Friday, October 2, 2015

THE MARTIAN (2015)



THE MARTIAN
(Ridley Scott, 2015)

ดูแล้วนึกถึงคำโปรยบนใบปิดหนังเรื่อง Alien ขึ้นมาซะงั้น! #สงสัยเพราะเปนหนังเกี่ยวกับคนที่ตกค้างอยู่นอกโลกของลุงริดลีย์สก๊อตต์เหมือนกันละมัง ^^ ที่บอกว่า "ในห้วงอวกาศ ไม่มีทางที่ใครจะได้ยินเสียงกรีดร้องของคุณ" ซึ่งมีความรู้สึกว่าสามารถจะนำมาใช้กับสถานการณ์ที่ตัวละครเอกของหนังเรื่องนี้คือ มาร์ค วัทนี่ย์ (แม็ทท์ เดม่อน) กำลังเผชิญอยู่ได้ เพราะ "บนดาวอังคาร ก็ไม่มีทางที่ใครจะจะได้ยินเสียงกรีดร้องของคุณ" เช่นเดียวกัน


เพราะงั้น สิ่งที่ตัวละครในหนังพึงกระทำ จึงตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า "อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ" หรือ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ซะมิมี! ด้วยคนดูจะเห็นว่า แม้ในเวลาต่อมา มาร์คจะได้รับการติดต่อช่วยเหลือจากโลก จนสามารถทางกลับสู่แผ่นดินเกิดได้ก็จริง! แต่ถ้าหากเขามัวแต่นั่งเฉยๆ งอมืองอเท้ารอคอยความช่วยเหลือ โดยไม่ลุกขึ้นมาช่วยตนเองก่อน ก็เชื่อแน่ว่าเขาคงจะตายอย่างเดียวดายบนดาวเคราะห์ที่ห่างไกลจากโลก 140 ล้านไมล์นั้นเปนแน่

แต่ด้วยความที่มาร์คเปนผู้มีจิตวิญญาณแห่งนักสู้อยู่ในตัว เขาจึงปฏิเสธที่จะนิ่งเฉย รอการมาถึงของความช่วยเหลือ รวมถึงการมาเยือนของยาวอวกาศที่จะมาปฏิบัติภารกิจครั้งใหม่บนดาวอังคาร เพราะด้วยระยะทางอันแสนไกล มันย่อมต้องใช้เวลาเดินทางเปนแรมปี ขณะที่สิ่งจำเปนอย่างยิ่งยวดในการดำรงชีพ คืออาหารกลับมีแต่จะร่อยหรอลงไปทุกขณะ แม้ว่าจะกินจะใช้อย่างประหยัดเพียงใดก็ไม่เพียงพอ จึงมีความจำเปนที่เขาต้องหาทางสำรองและกักตุนอาหารให้มีเพียงพอไปจนกว่าจะถึงวันที่ยานลำใหม่เดินทางมาถึงในอีกสามปีข้างหน้า ซึ่งโชดดีที่มาร์คเผอิญเปนนักพฤกษศาสตร์ มีความเชี่ยวชาญเรื่องพืชพรรณไม้เปนทุนเดิม เขาจึงนำความรู้ความสามารถมาใช้ในการปลูกพืชเพื่อเปนอาหาร บนดาวเคราะห์ที่ไม่มีทางที่จะมีสิ่งมีชีวิตใดๆจะดำรงคงอยู่ หรือเจริญเติบโตขึ้นได้!!

หนึ่งในความสนุกที่เกิดขึ้นจากการดูหนังเรื่องนี้ คือการได้เห็นมาร์ค วัทนี่ย์ ตัวละครเอกของหนัง เผชิญหน้าและรับมือกับอุปสรคหนักหน่วงนานาที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความอดทน มีสติ ค่อยๆคิดหาหนทางในการแก้ปัญหาอย่างไตร่ตรองและรอบคอบ แม้จะเกิดความผิดพลาดล้มเหลว เช่นตอนทำน้ำขึ้นมาใช้เพื่อการเพาะปลูก จนทำให้ตัวเองต้องได้รับบาดเจ็บ แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ และขอลองใหม่อีกสักตั้งจนสามารถทำได้สำเร็จ และถึงแม้จะเกิดเหตุไม่คาดฝันอันทำให้ทุกสิ่งอย่างที่เขาลงแรงสร้างขึ้นมาต้องพินาศสูญสลายลงในพริบตา ทว่าเขาก็ยังคงยืนหยัดที่จะต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้นต่อไป โดยไม่ยอมหมดสิ้นกำลังใจ หรือท้อแท้ถอดใจง่ายๆ

ทำให้คิดได้ว่าคนเรานั้นต่อให้มีความเฉลียวฉลาด มีสติปัญญาล้ำเลิศเพียงใด แต่ถ้าหากปราศจากความเข้มแข็งของจิตใจ...ความไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ ที่ผ่านเข้ามาเปนบททดสอบแล้วไซร้ มันก็คือพวก 'ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด' นั่นเอง

นอกจากนี้ หนังยังนำเสนอให้เห็นด้วยว่า มาร์ครับมือกับสถานการณ์เลวร้ายเข้าขั้นวิกฤติต่างๆ ด้วยความใจเย็นและมี 'อารมณ์ขัน' ซึ่งมิได้หมายความว่ามองปัญหาที่เกิดขึ้นเปนเรื่องตลก แต่เปนการมองในลักษณะ 'ไม่รู้จะซีเรียสเครียดเคร่งกับมันไปทำไม' มากกว่า ในเมื่อปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว เท่าที่ทำได้คือต้องอยู่กับมันและหาทางแก้ปัญหากันไปก็เท่านั้น (ทำให้มีเวลาว่างพอจะเอาสมองไปคิดเรื่องอื่น เช่น รสนิยมการฟังเพลงของชาวบ้านมันห่วย!) คือถ้าแก้ได้ก็ถือว่าโอเค แต่ถ้าแก้ไม่ได้ก็ถือว่าได้พยายามเต็มที่แล้ว  อันแสดงให้เห็นถึงความเปนคนมีกำลังใจแข็งแรงแกร่งกล้าเอามากๆ 

ก็เลยอดไม่ได้ที่จะนึกถึงที่ หลวงวิจิตรวาทการ เคยประพันธ์ไว้ว่า
...เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน
เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์
แต่คนที่ควรชมนิยมกัน
ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา

อ่อ! เกือบลืมบอกไป ว่าหนังสนุกมาก! ตอนแรกคิดว่าจะเครียดๆ และน่าเบื่อ แต่เอาเข้าจริงกลับเล่าเรื่องได้สนุกมาก ดูเพลินจนเวลาสองชั่วโมงยี่สิบกว่านาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่รู้สึกว่ายาวยืดยาด ชอบหนังมากๆ โดยเฉพาะแม็ทท์ เดม่อน พูดได้เลยว่าเปนเรื่องแรกในรอบหลายปีที่ดูแล้วรู้สึกว่าหล่อและโคตรเท่... :'-P

No comments: