบทเพลงที่แต่งขึ้นเลยแม้แต่น้อย จากการป่วยเปนโรคจิตหวาดระแวงขั้นรุนแรง
แต่พอได้ดูหนังแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า เอาเข้าจริงการเปนโรคจิตหวาดระแวงของไบรอัน วิลสันนั้น เผลอๆอาจจะเปนชีวิตที่ราบรื่นกว่าการที่เขาต้องเผชิญหน้ากับ 'ตัวเหลือบ' พูดให้ไพเราะกว่านั้นคือ 'กาฝาก' ที่คอยแต่จะดูดกลืนและตักตวงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากมันสมองและพรสวรรค์ทางดนตรีของเขาอย่างไร้ยางอาย ซึ่งคนแรกก็คือ เมอร์รี่ วิลสัน (บิลล์ แคมป์) พ่อบังเกิดเกล้าของไบรอัน ที่แทบจะไม่เคยให้ความรักความเมตตาแก่ลูกเลยนอกจาก 'ทำให้เกิดมา' แถมยังอ้างกรรมสิทธิ์ในผลงานที่ลูกเปนผู้สร้างสรรค์อย่างหน้าด้านๆ ส่วนอีกคนคือ ดร.ยูจีน แลนดี้ (พอล จิอาแม็ตตี้ ซึ่งเล่นดี จนต้องยอมยกโทษให้ที่ไปเล่นบทบ้าๆบวมๆใน San Andreas ทันที #เข้าใจอะนะว่านักแสดงก็ต้องกินต้องใช้ต้องยอมเล่นหนังห่วยๆบ้างอะไรบ้าง ^o^) จิตแพทย์ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาอาการป่วยทางจิตของไบรอันอย่างใกล้ชิด แต่กลายเปนว่ายิ่งรักษาเนิ่นนานเท่าใด อาการของไบรอันก็ปราศจากวี่แววจะหายขาด มีแต่จะย่ำแย่ยิ่งขึ้น!
หนังแบ่งเรื่องออกเปนสองส่วนชัดเจน คือพาร์ตอดีตกับปัจจุบันซึ่งนำมาตัดสลับเพื่อดำเนินเรื่องควบคู่กันไปอย่างน่าสนใจ โดยในพาร์ตอดีต เล่าเรื่องของ ไบรอัน วิลสัน ในยุค 60 ช่วงที่เขากำลังลงมือทำอัลบั้ม Pet Sounds ซึ่งในเวลาต่อมา ได้รับการยกย่องให้เปนอัลบั้มที่ดีที่สุดของ The Beach Boys โดยเผยให้เห็นถึงแรงกดดันและต่อต้านจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะเพื่อนร่วมวงที่มีต่อเนื้องานอันเปลี่ยนแปลงไปตามที่เคยเปนมาอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าไบรอันจะพยายามให้เหตุผลว่า ถึงเวลาแล้วที่ The Beach Boys จะต้องเติบโตทั้งในด้านเนื้อหาของเพลงและแนวดนตรี แต่กลับมีไม่กี่คนที่เข้าใจเขา แถมยังหาว่าเขาเปนคนหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไปจนไม่สนใจคนอื่น
ขณะเดียวกันหนังยังสื่อให้เห็นถึงวี่แววความผิดปรกติทางจิตของไบรอันที่เริ่มมีสัญญาณเตือนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจมีสาเหตุจากสภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ พ่อเปนพวกขี้เหล้าชอบใช้ความรุนแรงกับลูกๆ มีแม่ก็เหมือนไม่มีเพราะแทบไม่ได้ทำอะไรเพื่อปกป้องลูกเลย #ร้องไห้หนักมาก T__T ความเปนศิลปินในตัวเขาเอง ที่พยายามหาทางแหวกออกจากกรอบเดิมๆ ที่เปนอยู่เพื่อให้ได้ผลงานที่แปลกใหม่ตลอดเวลา และข้อสุดท้ายที่แลดูว่าจะหนักหนาสาหัสที่สุด คือการที่ไบรอันเข้าไปพัวพันกับ แอลเอสดี สารเสพติตยอดฮิตในยุคนั้น ซึ่งน่าจะส่งผลให้เขามีอาการทางจิตตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
บอกเลยว่า พอล ดาโน่ เล่นดีมาาาาาาาาก!! ลงทุนเพิ่มน้ำหนักจนพุงป่องเพื่อให้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงตัวจริงกันเลยทีเดียว เขาถ่ายทอดบุคลิกความเปนศิลปินผู้เปี่ยมพรสวรรค์ แต่กลับต้องถูกคุมขังทางอารมณ์ ต้องทนทุกข์ทรมานกับความป่วยไข้ทางจิต ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ล่วงรู้สาเหตุ และยากที่จะเอาชนะมัน ออกมาให้คนดูสัมผัสถึงความรู้สึกของไบรอันได้อย่างน่าทึ่ง #ไม่แน่ใจว่าบทแบบนี้เปนแนวถนัดของเขาด้วยหรือเปล่า #ดูมากี่เรื่องก็เห็นเล่นแต่บทประมาณนี้ :-P
คงเพราะความโดดเด่น-เด้งโดน-Outstanding ในการแสดงของพอล ดาโน่เปนแน่ เลยทำให้การแสดงของ จอห์น คูแซ็ค ซึ่งรับบท ไบรอัน วิลสัน ในยุค 80 ดูอ่อนด้อยกว่าอย่างช่วยไม่ได้ (อีกอย่างคือเขาต้องเข้าฉากกับพอล จิอาแม็ตตี้และ อลิซาเบ็ธ แบงค์ส ซึ่งก็ 'ปล่อยของ' กันเต็มที่ทั้งคู่ เลยเหมือนโดนขโมยซีนไปโดยปริยาย) แต่ถึงงั้น ก็ต้องถือว่าเขาสวมวิญญาณไบรอัน วิลสันตอนแก่ เอ๊ย...ตอนหนุ่มใหญ่ได้น่าสนใจพอควร คือไม่เสียแรงที่เคยเปนพระเอกหนังรอมคอมมาก่อน มีฉากที่เขาต้องเล่นบทกุ๊กกิ๊กโรแมนติกกับนางเอกอยู่เปนระยะ แต่พอถึงฉากที่ต้องแสดงอารมณ์ดราม่า โดยเฉพาะตอนโดนไอ้หมอโรคจิต (ที่ดูโรคจิตยิ่งกว่า) อย่างแลนดี้วีนแตกเรื่องไม่ยอมทำตามที่มันสั่งนั้น ทั้งหน้าตาและท่าทางของเขาดูน่าสงสารมากๆ (เห็นหน้าจอห์น คูแซ็คบางมุมแล้วนึกถึง ไมล์ส เทลเลอร์ พระเอก Whiplash ขึ้นมาซะงั้น)
โดยส่วนตัว มีความรู้สึกว่าคนที่ 'เลอค่า' ที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือ อลิซาเบ็ธ แบงค์ส ซึ่งรับบท เมลินดา เล็ดเบ็ทเทอร์ แฟนใหม่ของไบรอัน ซึ่งเธอต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจทุกครั้งที่ได้พบปะพูดคุยกับเขา ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันในโชว์รูมรถยนต์ที่เธอทำงานเปนพนักงานขาย โดยไม่รู้มาก่อนว่าเขาเปนใคร และแปลกใจยิ่งขึ้นเมื่อได้พบว่า ทุกครั้งที่เธอไปไหนหรือทำอะไร-พูดอะไรกับเขาจะต้องมีคนของดร.แลนดี้ คอยเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวตลอดเวลา จนกระทั่งได้พบความจริงอันน่าตกใจเกี่ยวกับอาการป่วยของไบรอัน แต่นั่นก็น่าจะทำให้เธอตกใจน้อยกว่าข้อเสนอของแลนดี้ ที่บอกให้เธอคอยช่วยเปนหูเปนตา คอยสอดส่องดูแลพฤติกรรมของไบรอัน เพื่อผลทางการรักษาที่ดีขึ้น #แต่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนถูกสั่งให้ไปเฝ้านักโทษมากกว่า -__- จนเมื่อมองเห็นชัดเจนแล้วว่า ขืนรักษาต่อไปก็มีแต่จะทำให้ไบรอันยิ่งบ้าหนัก เธอจึงตัดสินใจช่วยให้ไบรอันหลุดพ้นจากอิทธิพลครอบงำของแลนดี้ แม้จะต้องแลกกับการต้องก้าวออกจากชีวิตเขาไปตลอดกาลก็ตาม #ร้องไห้หนักอีกตามเคย... ToT
พูดตรงๆคือชอบอลิซาเบ็ธ แบงค์สอะฮะ (ดีใจมากที่ได้เห็นเธอมาเล่นเปนนางเอกสวยๆเสียที มัวแต่ไปเล่นบทป้าแฮปปี้ใน Hunger Games อยู่ตั้งนาน) คือดูเฉิดฉายในแทบทุกฉากที่ปรากฏตัวเลย นอกจากสวยแล้ว แอ็คติ้งยังดีงาม โดยเฉพาะตอนแสดงสีหน้าสีตาแบบว่าเซอร์ไพรส์!! มีอะไรให้ต้องแปลกใจ-ประหลาดใจ-ฉงนสงสัย ตามมาด้วยความกระอักกระอ่วน-กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะพูดหรือทำยังไงดี เวลามาเจอไบรอันแต่ละครั้งแล้วได้ทราบว่าเขามีอะไรแปลกไปจากคนปรกติ
ฉากหนึ่งที่ชอบมากๆ คือตอนที่เมลินดานั่งคุยกับไบรอันในร้านอาหาร แล้วเขาก็เล่าเรื่องโดนพ่อตบบ้องหูเมื่อตอนเด็กๆ แต่ถึงโดนขนาดนั้น ไบรอันก็ยังพูดได้เต็มปากว่า 'รัก' พ่อ แถมยังบอกว่าการที่พ่อทำกับเขาแบบนี้ เลยทำให้เขามีพลังในการสร้างสรรค์ดนตรี #ฟังแล้วอึ้งจนอยากมอบรางวัลลูกกตัญญูให้เลย O_o อลิซาเบ็ธเล่นฉากนี้ได้ดีมาก คือตอนแรกก็ทำหน้าแบบเห็นใจ แต่พอฟังๆไปก็ชักเริ่มเปลี่ยนเปนงง สุดท้ายคือเงิบบบบบ! พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เห็นหน้าเธอหมือนอยากพูดว่า "จะมีอะไรเซอร์ไพรส์กูอีกก็ว่ามา!" 555+
ถือเปนหนังอีกเรื่องที่ 'ดีงาม' มากๆ แสดงให้เห็นว่าชีวิตศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างสรรค์ผลงานระดับโลกนั้น ต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ชีวิตที่แพงมหาศาล ซึ่งในกรณีของไบรอัน วิลสัน แม้จะต้องประสบเคราะห์กรรมหนักหน่วงตลอดช่วงชีวิตไม่แพ้ศิลปินผู้ใด แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ยัง 'โชคดี' (กว่าศิลปินอีกหลายคนบนโลกนี้!) ที่ได้สัมผัสกับความรักและเมตตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยินดีช่วยเหลืออย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน จนทำให้เขาได้พบความสุขแท้จริงของชีวิตในที่สุด... :'-P

No comments:
Post a Comment