Friday, October 16, 2015

THE INTERN (2015)


THE INTERN
(Nancy Meyers, 2015)

สนุกสุดๆ! เปนหนังที่ดูแล้วเพลินหัวใจและในอารมณ์ยิ่งยวด ตอนแรกนึกว่าจะเล่นพล็อตเรื่องแบบว่าให้คนแก่ ซึ่งมีทั้งความรอบรู้และประสบการณ์ในการบริหารงานมากกว่า ได้ขึ้นมา 'สอนมวยเชิงธุรกิจ' #พูดให้เท่ๆคือCoaching ^^ คนรุ่นใหม่ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม 'อายุน้อยร้อยล้าน' - เจ้าของธุรกิจที่กำลังเจริญเติบโตและประสบความสำเร็จอย่างสูง จนทำให้เธอได้รู้จักวิธีการบริหารองค์กรในด้านต่างๆ ให้เกิดความมีประสิทธิภาพมากขึ้น


แต่เอาเข้าจริง หนังกลับเล่นพล็อตเรื่องที่เพิ่งพูดไปน้อยมาก พูดให้ชัดเจนคือไม่หยิบขึ้นมาเปนประเด็นหรือสาระสำคัญของหนังเลยด้วยซ้ำ ทั้งยังไม่พยายามพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครหลักทั้งสองให้ออกมาในแนวพ่อ-ลูกอีกด้วย #ขอบคุณมากๆ #เพราะไม่งั้นหนังมันจะดูน่าแหวะฝุดๆ ^^

กลายเปนว่าสิ่งที่หนังค่อนข้างเน้นให้เห็นชัดเจนในสัมพันธภาพระหว่าง เบน (โรเบิร์ต เดอ นีโร) กับ จูลส์ (แอนน์ แฮ็ทธาเวย์) คือ ความเปนที่พึ่งพาพักพิงทางจิตใจ...แค่มีใครสักคนที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ เปนคนที่เวลาอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ปราศจากกิริยาท่าที #รังสีอำมหิต *_* อันจะทำให้รู้สึกอึดอัดราวกับโดนบีบจมูกจนหายใจไม่ออกอยู่ตลอดเวลา แค่เพียงได้เห็นหน้าหรือสบสายตาที่มองมาอย่างอ่อนโยน โดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมาเลย แต่ก็ทำให้ผู้ถูกมองรู้สึกว่าตนเองมิได้อยู่อย่างเดียวดายลำพังบนโลกใบนี้ #จะว่าไป #คนเราอาจไม่กลัวความตายเท่ากับกลัวการต้องมีชีวิตอยู่ตัวคนเดียว #หัวเดียวกระเทียบลีบ #เหลียวซ้ายแลขวาก็หาไม่เจอคนที่ยินดีจะอยู่ข้างๆในวันที่ทุกสิ่งอย่างไม่เปนใจ T.T

หนังให้เห็นว่า จูลส์เปนเจ้าของบริษัทและผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ก็ดูจะสามารถรับมือและจัดการกับปัญหานานา ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวและชีวิตครอบครัวที่กลุ้มรุมถาโถมโหมกระหน่ำเข้าใส่เธอทุกด้านได้ดีตามสมควร อย่างน้อยเธอก็มิใช่ผู้บริหารที่เอาแต่หงุดหงิด-อารมณ์เสีย-กราดเกรี้ยว-เหวี่ยงวีนใส่พนักงานในทุกครั้งคราที่มีปัญหาดาหน้าเข้ามาให้ต้องตัดสินใจหรือหาวิธีแก้ไข และมิได้ประพฤติตนเปน 'เจ้านาย' ที่เอาแต่ชี้นิ้วบงการให้ทุกคนในบริษัทต้องทำตามคำสั่งตลอดเวลา ทว่าพยายามทำตัวเปน 'ผู้นำ' คอยทำหน้าที่ชี้แนะ-กระตุ้น-ส่งเสริม #บางครั้งก็ถึงขั้นลงมือทำให้ดูเปนตัวอย่าง เพื่อให้พนักงานทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพและมีประสิทธิภาพ อันจะทำให้ได้งานที่มีคุณภาพตามมา ซึ่งมีแต่จะส่งผลดีต่อบริษัทในแง่ความเจริญเติบโตก้าวหน้าไปสู่ความมั่นคงแข็งแกร่ง

พูดให้ชัดเจนคือ จูลส์ถือเปนผู้บริหาร/เจ้าของบริษัทที่ค่อนข้าง 'ครบเครื่อง' ไม่น้อย คือเก่งทั้งเรื่องงาน เก่งทั้งการบริหารคน จนแทบจะไม่จำเปนต้องให้ใครมาคอยชี้แนะแนวทางในการทำงานอีกแล้ว

แต่ก็นั่นแหละ คนเรามิใช่ว่าจะเก่งไปเสียทุกอย่าง หรือเก่งอยู่ได้ตลอดเวลา ต้องมีบางมุมหรือบางเวลาที่พอเจอปัญหาประเดประดังเข้ามาทุกทิศทาง อาจถึงขั้น 'เสียศูนย์' จนลงไปนอนกองอยู่กับพื้นได้ง่ายๆเหมือนกันแหละ เพราะงั้นจึงแลดูว่าสิ่งที่เธอพึงต้องการมากที่สุด คือการมี 'ใครสักคน' ที่พอจะเปนที่พึ่งพิงทางใจอันอ่อนล้า ยามเหน็ดเหนื่อยท้อแท้จวนหมดแรง...

สำหรับเบน แม้ว่าจะเคยทำงานเปนผู้บริหารระดับสูงในองค์กรแห่งหนึ่งมาก่อน แต่เขาก็ดูจะยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเปนไปของโลกและชีวิตตนได้ดีตามสมควร #ส่วนหนึ่งอาจเปนเพราะองค์กรที่เคยทำเลิกกิจการไปแล้ว #เพราะสินค้าที่ผลิตเปนสิ่งที่ไม่มีใครใช้กันอีกแล้วในปัจจุบัน #อยากรู้ว่าคืออะไรต้องไปดูหนังนะฮะ :-P อย่างน้อยเบนก็แลดูมีทีท่าตระหนักและเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าโลกปัจจุบันล้วนอยู่ในมือคนหนุ่มสาว ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง-ความคิด-สติปัญญาในการขับเคลื่อนโลกให้ก้าวไปข้างหน้า หาใช่อยู่ในมือของคนชราวัยไม้ใกล้ฝั่งอย่างเขา การหวนกลับมาสู่ชีวิตการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนอีกครั้ง แม้จะในฐานะ 'เด็กฝึกงาน' ซึ่งเปนตำแหน่งที่จิ๊บจ๊อยเมื่อเทียบกับตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบที่เคยผ่านมือเขามาก่อน ทว่าเบนก็มิได้มองว่ามันเปนความต่ำต้อยด้อยค่าของชีวิต แต่กลับถือเอาการทำงานเปนเครื่องเติมชีวิตอันว่างเปล่าในวัยเกษียณของเขาให้เต็มยิ่งขึ้นมากกว่า

พูดอีกแบบคือ เบนมาทำงานเพื่อฆ่าเวลา มิให้ตนเองต้องอยู่ว่างๆ หายใจทิ้งไปวันๆ อันจะทำให้ดูเปนคนรกโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ เหตุนี้กระมังที่ทำให้เขาไม่ยึดติดกับหัวโขนที่ตนเคยสวม และพร้อมที่จะเรียนรู้ที่จะทำงานกับคนหนุ่มสาวในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปความด้วยเคลื่อนไหวไหลเลื่อนอย่างรวดเร็วปรูดปราดตลอดเวลา รวมถึงการพยายามช่วยผลักช่วยดันให้พนักงานบางคนได้แสดงผลงานอันโดดเด่นออกมาให้ผู้บริหารได้รับรู้

นี่กระมังที่ทำให้ความรอบรู้และประสบการณ์ในการทำงานของเบน ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปนสาระสำคัญในการนำเสนอของหนัง #คงเพราะผู้กำกับมองว่าวิธีการบริหารงานแบบคนรุ่นเก่า #เข้ากันไม่ได้กับการทำงานในโลกยุคอินเตอร์เน็ตหรือเปล่า #บอกตรงๆไม่แน่ใจ ^_^แต่ที่เห็นได้ชัดสุดๆ คือหนังออกจะให้ค่า ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้ชีวิตของเบนมากกว่า เห็นได้จากการที่หนังมีฉากให้เขามีโอกาสแนะนำวิธีการจีบหญิง การง้อสาว การทำตัวเปนสุภาพบุรุษ โน่นนี่นั่น บลาๆ ให้แก่เพื่อนพนักงานด้วยกันอยู่หลายฉาก #อดคิดไม่ได้ #ถ้างั้นไม่ต้องปูแบ็คกราวน์ให้เคยเปนผู้บริหารมาก่อนหรอก #ให้เปนภารโรงหรือคนขับรถก็พอ -_-' จนกระทั่งได้โอกาสทำหน้าที่เปนเสมือนที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณ #ใช้คำใหญ่บ้างอะไรบ้าง ^.^ ของจูลส์ในที่สุด

ที่จริงยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่ไม่ได้พูดถึงนะฮะ #ที่พูดมายังไม่ถึง1ใน3ของหนังเลย #แล้วเขียนอะไรไปตั้งเยอะแยะยืดยาวหว่า #อยากรู้รายละเอียดอื่นๆก็ไปดูที่โรงกันสิฮะ #จะรออะไร ^o^ ขอบอกให้ชัดๆไปเลยว่า ชอบหนังมากๆฮะ! นักแสดงทุกคนเล่นดีมากๆ โดยเฉพาะนู๋แอนน์กับลุงบ๊อบ #นักแสดงในดวงใจ ซึ่งเข้าคู่กันได้เหมาะเจาะ-ยอดเยี่ยม-ยิ่งใหญ่-เกรียงไกร #เว่อร์เกินไปละน้องมอด ^-^ ดูแล้วน่ารักทุกฉาก แต่คนที่เซอร์ไพรส์สุดๆคือ ป้าเรเน่ รุสโซ่ ซึ่งตอนโผล่มาใน Nightcrawler ดูแก่มากๆ แต่พอมาเล่นเรื่องนี้กลับดูสาวขึ้นซะงั้น คงเปนเพราะเข้าฉากคู่ลุงบ็อบซึ่งแก่จริงอะไรจริงละมัง #แต่ลุงบ็อบยังดูหล่ออยู่นะ #อยากให้ได้ออสการ์ตัวที่สามเสียที #ขยันเล่นหนังให้ได้เข้าชิงออสการ์ทุกปีแบบป้าเมอริลไม่ได้เหรอฮะ :)

อีกอย่างที่ชอบคือบทภาพยนตร์ฮะ ถึงจะมีมุกตลกบ้าๆพอๆ ดูไร้สาระ ไม่ค่อยเปนเหตุเปนผล หรือเข้ากับเนื้อเรื่องเท่าไหร่ ถูกใส่เข้ามา แต่ก็ไม่มากจนถึงขั้นทำให้หนังดูเลอะเทอะ #เพราะเลอะเทอะกว่านี้ก็เคยดูแล้วชอบมาแล้ว #เอ๊ะยังไง #พูดให้ชัดเจนคือพอยอมรับได้อะ ^,^ ดูแล้วได้ทั้งข้อคิดและแรงบันดาลใจหลายอย่าง อย่างแรกคือ ถ้าอยากจะเปนผู้บริหารองค์กรที่มีพนักงานยอมรับนับถืออย่างจริงใจ ยินดีทำงานให้แบบสู้ตายถวายชีวิตนั้น บางทีเจ้าของบริษัทก็ต้องทำตัวเปน 'เจ้านาย' ให้น้อยลง! แล้วเพิ่มบุคลิกท่าทีของความเปน 'ผู้นำ' ให้มากขึ้น!! #ว่ากันตามจริง #เปนผู้นำมันทำยาก #ส่วนใหญ่เลยชอบทำตัวเปนเจ้านาย #ติดสันดานเจ้าขุนมูลนายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ #ชอบให้คนหมอบกราบคลานเข่าเข้าหา #เพราะถือว่าตนเองเปนคนจ่ายเงินเดือน #ใครไม่พอใจหรือรับไม่ได้ก็เชิญไสหัวไป! #ยุคนี้ใครเจอผู้บริหารแบบนี้ถือว่าซวยมหาซวยจริงๆฮะ T__T

อย่างที่สองคือ ถ้าอยากจะเปนคน ส.ว. #สูงวัย อย่างปลอดภัย ห่างไกลจากการถูกเด็กรุ่นใหม่ไล่ถอนหงอกโดยไม่จำเปน ก็ต้องพยายามสงบปากสงบคำเข้าไว้ อะไรที่ไม่ถึงเวลาก็อย่าพูด! ถ้าพูดมาก-พูดเพ้อเจ้อ-พูดเรื่อยเปื่อย โดยเฉพาะการพูดจาสั่งสอนเตือนสติให้ข้อคิดสะกิดใจ อะไรเทือกนั้น โดยที่เด็กๆมันยังไม่ได้ร้องขอ แม้ว่าจะมีเจตนาดีสักเพียงใดก็ตาม เพราะการพูดโดยไม่ดูเวล่ำเวลา-ดูท่าทีของอีกฝ่ายว่าต้องการคำแนะนำหรือไม่ ก็มีแต่จะทำให้เกิดความน่าเบื่อหน่ายรำคาญอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทำตัวเปน ส.ว. ที่อยู่เฉยๆ-นิ่งๆ-สงบ-สยบความเคลื่อนไหว-ใจเย็นๆ ราวกับเปนต้นไม้ใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาและความระรื่นชื่นฉ่ำใจแก่เหล่าลูกนกลูกกา-คนหนุ่มสาวผู้เหน็ดเหนื่อยกับการฟาดฟันในโลกแห่งความเปนจริง ได้เข้ามาพักพิงอิงแอบหัวใจที่อ่อนล้า จนกว่าจะมีเรี่ยวแรงกำลังเข้มแข็งแกร่งกล้าและสามารถลุกขึ้นสู้ชีวิตต่อไป...น่าจะดีกว่า... :'-P

No comments: